ผู้เขียนบังเอิญเห็นโพสต์ข้อความหนึ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เชิญชวนให้ไปดูปลาหิน “อันซีน” (unseen) ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยผู้เขียนก็อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างและเคยเดินทางไปจังหวัดนี้บ่อย ซึ่งคำชวนนี้เป็นตัวช่วยเปิดการมองเห็นตามมาด้วยคำถามว่า ปลาหินคืออะไร? ปลากลายเป็นหินฟอสซิล? ชื่อพันธุ์ปลา? เหตุใดผู้เขียนจึงไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีพื้นที่จัดแสดงปลาหินให้ชมด้วย
หลังจากนั้น ผู้เขียนค้นหาข้อมูลเบื้องต้นจากอินเทอร์เน็ตที่แนะนำการท่องเที่ยวหรือมีคนเขียนรีวิว จนได้ข้อสรุปว่า ปลาหินที่กล่าวถึงนั้นเป็นการนำหินทั้งก้อนมาแกะสลักเป็นรูปปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ด้วยฝีมือของคุณลุงกิตติ สินอุดม อยู่ที่อำเภอดอนสัก โดยอ้างว่ามีปลาเกือบทุกชนิดทุกสายพันธุ์ที่เคยมีในทะเลอ่าวไทย ทำให้ผู้เขียนเริ่มสนใจและพลางคิดไปก่อนว่า คุณลุงกิตติต้องเป็นศิลปินที่เชี่ยวชาญการแกะสลัก ทั้งยังมีความรอบรู้และหลงใหลเกี่ยวกับสัตว์ทะเลเป็นอย่างมาก จึงใช้เวลาหมดไปกับแกะสลักรูปปลาจากก้อนหินมากมายก่ายกองเต็มพื้นที่บ้านจนสามารถจัดแสดงเป็น “พิพิธภัณฑ์ปลาหิน” เปิดให้นักท่องเที่ยว ผู้สนใจปลาทะเล หรือชื่นชอบงานศิลปะเข้าชมได้อย่างรื่นรมย์ กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวในอำเภอนี้ นอกจากเป็นพื้นที่ตั้งของท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะสมุย
เมื่อถึงวันหยุด ผู้เขียนตัดสินใจขับรถยนต์จากจังหวัดภูเก็ตเดินทางตามแผนที่ดาวเทียมมุ่งหน้าไปยังพิพิธภัณฑ์ปลาหิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงก็มาถึงพิพิธภัณฑ์ ซึ่งดูคล้ายบ้านทั่วไปที่ตั้งอยู่ริมถนน บริเวณทางเข้าไม่มีจุดสังเกตที่สะดุดตาทำให้ขับรถเลยผ่านไปได้ง่าย อีกทั้ง พื้นที่โซนนี้ไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวที่มีผู้คนคึกคัก ลานจอดรถจึงค่อนข้างเงียบเหงาเพราะมีรถยนต์ของผู้เขียนจอดเพียงคันเดียว ขณะที่ผู้เขียนรู้สึกไม่มั่นใจว่าพิพิธภัณฑ์พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมหรือไม่ คุณลุงคุณป้าก็เดินมาต้อนรับและเอ่ยปากเชิญชวนอย่างแข็งขันว่า “ที่นี่ให้เยี่ยมชมฟรีค่ะ ไม่มีค่าเข้า แต่เดินดูจบแล้วถ้าชอบสามารถสนับสนุนได้ ตามสบายเลยนะคะ” ทำให้ที่นี่ดูเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีบรรยากาศสบาย ๆ และพื้นที่จัดแสดงก็มีความเป็นกันเองมากที่สุดแห่งหนึ่ง

ภาพที่ 1 ปลานกแก้ว (หิน) และป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ปลาหิน
ถัดจากประตูรั้วทางเข้าก็มีชั้นวาง ตู้โชว์ โต๊ะเครื่องแป้งรุ่นเก่ายุคสมัยพ่อแม่ยังหนุ่มสาว และมีรูปปลาแกะสลักจากหินก้อนเล็กวางเรียงรายอยู่บนชั้น คุณลุงกิตติเข้ามาชี้ชวนให้ชมผลงานแกะสลักหินเป็นรูปปลาชิ้นแรกและฝีมือดีมาก ทว่า ผู้เขียนกลับพบว่าคุณลุงไม่ได้เรียนจบด้านศิลปะ ทั้งยังไม่เคยฝึกหัดแกะสลักมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติเลยสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ร่ำเรียนด้านศิลปะคงไม่สามารถทำได้ดีเท่านี้ แสดงให้เห็นว่าคุณลุงมีพรสวรรค์
ยิ่งไปกว่านั้น คุณลุงยังเล่าอีกว่าการแกะสลักหินเป็นรูปปลาเกิดขึ้นด้วยใจปรารถนา และการฝึกหัดเป็นประจำจนกลายเป็นทักษะความชำนาญ จากปลาตัวแรกใช้เวลาแกะสลักนานนับเดือน จนปัจจุบันสามารถแกะสลักเสร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งคำบอกเล่านี้เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและน่าสนใจไม่น้อย จึงไม่น่าแปลกใจที่มีสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารจำนวนไม่น้อยต่างมาสัมภาษณ์และลงข่าวเกี่ยวกับคุณลุง ชายหนุ่มธรรมดาผู้แกะสลักหินให้กลายเป็นปลา ดังเห็นได้จากภาพข่าวตัดสะสมของพิพิธภัณฑ์ที่ติดเรียงรายอยู่ จากนั้นผู้เขียนเดินลึกเข้ามาด้านในก็พบสวนเล็กๆ ในบ้านที่มีรั้วเตี้ยกั้นแสดงอาณาบริเวณ เมื่อเดินเข้ามาจนใกล้จึงเห็นว่าแนวรั้วนั้นเป็นปลาหินที่คุณลุงแกะสลักไว้เป็นจำนวนมากจนสามารถนำมาติดตั้งเป็นรั้วได้

