หากถามว่าอะไรที่ดึงดูดใจให้ไปพิพิธภัณฑ์ ? คำตอบอาจหลากหลาย เช่น อยากรู้เรื่องราว มีความใฝ่ฝันที่จะได้เห็นของจริง หรือคาดหวังสิ่งบันเทิงใจ เหตุผลที่สะกิดใจให้ผู้เขียนต้องหาหนทางมาที่พิพิธภัณฑ์ช่องแคบคัมมงกลับเป็นโฆษณาที่มีภาพคนยืนมองฝูงปลาน้อยใหญ่ว่ายเกาะกลุ่มในโลกใต้น้ำสีฟ้าครามและคำบรรยายสั้นๆ ว่า “สัมผัสจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในพิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่น” จึงอยากมาเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง
เช้าวันฝนพรำในเดือนตุลาคม ผู้เขียนเดินออกจากสถานีรถไฟโมจิโค เขตคิตะคิวชูทางตอนเหนือของจังหวัดฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ทอดสายตาออกไปเบื้องหน้าไกล ๆ เห็นพื้นน้ำคั่นอยู่ก่อนถึงแผ่นดินอีกผืนหนึ่ง
ฟุกุโอกะตั้งอยู่ที่เกาะคิวชูซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เกาะหลักของญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอกไกโด ฮอนชู คิวชู และชิโกกุ แผ่นดินใหญ่ที่มองเห็นสะพานเชื่อมไปถึงเป็นเกาะฮอนชู พื้นน้ำที่คั่นระหว่างเกาะฮอนชูและคิวชูเป็นช่องแคบคัมมงอันเป็นชื่อของพิพิธภัณฑ์ที่เป็นจุดหมายในครั้งนี้ หลังจากเดินฝ่าละอองฝนเลาะเลียบมาตามริมน้ำ ผ่านท่าเรือเฟอร์รีรับส่ง
ผู้โดยสารข้ามฟาก ไม่นานนักก็มาถึงอาคารโค้งมนกรุผนังกระจก ด้านบนมีเสาคล้ายเสากระโดงเรือ ดูเผิน ๆ คล้ายเรือสำราญจอดเทียบท่ารอผู้โดยสาร

ภาพที่ 1 อาคารพิพิธภัณฑ์ช่องแคบคัมมง
ภายในโถงอาคารสูงโปร่งและสว่างด้วยแสงธรรมชาติที่สาดส่องผ่านผนังกระจก ที่นี่เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ ค.ศ. 2003 แต่สภาพที่ยังดูใหม่มากเนื่องจากเพิ่งได้รับการปรับปรุงเมื่อ ค.ศ. 2019 เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเห็นสะพานเทียบเรือเขียนว่า “ท่าเรือโมจิ” ทอดไปสู่กราบเรือเดินสมุทรสีดำคาดแดงขนาดสูงเท่าอาคาร ใกล้กันมีพนักงานหญิงทำหน้าที่จำหน่ายบัตรยืนยิ้มต้อนรับอยู่ทางขวาราวกับบอกเป็นนัยว่าพร้อมจะพาผู้มาเยือนออกสำรวจ
ช่องแคบคัมมงและเมืองโมจิแล้ว

ภาพที่ 2 ภายในพิพิธภัณฑ์ตกแต่งคล้ายเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่ชั้น 4 ซึ่งจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นร้านอาหาร ทางเดินพื้นไม้ขัดเงาวับสร้างบรรยากาศคล้ายเลาจน์ของเรือสำราญสุดหรูในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผนังทางขวาประดับภาพถ่ายสีขาวดำ ทั้งภาพเรือลำใหญ่ ภาพผู้โดยสารในเรือสนทนากัน และภาพชายหญิงในงานเต้นรำ ด้านซ้ายมีเปียโน โต๊ะและเก้าอี้บุหนังสีน้ำตาลเข้มจัดวางเป็นชุดอยู่ริมผนังกระจกใสตลอดแนว เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจชมทิวทัศน์ภายนอกและเรือที่สัญจรผ่าน ไกลออกไปเห็นสะพานคัมมง สะพานแขวนสีเขียวเทาความยาว 1,068 เมตร เปิดใช้งานมาตั้งแต่ ค.ศ. 1973 ก่อนเข้าชมห้องต่อไป พนักงานแนะนำให้สแกนบัตรเข้าชมที่ตู้และถ่ายภาพใบหน้าไว้ หากสงสัยว่าทำไปเพื่ออะไรก็มีคำตอบเฉลยอยู่ในห้องต่อไป

