ไม่มีเมืองใดในเกาหลีใต้ที่เหมาะสมกับการตั้งพิพิธภัณฑ์การเดินเรือได้ดีเท่าเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของประเทศอย่างปูซาน ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางมายังพิพิธภัณฑ์ก็สะดวกสบายด้วยรถเมล์ที่เดินทางจากหน้าสถานีรถไฟปูซานจนจบสุดสาย พบกับความยิ่งใหญ่อลังการของอาคารพิพิธภัณฑ์และทิวทัศน์บริวเณท่าเรือ

ภาพที่ 1 อาคารนิทรรศการ
พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติเกาหลี (National Maritime Museum of Korea) จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ชั้น โดยห้องนิทรรศการเริ่มต้นจากชั้นที่ 2 ผู้เขียนไปเยี่ยมชมในช่วงเวลาที่ห้องนิทรรศการพิเศษกำลังจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเส้นทางการขนส่งธัญพืชทางเรือสมัยโบราณเรื่อง "โจแฮงอิลรก: มหากาพย์การขนส่งธัญพืชสู่ทะเลตะวันตก" (Johaengilrok The Grain Odyssey to the West Sea) ซึ่งภาษีธัญพืชมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของอาณาจักร โดยเล่าเรื่องผ่านตัวละครชื่อ อินกโยจิน (Lim Gyo-jin) นายอำเภอฮันยอล (Hamyeol Hyeongam) จังหวัดช็อลลาเหนือ ในช่วงศตวรรษที่ 19 (ปลายสมัยราชวงศ์โชซอน) เขามีหน้าที่รวบรวมและขนส่งภาษีธัญพืชไปยังเมืองหลวงฮันยาง (โซล) ทางเรือ เมื่อปีค.ศ. 1863 อินกโยจินขนส่งข้าวและธัญพืช 1,100 ตัน บรรทุกใส่เรือ 12 ลำไปยังเมืองหลวง และจดบันทึกรายละเอียดการเดินทางขนส่งทางน้ำ รวบรวมเป็นหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ ชื่อ "โจแฮงอิลรก" (Johaengilrok) นับเป็นบันทึกเก่าแก่ที่สุดที่ฉายภาพระบบการขนส่งธัญพืชทางน้ำในอดีต
นิทรรศการจัดแสดงการเริ่มต้นเดินทางด้วยจอภาพแอนิเมชันขนาดใหญ่ของกลุ่มแรงงานที่กำลังขนธัญพืชขึ้นเรือ หลังจากนั้นเครื่องโปรเจคเตอร์ฉายข้อความภาษาเกาหลีบนพื้นแสดงลำดับเวลาของเหตุการณ์ทำให้ผู้เขียนต้องใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาอัตโนมัติได้ความว่า “วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ.1862 เริ่มเปิดคลังสินค้าเก็บภาษี” จากนั้นก็ฉายภาพหนังสือโจแฮงอิลรก และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งธัญพืช รวมถึงแผนที่โบราณ รายละเอียดของเรือ 12 ลำที่ใช้ขนส่ง ทั้งนี้ อินกโยจินใช้เวลารอนแรม 25 วัน เดินทางในทะเลตะวันตกจนมาถึงปากแม่น้ำฮันกัง แล้วล่องเรือขึ้นไปยังเมืองฮันยาง ระหว่างทางเขาสวดมนต์และเซ่นไหว้หมูดำให้ฮาเบ็ก (Habaek) เทพเจ้าทางทะเลเพื่อขอให้คลื่นลมสงบ ถัดไปเป็นเรื่องราวการอัปางของเรือส่งสินค้าหมายเลข 4 จัดแสดงด้วยไหที่ค้นพบในซากเรือ ด้านหลังมีจอภาพแอนิเมชันเรือประสบคลื่นลม และบันทึกเอกสารการสอบสวนเหตุการณ์ ในตอนท้ายของนิทรรศการจัดแสดงให้เห็นขบวนเรือเดินทางมาถึงยุ้งฉางกวังฮึงชัง (Gwangheungchang) ซึ่งเป็นจุดเก็บภาษีในเมืองหลวง
จากนั้น เมื่อผู้เขียนเดินขึ้นไปชั้นที่ 3 มองเห็นโมเดลเรือลำใหญ่ตั้งโดดเด่นสะดุดตา เรือลำนี้เป็นเรือจำลองเรือของคณะทูตโชซอนที่เดินทางไปยังญี่ปุ่นเมื่อปีค.ศ. 1811 ตัวเรือมีขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดจริง โดย ราชวงศ์โชซอนส่งคณะทูตไปญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการถึง 12 ครั้ง ตั้งแต่ปีค.ศ.1607 – 1811 ผู้เขียนรู้สึกตื่นตะลึงกับขนาดของโมเดลจำลองว่ามีขนาดใหญ่แล้ว พลางจินตนาการว่าหากเป็นเรือลำจริงคงมีขนาดใหญ่มหึมามากทีเดียว นอกจากเรือจำลองแล้วยังมีพื้นที่ของอควาเรียมขนาดย่อมให้ดูฝูงปลาแหวกว่าย ซึ่งมีเด็กๆ มาเฝ้าดูปลากระเบนกันอย่างเพลิดเพลินทีเดียว