ภาพที่ 2 บนริมรั้วมีข้อความเขียนว่า “ชมได้...เป็นปลาในอ่าวไทยเกือบทุกชนิด”
โดยคุณลุงเล่าให้ฟังว่าในอดีตใต้ทะเลแถวดอนสักเคยอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งพิพิธภัณฑ์จัดแสดงด้วยแนวปะการังและรูปแกะสลักปลาตัวเล็ก ๆ หลากหลายสายพันธุ์ มีจำนวนรวมมากกว่าชนิดพันธุ์ปลาที่พบในปัจจุบัน ช่วยสะท้อนภาพได้ดีว่าน่านน้ำทะเลไทยเคยมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน และอาจน่าเศร้าใจหากต่อไปในอนาคตปลาเหล่านั้นสูญพันธุ์จนหมด หาชมได้แค่เฉพาะในพิพิธภัณฑ์ปลาหินเท่านั้น

ภาพที่ 3 นีโม่ (หิน) อยู่บนปะการัง (หิน)
ทั้งนี้ จากรายงานในปี พ.ศ. 2568 สภาพการณ์การประมงในประเทศไทย โดยศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Fisheries Development Center หรือ SEAFDEC) พบว่าปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลอันดับต้นของโลก โดยมุ่งเป้าการประมงสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือมีความนิยมในตลาดสูงอย่างปลาหมึก ปูม้า ปลาเก๋า และ ปลาทรายแดง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสัตว์น้ำที่ไม่ใช่เป้าหมาย สัตว์น้ำวัยอ่อน ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ รวมถึงห่วงโซ่อาหารของชีวิตใต้ทะเลทั้งหมดจะอยู่รอดปลอดภัย หรือไม่ถูกรบกวนจากอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งนับเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ ทว่า ยังไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบจากการท่องเที่ยวทางทะเลแบบไม่ยั่งยืน การทิ้งขยะและปล่อยน้ำเสีย สารเคมีลงน้ำทะเล และอื่นๆ ดังนั้น การรวบรวมพันธุ์สัตว์ทะเลจากความทรงจำของลุงกิตติอาจช่วยกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ตระหนักและหวงแหนทะเลไทยเพิ่มขึ้นแม้เพียงนิดหน่อยก็นับว่าดีกว่าไม่มีเสียเลย
เมื่อเดินเข้ามาพื้นที่ด้านในเป็นห้องโถงกว้างหลังคาสูง จัดแสดงปลาหินขนาดใหญ่ ทั้งฉลามและโลมาหลายสายพันธุ์ รวมถึงพะยูน ปลาทุกตัวมีป้ายชื่อกำกับอยู่ ซึ่งระหว่างเดินชมผู้เขียนก็จินตนาการร่วมด้วยว่าปลาจริงมีหน้าตาและสีสันแบบไหน ปลาบางตัวผู้เขียนก็เพิ่งรู้จักอย่าง “ปลาอมไข่” สัตว์น้ำหลายตัวมีหลายละเอียดและชีวิตชีวา จนบางครั้งผู้เขียนก็ลืมไปว่าเป็นปลาที่แกะสลักมาจากก้อนหิน

ภาพที่ 4 หน้าตาของปลาอมไข่
จุดที่เป็นไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์ คือ “อาหารพันปีทะเลจำลอง” เป็นโต๊ะขนาดใหญ่ที่มีคลุมผ้าไว้ เมื่อเปิดผ้าคลุมออก มองเห็นปลาหินแกะสลักจัดวางบนจานเรียงกันอยู่เต็มโต๊ะ พร้อมด้วยถ้วยขนมหวานอย่างทับทิมกรอบและบัวลอยไข่หวาน นับเป็นลูกเล่นที่น่ารักและคุณลุงค่อนข้างภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้อย่างมาก ซึ่งในอนาคตอาจมีโซนจัดแสดงอาหารและขนมหินก็เป็นได้

ภาพที่ 5 อาหารพันปีทะเลจำลอง และลุงกิตติ เจ้าของผลงาน
ก่อนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ผู้เขียนได้กล่าวขอบคุณคุณลุงและคุณป้าที่พาเดินชมอาณาจักรปลาหิน พร้อมกับหยอดเงินลงในกล่องบริจาคด้วยเพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ปลาหินให้ดำเนินการต่อไปได้อีกนานเท่านาน รวมถึงเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้มาเยี่ยมชมด้วยตนเอง และจบท้ายด้วย “ไว้มาอีกนะลูก” ประโยคบอกลาที่ไม่บ่อยนักจะได้ยินจากภัณฑารักษ์
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่น่าตื่นเต้นสำหรับการเช็คอินในโลกโซเชียลมีเดีย แต่ผู้เขียนเชื่อว่าหากใครกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่ชอบ หรือต้องการแรงกระตุ้นให้เริ่มลงมือทำ การได้พูดคุย ฟังความคิดเบื้องหลังของปลาหินแต่ละชิ้น สบสายตาของคุณลุงกิตติที่เปี่ยมล้นด้วยความภาคภูมิใจและปิติยินดีที่มีคนมองเห็นคุณค่าในผลงาน สิ่งเหล่านี้จะเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่า ได้รับประสบการณ์ที่มีมูลค่าทางใจไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน