Museum Core
ว่าวในวังหลวง จากสิ่งต้องห้ามสู่การพนัน
Museum Core
03 มี.ค. 63 706

ผู้เขียน : รัชนก พุทธสุขา

ว่าวในวังหลวง จากสิ่งต้องห้ามสู่การพนัน

 

การเล่นว่าว เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ดังบันทึกของบาทหลวงฟรังซัวร์ อังรี ตุรแปร ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาสอนศาสนาในสมัยอยุธยา ได้กล่าวถึงการเล่นว่าวว่านิยมเล่นกันทั้งในหมู่เจ้านายชั้นสูงและประชาชนทั่วไป จนมีว่าวลอยมาติดอยู่ในเขตพระราชฐานอยุ่บ่อยครั้ง ทำให้ใน พ.ศ. 1901 มีการตรากฎมณเฑียรบาลขึ้นเกี่ยวกับการห้ามประชาชนเล่นว่าวข้ามเขตกำแพงพระราชวัง
 
บันทึกของบาทหลวงตาชาร์ดมีการระบุถึงการเล่นว่าวที่เมืองลพบุรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ว่า “ว่าวเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันอยู่มั่วไปในหมู่ชาวสยามที่ทะเลชุบศรและเมืองลพบุรี ขณะที่สมเด็จพระนารายณ์ประทับอยู่นั้น ในเวลากลางคืนรอบพระราชนิเวศน์จะมีว่าวรูปต่าง ๆ ลอยอยู่ ว่าวนี้ติดโคมไฟส่องสวาง และลูกกระพรวนส่งเสียงกรุ๋งกริ๋ง”
 
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ (รัชกาลที่ 4) มีการกำหนดโทษของผู้ที่เล่นว่าวใกล้พระบรมมหาราชวังให้โทษตัดมือ เนื่องจากอาจลอยไปทำลายยอดและเครื่องประดับของตัวปราสาทได้ ทำให้ต่อมาจึงมีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเล่นว่าวได้ที่ท้องสนามหลวง
 
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีผู้คนมาชุมนุมเล่นว่าวกันมากมายที่ท้องสนามหลวง โดยมีการจัดประชุมสถานที่แข่งขันต่าง ๆ จนกระทั่งมาแข่งกันที่ท้องสนามหลวง ช่วงต้นพ.ศ. 2448 ขณะที่นักเล่นว่าวกำลังเล่นว่าวกันอย่างสนุกสนาน รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินผ่านทอดพระเนตรนักเล่นว่าวกำลังเล่นว่าวกันอย่างอยู่เป็นจำนวนมากทรงพอพระทัย จึงรับสั่งให้พวกนักเล่นว่าวนี้ไปเล่นว่าวถวายที่หน้าพระที่นั่งในสนามพระราชวังดุสิตเป็นครั้งแรก โดยให้ว่าวจุฬาอยู่สนามม้า (สนามเสือป่าในปัจจุบัน) สนามปักเป้าอยู่ในกำแพงสวนดุสิต (ริมพระที่นั่งอนันตสมาคม) รัชกาลที่ 5 เสด็จออกทอดพระเนตรพร้อมทั้งข้าราชบริพารฝ่ายหน้าและฝ่านใน และพระราชทานพวงมาลัยเปียสวมคอผู้ชนะว่าวด้วยพระองค์เองทุกเย็น นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้มีแตรวงของทหารและพิณพาทย์บรรเลงระหว่างที่ต่อสู้กัน บางวันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารว่างแก่ผู้เล่นว่าวอีกด้วย
 
ในปีเดียวกันนี้เองยังมีการเล่นว่าวพนันขึ้นอีกครั้งในการสมโภชการตั้งกรมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล โดยมีการจัดแข่งขันระหว่างวันที่ 10 - 12 พฤษภาคม มีรางวัลพระราชทานทั้งฝ่ายจุฬาและปักเป้า ทั้งพวกมาลัยสวมคอ และสายสะพานแล่งมีอุบะห้อย การแข่งขันว่าวพนันกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในราชสำนัก จนใน พ.ศ. 2449  รัชกาลที่ 5 เสด็จออกสนามหญ้าท้องพระโรงข้างใน โปรดเกล้าฯ ให้มีการแข่งขันว่าวพนันตามที่ข้าราชการผู้ใหญ่ปรารภถึงความสนุกเมื่อครั้งมีการแข่งขันว่าวพนันในการตั้งกรมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล โดยให้มีการแข่งขันชิงแต้ม นับคะแนน ชิงถ้วยทองของหลวง พร้อมพระราชทานผ้าแพรห้อยปักดิ้นเลื่อมเป็นอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จปร มีสี 3 สี เป็น 3 ชั้น ชั้นตรี ชั้นดป และชั้นเอก ให้เป็นรางวัลแก่ว่าวจุฬาตัวที่สามารถตีได้ดี กับผ้าปักดิ้นเลื่อมเป็นพระปรมาภิไธยย่อ จปร รูปดอกจัน 3 สี มี 3 ชั้น เช่นเดียวกับด้านจุฬา ให้เป็นรางวัลสำหรับว่าวปักเป้าที่สามารถเข้าชนว่าวจุฬาตก โดยจะพระราชทานแก่ฝ่ายจุฬาและปักเป้าที่ชนะเลิศฝ่ายละ 1 ถ้วย และมีรับสั่งให้พระยาอนุชิตชาญไชยนำกฎข้อบังคับว่าวพนันทั้งหมดขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทรงตรวจข้อบังคับแล้วรับสั่งว่ากฎของเก่าได้กำหนดดีแล้ว แต่ยังไม่ตรงกับความประสงค์ของว่าวสนามนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตรวจและร่างข้อบังคับเพิ่มเติม จากนั้นทรงพิมพ์ข้องบังคับใหม่นี้แจกจ่ายผู้เล่นว่าว โปรดให้ขนานนามข้อบังคับนี้ว่า “ กติกาเล่นว่าว ” ที่สวนดุสิตรัตนโกสินทรศก 125 แล้วกำหนดให้มีการแข่งขันตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 เป็นต้นไป
 
การเล่นว่าวในพระราชวังก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสิ่งต้องห้าม เพราะจะทำให้เครื่องประดับหรือสิ่งปลูกสร้างเสียหายได้ จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการเล่นว่าวถวายในพระราชวัง จนกลายเป็นว่าวพนันขึ้นเนื่องจากการเล่นว่าวพนันให้ความรู้สึกสนุกสนาน ตื้นเต้น ประกอบกับเสียงดนตรีของวงพิณพาทย์ที่ทำให้เร้าอารมณ์ผู้เชียร์ได้ดี การเล่นว่าวพนันกลายเป็นที่นิยมมากในราชสำนัก จนถึงขั้นมีการกำหนดกติกาการแข่งขันว่าวพนันที่สนามสวนดุสิตโดยเฉพาะ
 
 
 
 
 
 

แหล่งอ้างอิง

 

สมาคมเหรียญที่ระลึกไทย.  (2557).  100 ปีเหรียญกีฬาไทย. อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง : กรุงเทพฯ.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