แม้ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีถูกจัดเป็น “เมืองรอง” ในแง่การท่องเที่ยว แต่มิติด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมสุพรรณบุรีมีความรุ่มรวยไม่แพ้จังหวัดใด ซึ่งการันตีได้จากจำนวนแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีมากมาย อาทิ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานแดนมังกร ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อู่ทอง และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เป็นต้น
สถานที่เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงประวัติศาสตร์เก่าแก่ของเมืองสุพรรณ โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าในเขตอำเภอเมืองมีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย หนึ่งในนั้น คือ วัดพระรูป วัดที่เงียบสงบและไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก แต่ภายในวัดมีทั้งโบราณสถานเก่าแก่ที่ได้รับการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดี เช่น พระเจดีย์แปดเหลี่ยมทรงปราสาทยอด พระพุทธไสยาสน์สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา และโบราณวัตถุล้ำค่าที่จัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป พิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม พร้อมข้อมูลความรู้และเรื่องราวที่รอให้ผู้ชมเข้าไปสำรวจและเรียนรู้
อดีตอันเรืองรองของเมืองสุพรรณภูมิ
พิพิธภัณฑ์วัดพระรูปจัดแสดงโบราณวัตถุที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ยุคต้นกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ชิ้นวัตถุที่ผู้เขียนรู้สึกว่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเป็นรอยพระพุทธบาทไม้ขนาดใหญ่ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 ทำจากแผ่นไม้แกะสลักลวดลายทั้งสองด้าน ด้านหน้าเป็นรอยพระพุทธบาทพร้อมลายลักษณ์มงคล 108 ประการ ภายในรูปวงกลมตรงกลาง และมีรูปแกะสลักเป็นท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ขนาบด้านข้างทั้งซ้ายและขวารอยพระพุทธบาท ซึ่งมีความพิเศษมากเพราะไม่เคยพบรอยพระพุทธบาทในลักษณะนี้มาก่อน ด้านหลังแกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติตอนมารผจญ สังเกตได้จากภาพแม่พระธรณีบีบมวยผมคุมเชิงอยู่ที่ใต้พุทธบัลลังก์ และภาพพญามารทรงช้าง

ภาพที่ 1 รอยพระพุทธบาทไม้ และพระพุทธรูปหินทรายบนชั้นสองของอาคารพิพิธภัณฑ์
ถัดจากรอยพระพุทธบาทจัดแสดงพระพุทธรูปหินทราย เป็นตัวอย่างของพุทธศิลปะแบบอู่ทองตอนปลาย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 สังเกตได้จากสังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่ปลายตัดตรง เม็ดพระศกเล็ก พระพักตร์ยาว ไม่แย้มพระโอฐ พระเนตรเหลือบต่ำ รู้สึกได้ถึงความสงบงามจากองค์พระพุทธรูป นอกจากนี้ภายในพื้นที่จัดแสดงยังมีพระพุทธรูป และเศียรพระพุทธรูปจากหลายยุคหลายสมัยอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงพระพิมพ์โบราณยุคต้นกรุงศรีอยุธยา และพระเครื่องที่นิยมสร้างในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างพระขุนแผน ซึ่งจัดแสดงไว้อย่างละลานตา เหมาะกับการเรียนรู้พุทธศิลป์เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุสำคัญอื่นๆ เช่น จารึกลานทองวัดพระรูป ระบุถึงการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระมหาเถรชัยโมลีในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา และระฆังสำริดมีจารึกที่นักประวัติศาสตร์ตีความว่าสร้างโดยเจ้านายสตรีในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวง
พิพิธภัณฑ์ได้จัดทำบอร์ดข้อมูลอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองสุพรรณภูมิในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น แสดงให้เห็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ต่อเนื่องของเมืองสุพรรณภูมิที่มีบทบาทร่วมกับเมืองอโยธยา และเมืองแพรกศรีราชา จนถึงยุคสมัยที่บ้านเมืองคลี่คลายตั้งเป็นเมืองสุพรรณบุรี หัวเมืองสำคัญในยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีหลักฐานประจักษ์เป็นโบราณสถานภายในวัดพระรูป โดยเฉพาะเจดีย์ทรงปราสาทยอดเป็นรูปแบบพิเศษที่ในประเทศไทยพบเจดีย์ลักษณะนี้แค่เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ วัดพระรูป และวัดพระแก้ว อำเภอสรรค์บุรี จังหวัดชัยนาท

