*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น
อาการลืมกุญแจรถหรือชื่อคนเป็นครั้งคราวอาจฟังดูเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้สูงวัย แต่หากใครที่ลืมวิธีขับรถกะทันหัน หลงทางในซอยหน้าบ้าน หรือลืมแม้กระทั่งบุคคลในครอบครัว รวมถึงมีบุคลิกภาพเปลี่ยนจากที่เคยอ่อนโยนกลายเป็นก้าวร้าว นั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่าสมองกำลังถูกทำลาย โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) ไม่ได้พรากไปเพียงความทรงจำ ทว่าพรากตัวตนของบุคคลไปอย่างช้า ๆ
ระหว่างที่คุณอ่านบทความนี้ มีผู้กำลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบคนทั่วโลก จากสถิติของสถาบันอัลไซเมอร์นานาชาติ (Alzheimer’s Disease International - ADI) ระบุว่า ทุก 3 วินาทีจะมีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้น 1 คน และปัจจุบันมีผู้คนกว่า 55 ล้านคนเผชิญกับภาวะความเสื่อมถอยนี้ขณะที่หลายประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โรคนี้จึงนับเป็นโรคสำคัญที่ควรศึกษาเรียนรู้ บทความนี้จะไล่ลำดับรากฐานความเข้าใจเรื่องสมองในยุคโบราณ จนถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้การแพทย์เข้าใจโรคอัลไซเมอร์
หลักฐานยุคแรกเกี่ยวกับความถดถอยทางสมองของผู้สูงวัยพบอยู่ในช่วง 2,500-2,000 ปีก่อน ชาวอียิปต์โบราณบันทึกว่าผู้สูงวัยบางคนมีปัญหาด้านความจำ ชาวกรีกโบราณเช่น พิธากอรัส (Pythagoras) นักคณิตศาสตร์ สังเกตว่าผู้สูงวัยมักมีปัญหาด้านการเรียนรู้เมื่ออายุเกิน 63 ปี ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) บิดาแห่งการแพทย์ บันทึกอาการของวัยชราไว้ว่าทำให้หูหนวก เวียนหัว อาหารไม่ย่อย แต่ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาด้านความจำ สะท้อนให้เห็นว่าความเสื่อมถอยของสมองของคนทั่วไปในยุคนั้นไม่รุนแรงและไม่ใช่อาการที่พบบ่อยนัก สันนิษฐานว่าอาจเพราะคนจำนวนมากอายุไม่ยืน รวมถึงรูปแบบวิถีชีวิตที่ร่างกายได้เคลื่อนไหวสูง รับประทานอาหารปรุงแต่งน้อย และสภาพแวดล้อมปราศจากมลพิษ ส่งผลให้อุบัติการณ์ของโรคค่อนข้างต่ำ ดังเห็นได้จากสถิติปัจจุบันของผู้คนที่อยู่ในสังคมพื้นเมืองอย่างชาวเผ่าชิมาเน (Tsimane) ในป่าฝนแอมะซอน ประเทศโบลิเวีย มีอัตราผู้ป่วยอัลไซเมอร์เพียง 1% ของประชากรอายุเกิน 65 ปีเท่านั้น เปรียบเทียบกับผู้ป่วยถึง 11% ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ มีมุมมองที่แตกต่างกัน 2 แบบ มุมมองแรกคือแบบ เพลโต (Plato) นักปรัชญาชาวกรีก มองว่าความเสื่อมถอยทางความคิดและความจำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเจ็บป่วยที่มาพร้อมกับความชราอย่างแยกไม่ออก และทำให้ผู้สูงวัย “ทำตัวเหมือนย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง” ไม่ใช่โรคที่ต้องรักษา ส่วนมุมมองที่สองคือแบบ ซิเซโร (Cicero) รัฐบุรุษนักกฎหมาย มองว่าเป็นความอ่อนแอทางศีลธรรมหรือความคิดจิตใจของบุคคล ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้สูงวัยทุกคนตามธรรมชาติ จึงถือเป็นปัญหาที่ต้องป้องกันแก้ไข หลังจากนั้นในสมัยโรมัน มีหลักฐานจากบันทึกของพลินีผู้อาวุโส (Pliny the Elder) นักธรรมชาติวิทยา ระบุว่ามาร์คุส วาเลริอุส เมสซัลลา คอร์วินุส (Marcus Valerius Messalla Corvinus) วุฒิสมาชิกและนักปราศรัยที่มีชื่อเสียง เมื่อชราแล้วลืมชื่อของตนเองถือเป็นกรณีแรกที่บ่งชี้อาการของคนไข้โรคอัลไซเมอร์ในโลกโบราณ

ภาพที่ 1: ภาพสลักมาร์คุส วาเลริอุส เมสซัลลา คอร์วินุส ที่พระราชวังคราซินสกี้ ประเทศโปแลนด์
แหล่งที่มาภาพ: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/79/Warsaw_2023_208_Krasinski_Palace_Valerius_Relief.jpg.
หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน การพัฒนาวิชาแพทย์ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อทางศาสนา ทำให้ในยุคกลาง อาการสมองเสื่อมและความผิดปกติอื่น ๆ กลายเป็นบทลงโทษคนบาปจากพระเจ้า หรือสัญญาณของเวทมนตร์ที่น่ากลัว ผู้สูงวัยที่มีอาการเหล่านี้จำนวนมากโดยเฉพาะผู้หญิงถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เจเน็ต ฮอร์น (Janet Horne) หญิงชราชาวสก็อตแลนด์ ถูกจับในปี ค.ศ. 1727 เหตุเพราะเพื่อนบ้านแจ้งความว่านางขี่ลูกสาวต่างม้าไปหาปิศาจ และให้ปิศาจตอกเกือกที่เท้าลูกสาวเหมือนเกือกม้า บันทึกการพิจารณาคดีระบุว่าฮอร์นเป็นหญิงบ้าและอายุมากจนเลอะเลือน ส่วนลูกสาวมีมือเท้ารูปร่างพิกลพิการ สุดท้ายแล้วฮอร์นถูกแก้ผ้าประจานรอบเมืองและเผาทั้งเป็น ส่วนลูกสาวแหกคุกหนีไปได้ ในช่วงปลายยุคกลางถึงต้นยุคสมัยใหม่ยังมีการตั้งโรงพยาบาลบ้า (Madhouse) ลักษณะเป็นสถานคุมขังผู้ป่วย ผู้มีแนวคิดต่อต้านสังคม รวมถึงอาชญากร แสดงการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมจากเดิมที่ผู้สูงวัยได้รับการดูแลโดยครอบครัวและชุมชนกลายเป็นน่ากลัวและแปลกแยก

ภาพที่ 2: หลุมศพของเจเน็ต ฮอร์น
แหล่งที่มาภาพ: www.raws.scot/post/accused-witches-of-the-highlands-janet-horne.
จนกระทั่งช่วงศตวรรษที่ 18-19 การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาและการแพทย์เริ่มค้นพบการทำงานของเซลล์ในร่างกาย และเชื่อมโยงได้ว่าโรคบางชนิดอย่างเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของเซลล์สร้างอินซูลินในตับอ่อน นายแพทย์อโลอิส อัลไซเมอร์ (Alois Alzheimer) จิตแพทย์และนักประสาทวิทยาชาวเยอรมันร่วมกับที่ปรึกษา นายแพทย์เอมิล แครเปลิน (Emil Kraepelin) ได้รับแรงบันดาลใจให้ผลักดันวิชาจิตวิทยาเข้าสู่หลักการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น และทดลองหาโรคสมองที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์
ในปี ค.ศ. 1906 หมออัลไซเมอร์ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับคนไข้หญิงอายุ 51 ปี ชื่อ เอากุสเทอ ดีเทอร์ (Auguste Deter) ที่โรงพยาบาลจิตเวชแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Psychiatric Hospital) มีอาการหวาดระแวง นอนไม่หลับ ก้าวร้าว สับสน ไม่รู้วันเวลาและสถานที่ที่ตนอยู่ บางครั้งซึมอยู่นิ่งเป็นเวลานาน และมีปัญหาความจำ คนไข้พยายามเขียนชื่อตนเองแต่ก็เขียนได้ไม่จบและพูดซ้ำ ๆ ว่า “ฉันทำตัวเองหายไปแล้ว (Ich habe mich verloren.)” ซึ่งกลายเป็นประโยคที่โด่งดังในประวัติศาสตร์การแพทย์ หลังจากดีเทอร์เสียชีวิต หมออัลไซเมอร์จึงผ่าสมองเพื่อตรวจร่วมกับ นายแพทย์กาเอตาโน เปรูซินี (Gaetano Perusini) และนายแพทย์ฟรานเชสโก บอนฟิกลิโอ (Francesco Bonfiglio) ชาวอิตาลี ค้นพบกลุ่มคราบโปรตีนจากความชรา (Senile Plaques) และเส้นใยประสาทที่พันกัน (Neurofibrillary Tangles) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคอัลไซเมอร์

ภาพที่ 3: นายแพทย์อโลอิส อัลไซเมอร์ และคนไข้ เอากุสเทอ ดีเทอร์
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Alois_Alzheimer#/media/File:Alois_Alzheimer_002.jpg.
https://en.wikipedia.org/wiki/Auguste_Deter#/media/File:Auguste_D_aus_Marktbreit.jpg.