ภาพที่ 3 บรรยากาศภายในร้านอาหารชั้น 4 ซึ่งตกแต่งคล้ายระเบียงเรือสำราญ
ภายในโถงกว้าง ทว่าความมืดสลัวทำให้มองเห็นราง ๆ ว่ามีทางลาดให้เดินเวียนลงไปถึงชั้น 1 มีเพียงแสงสีฟ้าให้ความสว่างจากจอภาพขนาดใหญ่โค้งรับกับแนวอาคาร สูงเท่ากับชั้น 4 จอยักษ์ขนาด 9 x 18 เมตร
ฉายภาพปลาแหวกว่ายในทะเลให้เห็นเต็มตา ราวกับพาผู้ชมดำดิ่งสู่ท้องทะเลลึก ผู้เขียนยืนนิ่งมองภาพสวย ๆ บนจอที่เปลี่ยนฉากไปตามชื่อสารคดี “หนึ่งวันที่ช่องแคบคัมมง” ด้วยความรู้สึกเต็มอิ่ม ภาพเหล่านั้นเล่าเรื่อง “วิถี” และ “ชีวิต” บริเวณช่องแคบได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำบรรยายใด และสร้างความประทับใจได้อย่างคำโฆษณา ภาพยนตร์สารคดีที่จัดฉายมี 4 เรื่อง และฉายตามรอบ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกนึกเสียดายที่ได้ชมเพียงเรื่องเดียวด้วยมีเวลาจำกัด
หลังจากชมภาพยนตร์แล้ว ผู้เขียนเดินไปตามทางลาด ฝั่งซ้ายมือเป็นจอยักษ์ที่มองเห็นได้จากทุกชั้น ผนังทางขวามีจอโทรทัศน์ติดอยู่เป็นระยะ ภาพหน้าจอมีการ์ตูนและเครื่องหมายคำถามเชื้อเชิญให้ผู้แวะเวียนได้ชะงักเท้าหยุดดู หากเปรียบจอยักษ์ที่ฉายสารคดีเป็นตัวเอก จอเล็กก็เทียบได้กับคู่หูของตัวเอกที่ขาดไม่ได้ แต่ละจอมีเกมทายปริศนาหลายแบบ และใบหน้าของเราที่ถูกถ่ายไว้ตรงทางเข้าก็มาปรากฏเป็นผู้เล่นบนจอภาพ เพียงสัมผัสหน้าจอเลือกคำตอบไปเพลิน ๆ รู้ตัวอีกทีก็ได้รู้จักช่องแคบคัมมงและเมืองท่าโมจิมากขึ้น ได้รู้ว่าชื่อคัมมง (関門 kanmon) คำว่า kan (関) ได้มาจากชื่อชิโมโนเซกิ (下関) ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในเกาะฮอนชู ส่วน mon (門) มาจากชื่อโมจิ (門司) ในฝั่งคิวชู หรืออีกเกมหนึ่งที่สมมุติบทบาทให้เป็นปลาที่ต้องกินปลาตัวอื่นก็ได้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำในบริเวณนี้ และยิ่งสนุกกับการเล่นเกมทำภารกิจให้สำเร็จ เมื่อจบเกมก็สามารถดาวน์โหลดภาพของเราที่เป็นผู้เล่นในเกมไว้ได้จากรหัสคิวอาร์บนบัตรเข้าชมอีกด้วย

ภาพที่ 4 จอภาพยนตร์และจอภาพสำหรับเล่นเกมที่ผนังของทางลาดแต่ละชั้น
ห้องที่ชั้น 3 ตกแต่งโทนสีเข้มเพื่อขับเน้นหุ่นจำลองสวย ๆ ที่เล่าเรื่องในอดีต เช่น ตุ๊กตาจำลองเหตุการณ์ในศึกดันโนะอุระ (Battle of Dannoura) ศึกครั้งสำคัญระหว่างตระกูลไทระและตระกูลมินาโมโตะในสงครามเก็มเป (Genpei gassen) เมื่อ ค.ศ. 1185 ซึ่งมีการใช้กลศึกอาศัยทิศทางของกระแสน้ำในช่องแคบที่เปลี่ยนวันละ 4 ครั้ง ในที่สุดผู้พ่ายแพ้ในครั้งนั้นคือตระกูลไทระเลือกจบชีวิตด้วยการกระโดดลงน้ำที่ช่องแคบคัมมง ปัจจุบันมีรูปปั้นของบุคคลสำคัญทั้งสองตระกูลสร้างเป็นอนุสรณ์อยู่ที่ฝั่งชิโมโนเซกิ ซึ่งสามารถข้ามฝั่งไปชมได้หลายวิธี ทั้งเรือข้ามฟาก นั่งรถหรือรถไฟ หากใครอยากสัมผัสบรรยากาศแปลกใหม่ก็เดินในอุโมงค์ใต้ทะเลความยาว 780 เมตรได้โดยไม่เสียเงิน
ภายในห้องจัดแสดงชั้น 3 มีเรือจำลองฝีมือประณีตขนาดใหญ่กว่าตัวคนจัดแสดงอยู่หลายลำ บ่งบอกถึงความสำคัญของช่องแคบคัมมงในฐานะเส้นทางเดินเรือ เมืองโมจิเคยเป็นศูนย์กลางการค้าอย่างเป็นทางการกับราชวงศ์หมิงในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) และต่อมามีการเปิดท่าเรือโมจิเมื่อ ค.ศ. 1899 โดยมีเหตุการณ์สำคัญเป็นฉากการจอดเทียบท่าของเรือฮาโกเนมารุ (Hakone Maru) เรือสำราญที่เดินทางไปยุโรป ในปีค.ศ. 1921 ซึ่งนับเป็นก้าวแรกการเปิดประตูสู่โลกกว้างของญี่ปุ่น มีโมเดลจำลองภาพตัดของเรือฮาโกเนมารุที่มีกลไกพิเศษ เมื่อไฟในโมเดลเรือสว่างและเสียงเพลงบรรเลงขึ้น ตุ๊กตาผู้โดยสารตัวจิ๋วในเรือก็กลับมีชีวิตชีวาฟื้นภาพในอดีตให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งตุ๊กตาผู้หญิงสวมชุดกิโมโนร่ำลาเด็กชายตัวน้อย ตุ๊กตาชายหญิงในงานลีลาศ ตุ๊กตาผู้โดยสารยืนชมวิวที่ระเบียงเรือ และกะลาสีเรือที่กำลังลำเลียงสิ่งของ

