ความเป็นมาของระบำจ้ำบ๊ะนั้น หรือระบำโป๊ ยังไม่พบหลักฐานว่าว่าใครเป็นผู้ริเริ่มจัดแสดงจ้ำบ๊ะขึ้นก่อน ระหว่างนายหรั่ง เรืองนาม และนายเปรื่อง เรืองเดช ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นคู่แข่งซึ่งกันและกัน แต่ผู้ที่ได้รับฉายาว่า "ราชาจ้ำบ๊ะ" คือนายเปรื่อง ส่วนนายหรั่ง เป็นนายโรงจ้ำบ๊ะที่ใช้ชื่อคณะว่า "ระบำมหาเสน่ห์" มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแห่งยุค
ในสมัยเมื่อ 60-70 ปีก่อน ระบำจ้ำบ๊ะเป็นการแสดงที่นิยมอย่างแพร่หลาย งานวัดทั้งหลายจะขาดการแสดงประเภทนี้ไม่ได้ แม้แต่งานภูเขาทองและงานวัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีก็ยังมีโรงจ้ำบ๊ะอยู่หลายโรง ว่ากันว่าเริ่มต้นมาจากงานวัดที่ภูเขาทอง วัดสระเกศ โดยมีผู้นำหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยมาแสดงให้คนที่เข้ามาชม จนระบาดกลายเป็นร้านที่ต้องจัดให้มีเป็นประจำทุกงานมิฉะนั้นงานอาจกร่อยได้เลยทีเดียว ภายหลังถูกทางการสั่งห้ามเพราะปรากฎว่ามีพระสงฆ์บางวัดแอบดูอยู่บนกุฎิที่อยู่ใกล้โรงซึ่งจัดแสดง
โรงระบำตามงานวัด หรือวิกงานวัด จะถูกกั้นเป็นคอกด้วยผ้าใบ ยกพื้นเวทีสูงกว่าที่นั่งที่ทำจากแผ่นไม้กระดานยาวแบ่งเป็นแถว ๆ ด้านนอกโรงระบำจะมีเวทีเล็ก ๆ สำหรับคนเชียร์แขกประกาศหน้าโรงก่อนการแสดง เมื่อมีจำนวนคนดูมากพอจึงเปิดการแสดง ใช้เวลาแสดงรอบละ 10 นาที โดยจะมีสาว ๆ ออกมาเต้นยกแข้งยกขาสูง เต้นเข้าจังหวะดนตรีตามแบบ Cancan หรืออาจจะเป็นจังหวะเพลงเชอร์รีพิงค์ ที่บรรเลงโดยเครื่องแตรวงประมาณ 3-4 ชิ้น เช่น แตรทรัมเปต ปี่คลาริเนต กลองใหญ่ แตรทรอมโบน ฉาบ เป็นต้น ท่ามกลางเสียงเชียร์ให้สาว ๆ "เปิดหวอ" ให้ดู
จะว่าไปแล้วก็มีความคล้ายคลึงกับการเต้น Cancan เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า อื้อฉาว เป็นรูปแบบการแสดงเต้นระบำในห้องโถง ประกอบดนตรีจังหวะเต้นรำ โดยใช้นักเต้นสตรีสวมกระโปรงยาว มีกระโปรงลูกไม้ซับใน สวมถุงน่องและรองเท้าส้นสูง นักเต้นจะเต้นด้วยท่าทางยั่วยวนผู้ชมที่เป็นชาย โดยเปิดชายกระโปรงให้เห็นกางเกงชั้นใน และเตะขาขึ้นสูง หรือกระโดดแยกขา สลับกับการเคลื่อนไหวร่างกาย ในสมัยก่อนจัดเป็นระบำโป๊หากวัดตามศีลธรรมของสมัยวิคตอเรียน (ตรงกับรัชกาลที่ 4) เนื่องจากท่อนขาของสตรีเป็นส่วนต้องห้าม จะเปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้เด็ดขาด ถือว่าอนาจารพอๆกับแก้ผ้าเลยทีเดียว
"คณะละคอนมหาเสน่ห์" หรือ "ระบำมหาเสน่ห์" ของนายหรั่ง เรืองนามนั้น เดิมทีก็ตระเวนเปิดการแสดงเก็บค่าชมตามงานเทศกาลและงานวัด เช่น งานพระเจดีย์กลางน้ำที่สมุทรปราการ งานประจำปีวัดประยุรวงศาวาส งานวัดภูเขาทอง เป็นต้น ต่อมาจึงจัดแสดงบนตึกเจ็ดชั้น และตึกไพบูลย์สมบัติ หรือตึกเก้าชั้นที่ถนนเยาวราช ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ ในสมัยนั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะระบำจ้ำบ๊ะที่มีอยุ่หลายคณะต่างปิดตัวไปแทบหมด แต่คณะระบำจ้ำบ๊ะของนายหรั่งยังคงเปิดการแสดงท่ามกลาง "เสียงหวอ" เตือนภัยเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ยิ่งย่ำแย่ลง คณะระบำจ้ำบ๊ะของนายหรั่ง เรืองนามจึงย้ายจากตึกเก้าชั้นไปเปิดการแสดงที่ตลาดบำเพ็ญบุญ ตรงข้ามโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงและเปลี่ยนชื่อเป็น "คณะละคอนสารพัดศิลป"