ความผิดปกติทั้งสองอย่างได้รับการวิจัยต่อมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 1984-1985 ความก้าวหน้ายุคดิจิทัลช่วยให้สามารถเห็นภาพการสะสมของโปรตีนเหล่านี้ผ่านเทคโนโลยีสร้างภาพสมอง (Neuroimaging) ทำให้ทราบว่าคราบโปรตีนนั้นเป็นสายเปปไทด์ อะมีลอยด์ เบต้า (Amyloid Beta) ซึ่งปกติแล้วร่างกายจะกำจัดของเสียชนิดนี้ออกไปได้เอง แต่เมื่ออายุมากขึ้น นอนน้อย หรือมีพันธุกรรมที่ยีนสร้างโปรตีนเยอะ ระบบทำความสะอาดสมองก็อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้โปรตีนนี้สะสมก่อตัวเป็นคราบแข็ง อักเสบและขัดขวางการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท
ส่วนเส้นใยประสาทที่พันกันเกิดจากโปรตีนทาว (Tau) ซึ่งปกติช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของท่อลำเลียงอาหารในเซลล์ประสาท (Microtubules) ถูกกระตุ้นจากคราบโปรตีนอักเสบให้เติมหมู่ฟอสเฟตมากเกินไป (Hyperphosphorylation) จนเปลี่ยนรูปร่างและจับตัวเป็นก้อนยุ่งเหยิง ไม่สามารถลำเลียงอาหารได้ดังเดิม ในปี ค.ศ. 1999 เดล เชงค์ (Dale Schenk) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ทดลองวัคซีนที่เพิ่มภูมิคุ้มกันกำจัดคราบโปรตีนในสมองหนู นำไปสู่การผลิตยาที่ทำงานคล้ายคลึงกันออกมาในช่วงปี ค.ศ. 2020-2024 เป็นยาตัวแรกที่ออกสู่ตลาด คือ อะดูคานูแมป (Aducanumab) และยังคงมีการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน โรคอัลไซเมอร์ไม่ใช่โชคชะตาปริศนา หรือผลกรรมลงโทษจากอดีต แต่เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับวิถีชีวิต การนอนหลับที่มีคุณภาพ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารจากธรรมชาติ สภาพแวดล้อมปราศจากมลพิษ กิจกรรมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงการรักษาระดับพยาธิสภาพของหลอดเลือดสมอง เช่น ระวังความเสี่ยงจากโรคความดันและเบาหวาน ทั้งหมดนี้เป็นเกราะป้องกันช่วยให้ทั้งปัจเจกบุคคลดูแลตัวเองได้ดีขึ้น และรัฐก็สามารถวางนโยบายเชิงรุกเพื่อปกป้องประชาชนไม่ให้ ‘ทำตัวเองหายไป’ ก่อนเวลาอันควร ท้ายที่สุดการใส่ใจดูแลสุขภาพในวันนี้เป็นการรักษาตัวตนให้คงอยู่เพื่อกระทำประโยชน์ต่อโลก และเคียงข้างคนที่เรารักให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้นั่นเอง
แหล่งข้อมูล
Dietl, Laura. "Perspectives on the Historical Approach to Dementia." Public Disability History, 18 Mar. 2025, www.public-disabilityhistory.org/2025/03/perspectives-on-historical-approach-to.html.
Hopper, Leigh. "Alzheimer’s in History: Did the Ancient Greeks and Romans Experience Dementia?" USC Today, 31 Jan. 2024, today.usc.edu/alzheimers-in-history-did-the-ancient-greeks-and-romans-experience-dementia/.
Makin, Simon. "A History of Alzheimer’s Disease." Edited by Lisa Kiani and Richard Hodson, Nature, 26 Sep. 2024, www.nature.com/immersive/alzheimers-disease-history/index.html.
Spichak, Simon. "The History of Alzheimer's Disease." Being Patient, 16 Nov. 2023, beingpatient.com/the-history-of-alzheimers-disease/.
Stewart, Greg. "Accused Witches of the Highlands: Janet Horne." Remembering the Accused Witches of Scotland (RAWS), 7 Sep. 2021, www.raws.scot/post/accused-witches-of-the-highlands-janet-horne
Yang, Hyun Duk, et al. "History of Alzheimer's Disease." National Library of Medicine, PubMed Central, 31Dec. 2016, www.pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6428020/