ภาพที่ 2 เรือคณะทูตโชซอนไปญี่ปุ่น
ถัดจากการแวะชมอควาเรียม ผู้เขียนเดินไปยังห้องนิทรรศการการเดินเรือ (Maritime Hall) จัดแสดงเรื่องราวพาย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของมนุษย์กับทะเล ซึ่งคนโบราณมีมุมมองว่าทะเลเป็นพื้นที่น่ากลัวและคาดเดาไม่ได้ ทว่าอุดมด้วยทรัพยากร ชาวเกาหลีเชื่อว่าราชามังกรทะเลใช้พลังอำนาจเพื่อช่วยมนุษย์ในยามที่ยากลำบากและมอบความอุดมสมบูรณ์ให้ ซึ่งเรื่องเล่านี้มักปรากฏในงานวรรณกรรมหลายชิ้น
ในสมัยโบราณเกาหลีติดต่อกับทั้งจีนและญี่ปุ่น ทำให้มีบันทึกเกี่ยวกับคณะทูตมากมาย รวมทั้งภาพวาดคณะทูตโชซอนเดินทางจากญี่ปุ่นกลับโชซอนในช่วงศตวรรษที่ 18 แบ่งภาพเป็นสองม้วน ภาพม้วนแรกเป็นการเดินทางจากเอโดะผ่านนาโกย่าไปยังเกียวโต อีกภาพหนึ่งเป็นเส้นทางกลับจากเกียวโตไปยังโชซอน แสดงให้เห็นสภาพเมือง สถานที่สำคัญ และวัดในญี่ปุ่น โดยพิพิธภัณฑ์ได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการนำเสนอภาพวาดดังกล่าวผ่านรูปแบบแอนิเมชันเคลื่อนไหวได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้มีจัดแสดงวัตถุโบราณหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับท้องทะเล เช่น ไหกระเบื้องเคลือบเมฆมังกร และหีบเคลือบประดับมุก เนื้อหาส่วนสุดท้ายของห้องนิทรรศการนำเสนอเรื่องทะเลกับชีวิต เล่าถึงอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทะเลผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ชุดดำน้ำของแฮนยอ (Haenyeo) อุปกรณ์ที่ใช้เก็บหอยบริเวณชายเลน และคราดทำนาเกลือ
หลังจากนั้น ผู้เขียนขึ้นไปที่ชั้น 4 มีห้องนิทรรศการสุดท้ายชื่อห้องเดินเรือ (Navigation Hall) ด้านหน้ามีลูกโลกฉายภาพเคลื่อนไหววาฬแหวกว่ายจากลูกโลกมาที่พื้น และมีปลากระเบนกับเต่านำทางเดินเข้าไปในห้องนิทรรศการ การจัดแสดงเริ่มต้นจากห้องทำงานจำลองของ เจอราร์ดัส เมอร์เคเตอร์ (Gerardus Mercator) นักภูมิศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ที่โด่งดังจากการทำแผนที่เดินเรือเมื่อปีค.ศ. 1569 บนโต๊ะทำงานมีการฉายภาพเคลื่อนไหวแสดงแผนที่และเส้นทางเดินเรือ พร้อมอุปกรณ์การเดินเรือ เช่น เข็มทิศ ลูกโลก เครื่องวัดระยะทางเส้นรุ้งเส้นแวง มาตรเวลา กล้องส่องทางไกล เป็นต้น ภายในห้องค่อนข้างมืด มีแสงสว่างส่องเฉพาะบนวัตถุจัดแสดง และบนผนังมีแสงไฟดวงเล็กๆ ซึ่งน่าจะสื่อความหมายถึงดวงดาวบนท้องฟ้า

ภาพที่ 3 วาฬนำทางเข้าห้องนิทรรศการ
บริเวณถัดมาเป็นห้องจำลองโมเดลเรือในยุคสมัยต่างๆ จากทั่วโลก เช่น เรือปาปิรุส เรือไวกิ้ง และกองเรือของราชนาวีอังกฤษ เช่น เรือบาวน์ตี้ (HMS Bounty) เรือเอ็นเดฟเวอร์ (HMS Endeavour) โดยฉากหลังกองเรือมีจอภาพฉายภาพเคลื่อนไหวของท้องทะเล นอกจากนี้ยังมีห้องจำลองเรือการค้าบนเส้นทางสายไหม ขนส่งสินค้า เช่น แพรพรรณ หนังสัตว์ งาช้าง ภาชนะกระเบื้องเคลือบ และเครื่องเทศ ในตอนท้ายนิทรรศการปิดจบด้วยโมเดลจำลองเรือคอบุกซอน (Geobukseon) หรือเรือเต่า ซึ่งเป็นเรือรบของกองทัพโชซอน หัวเรือมีรูปมังกรศักดิ์สิทธิ์ เดินที่ด้วยแรงฝีพายเรือ และติดตั้งปืนใหญ่ ทั้งนี้ เรือจำลองขนาดย่ออัตราส่วน 1: 6 จากขนาดจริง

ภาพที่ 4 โมเดลเรือจำลองจากยุคสมัยต่างๆ ทั่วโลก

ภาพที่ 5 เรือรบโบราณคอบุกซอน
จากประสบการณ์ในการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติเกาหลี ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งมักนิยมประยุกต์ใช้สื่อมัลติมีเดียอย่างแอนิเมชัน นำเสนอและเล่าเรื่องราวให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น รวมถึงดึงดูดความสนใจผู้ชมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ หากใครสนใจอยากมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เปิดวันอังคารถึงวันอาทิตย์ และขอแนะนำเพิ่มว่าพื้นที่ใกล้เคียงกับพิพิธภัณฑ์มีศูนย์ศิลปะที่มีนิทรรศการหมุนเวียนและคาเฟ่ชมวิวทะเลสวยๆ ด้วย