ภาพที่ 5 เกมยกตู้สินค้า
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ” เป็นแนวคิดของห้องจัดแสดงที่ชั้น 2 มีเกมหลายฐานให้ผู้ชมฝ่าฟันภารกิจเพื่อรู้ซึ้งถึงวิถีของเมืองท่า เช่น ฐานบังคับเรือข้ามช่องแคบ โดยผู้เล่นต้องจับพังงาคอยหลบหลีกอุปสรรคอย่างกระแสน้ำเชี่ยวกราก หรือหลบเรือหาปลาที่ขวางเส้นทางเดินเรือ ซึ่งล้วนเป็นสถานการณ์ที่อาจพบได้จริง นอกจากนี้ยังมีฐานบังคับเครนยกตู้สินค้าออกจากเรือ ฐานตีระฆังแก้เคล็ด เพราะปกติจะตีระฆังให้สัญญาณเมื่อทัศนวิสัยไม่ดี และเมื่อมองไปทางซ้ายมือเป็นผนังกระจกตลอดแนว ด้านนอกเห็นวิวทะเลกว้าง ผู้ชมสามารถสัมผัสแผนที่หน้าจอทัชสกีนเพื่อดูข้อมูลเรือที่แล่นผ่านในเวลานั้นได้ ห้องนี้จึงเป็นสวรรค์ของเด็ก ๆ ที่มาเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน

ภาพที่ 6 เรือลำไหนแล่นผ่านไปก็รู้จักได้เพียงกดดูในแผนที่
ห้องอีกฝั่งของอาคารจำลองบรรยากาศถนนโมจิย้อนยุค (Moji Retro Lane) มีอาคารร้านรวงในยุคแรกของท่าเรือโมจิภายใต้เพดานท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลากลางวันและกลางคืน มีรถรางที่ด้านในมีจอฉายภาพทิวทัศน์ให้ชมวิวในวันวาน นอกจากนี้รูปปั้นหุ่นผู้คนในอากัปกิริยาต่าง ๆ เช่น ศิลปินวาดภาพ พ่อค้าขายกล้วย เมื่อเดินผ่านรูปปั้นก็มีเสียงผู้คนเหล่านั้นดังขึ้นช่วยสร้างบรรยากาศให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในเมืองเก่า และมีไฮไลท์เป็นเสียงพ่อค้าร้องขายกล้วย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองท่าแห่งนี้ เนื่องด้วยในอดีตมีกล้วยจำนวนมากขนส่งจากไต้หวันมายังท่าเรือโมจิ พ่อค้าต้องขายกล้วยให้หมดก่อนกล้วยสุกงอมเกินไป จึงเกิดธรรมเนียมแข่งกันร้องขายกล้วยเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงเฉพาะตัว และมีนิทรรศการเล่าเรื่องกล้วยที่เป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมืองด้วย สุดท้ายหลังเดินออกจากถนนย้อนยุคโมจิ หากใครอยากเห็นภาพมุมสูงของเมืองโมจิและช่องแคบคัมมงก็สามารถขึ้นไปชมได้ที่ชั้น 5

ภาพที่ 7 บรรยากาศในถนนย้อนยุคโมจิ หุ่นด้านขวามือจำลองฉากการขายกล้วยอันเลื่องชื่อ
เสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์ช่องแคบคัมมงจึงไม่ได้มีแค่เพียงจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ แต่องค์ประกอบทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกลมกลืนได้ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนภาพในอดีตและปัจจุบันอันตราตรึงใจให้แก่ผู้เข้าชม ควรค่าแก่การไปเยือนตามคำเชื้อเชิญบนโฆษณาว่า Come on! Kanmon!