ลักษณะการแสดงระบำจ้ำบ๊ะของนายหรั่ง เรืองนามนั้น จะแสดงเป็นรอบๆ ไปเริ่มตั้งแต่ตอนหัวค่ำจนถึงดึกดื่น ก่อนเปิดการแสดงแต่ละรอบจะมีการ "เปิดหวอ" ล่อตาผู้ชม โดยนายหรั่งจะแต่งกายด้วยชุดนายพลเรือชาติตะวันตก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าชุดอุศเรน ออกมาปรากฏตัวที่หน้าโรงระบำ พร้อมด้วยนางระบำผิวขาว รูปร่างอวบตามรสนิยมของยุคสมัยนั้นประมาณ 3-4 คน แต่งกายวาบหวิว นุ่งสั้น วับๆ แวมๆ แล้วเต้นเข้ากับจังหวะเสียงกลองด้วยท่าทางลีลายั่วยวนปลุกใจเสือป่า เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชม เมื่อปลุกเร้าความสนใจของผู้ชมพอสมควร นายหรั่ง จะตะเบ๊ะผู้ชมแล้วพานางระบำกลับเข้าโรงไป โฆษกจะประกาศเชิญชวนให้พากันซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปดูอะไรที่อวบๆ ขาวๆ มากกว่าภายในโรง
เมื่อการแสดงบนเวทีเริ่มขึ้น นางระบำหน้าตาสะสวยทาปากแดงจัด นุ่งห่มเปิดเผยสัดส่วนของเรือนกาย มีเครื่องประดับแวววาวแต่ไม่สวมชุดชั้นใน ออกมาเต้นตามจังหวะเพลงหน้าเวทีให้ผู้ชมที่นั่งต่ำกว่าเห็นวับๆ แวมๆ ยิ่งดึกดื่นก็จะยิ่งเปลื้องผ้าออกทีละชิ้น จนในที่สุดก็ไม่หลงเหลือเสื้อผ้าอีกเลย มีเพียงกระดาษแผ่นเล็กๆ ปิดหัวนมทั้ง 2 ข้าง และมีใบตองหรือไม่ก็ดอกเฟื่องฟ้ามัดเป็นช่อปิดบัง "หวอ" ของนางระบำที่พอกแป้งหรือดินสอพองไว้จนขาวโพลน
ระบำจ้ำบ๊ะมักจะจบด้วยการแสดงชุด "ยุทธหัตถี" ที่ตื่นเต้นเร้าใจ คือ การที่นางระบำหญิงแต่ละคนเปิดหวอของตนแล้วเอามาชนกับของนางระบำอีกคนหนึ่ง เมื่อชนกันสนั่นหวั่นไหวเป็นที่เรียบร้อยก็วิ่งเข้าหลังโรงเป็นอันจบการแสดง
คณะละครระบำจ้ำบ๊ะของนายหรั่งทำให้ผู้ชมแทบลืม "เสียงหวอ" เตือนภัยจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรไปชั่วขณะเลยทีเดียว เพราะมัวเอาแต่จับจ้องสนใจอยู่กับการ "เปิดหวอ" ของนางระบำนั่นเอง
สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์
รสสุคนธ์ มกรมณี และ สมรวย อภิชาติบุตรพงศ์. (2555). รายงานการวิจัยเรื่อง จ้ำบ๊ะ: วัฒนธรรมการกินน้ำแข็งไสของคนไทย. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. เข้าถึงจาก https://www.academia.edu/8371136/%E0%B8%88_%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9A_%E0%B8%B0...%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%99_%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%82_%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2?auto=download
อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ และ พีรพล แสงสว่าง. (2558). “จ้ำบ๊ะ” เมื่อคราวระเบิดลง: ความบันเทิงเชิงกามารมณ์ในกรุงเทพฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2. จุลสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์. ฉบับที่ 19, มิถุนายน 2558 - พฤษภาคม 2559. เข้าถึงจาก http://archives.library.tu.ac.th/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8-%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4-19/