ภาพที่ 2 วัตถุจัดแสดงในชั้น 1 โมเดลจำลองพระเจดีย์ ใบเสมาสมัยต่างๆ และหุ่นจำลองหลวงพ่อดี
วัดพระรูปกับวิถีชาวบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี
แม้เมืองสุพรรณบุรีถูกลดบทบาทลงในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 24 แต่วัดพระรูปยังคงความสำคัญ ซึ่งสะท้อนผ่านข้าวของเครื่องใช้จำนวนมากในยุครัตนโกสินทร์ที่แสดงถึงการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ในอดีต และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในจังหวัดสุพรรณบุรี เช่น สมุดตำรายาสมุนไพรสำหรับรักษาอาการเจ็บป่วยของชาวบ้าน สมุดวรรณคดีเรื่องพระมาลัย สมุดตำรายันต์ที่แสดงแม่แบบยันต์ต่างๆ อย่างยันต์ที่ใช้ทำตะกรุดพิสมร ใช้เป็นเครื่องรางผูกเอวเด็ก ตลอดจนแม่พิมพ์พระเครื่องขนาดต่างๆ ชวนให้นึกถึงท่อนหนึ่งในคำขวัญประจำจังหวัดสุพรรณบุรีว่า “เลื่องลือพระเครื่อง” แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใกล้ชิด และเกื้อกูลกันเป็นอย่างดีระหว่างวัดกับชุมชนโดยรอบ
โดยพระครูสุนทรสุวรรณกิจ (ดี จตฺตมโล) หรือคนทั่วไปรู้จักในนาม “หลวงพ่อดี” (อดีตเจ้าอาวาส) ได้นำมวลสารศักดิ์สิทธิ์ และชิ้นส่วนพระพิมพ์โบราณมาผสมรวมกันและทำแม่พิมพ์สร้างพระเครื่องรุ่นใหม่ อ้างอิงรูปแบบตามอย่างพระพิมพ์โบราณที่พบในวัดพระรูป วัดพระศรีรัตนมหาธาตุจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งนี้ พระเครื่องที่สร้างโดยเลียนแบบพระพิมพ์ยุคโบราณนี้ เซียนพระมักเรียกว่า “รุ่นย้อนยุค” หลวงพ่อดีนำรายได้จากการเช่าบูชาพระเครื่องมาใช้ในการบูรณะซ่อมแซมวัดพระรูป โดยเฉพาะวิหารพระพุทธไสยาสน์และโบราณสถานอื่นๆ ในวัด ตลอดจนการเก็บรวบรวมและดูแบรักษาโบราณวัตถุต่างๆ และนำมาสู่การสร้างพิพิธภัณฑ์วัดพระรูปในที่สุด

ภาพที่ 3 ตำรายันต์ และแม่พิมพ์พระเครื่อง
เรื่องเล่าจากพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป
ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์วัดพระรูปมีพระสมนึก อตฺถกาโร หรือ “หลวงน้า” ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นที่เกิดและเติบโตในชุมชนวัดพระรูป รับผิดชอบเป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ให้ข้อมูลกับผู้เขียนว่าพิพิธภัณฑ์วัดพระรูปเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2533 โดยหลวงพ่อดีได้ริเริ่มแนวคิดในการรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ เช่น เศียรพระพุทธรูป และใบเสมามาเก็บรักษาไว้ที่ชั้นบนของอาคารหอสวดมนต์เพื่อป้องกันการโจรกรรม
จากนั้นหลวงน้ายังอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่าโบราณวัตถุในพิพิพิธภัณฑ์ถูกเคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่ใดบ้างอ้างอิงกับแผนผังอาณาบริเวณของวัดพระรูป อาทิ วิหารพระนอน พระเจดีย์ และเก๋งจีนที่มีคหบดีจีนสร้างถวายวัดเมื่อปี พ.ศ. 2450 หลวงน้าชี้ให้ผู้เขียนดูพระพุทธรูปเนื้อสำริดกะไหล่ทององค์เล็กในตู้จัดแสดง และกล่าวว่า “พระบูชาองค์เล็กที่เห็นนี้เจอที่วิหารเล็กๆ ด้านหน้าวัด”

ภาพที่ 4 พระสมนึก อตฺถกาโร ผู้นำชมและดูแลพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป
หลวงน้าเล่าต่ออีกว่าแผนการสร้างพิพิธภัณฑ์วัดพระรูปเริ่มอย่างรูปธรรมในปี พ.ศ. 2561 โดยพระครูวินัยธร (วุฒิพันธ์ สิริธโร) เจ้าอาวาสวัดพระรูป (ปัจจุบัน) ได้แบ่งสรรพื้นที่ส่วนด้านหน้าของหอสวดมนต์ที่ใช้เก็บโบราณวัตถุมาแต่เดิม ทำเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีร่องรอยการแบ่งพื้นให้เห็นอย่างชัดเจน และได้รับความร่วมมือจากทั้งภาคประชาสังคม และสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ กำหนดอายุสมัยของวัตถุแต่ละชิ้น และตรวจสอบว่าชิ้นใดเป็นของแท้ของปลอม
ในที่สุดปี พ.ศ. 2563 พิพิธภัณฑ์วัดพระรูปจึงแล้วเสร็จและเปิดให้สาธารณะเข้าชมได้ แต่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พิพิธภัณฑ์มีบรรยากาศเงียบเหงา ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เปิดบริการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วไปมากขึ้น ซึ่งมักมาเยี่ยมชมในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
แม้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก แต่แสดงให้เห็นถึงปณิธานอย่างแรงกล้าของบรรดาผู้ก่อตั้งและผู้ดูแลรักษาที่อุตสาหะพยายามเก็บรักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าที่เป็นสมบัติของชาติ เพื่อส่งต่อความรู้ให้ผู้มาเยือน