Museum Core
เรียนรู้ประวัติศาสตร์บาดแผลสงครามเวียดนามในลาวที่ “Cope Visitor Center”
Museum Core
17 มี.ค. 64 2K
ประเทศลาว

ผู้เขียน : ฤดี ภวสิริพร

          เมื่อพูดถึงเวียงจันทน์เมืองหลวงของประเทศลาว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงจะนึกถึงประตูชัย หรือพระธาตุหลวงและหอพระแก้ว แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบค้นหาพิพิธภัณฑ์ในเมือง จนมาสะดุดตากับ Cope Visitor Centre นิทรรศการเกี่ยวกับผลพวงของสงครามเวียดนามในลาว เมื่อลองดูในแผนที่แล้ว สามารถเดินทางได้สะดวก เพราะตั้งอยู่ในตัวเมืองเวียงจันทน์ ถ้าเดินจากตลาดเช้าใกล้กับจุดจอดรถโดยสารเข้าเมืองไทยก็ใช้เวลาเพียงแค่สิบห้านาทีเท่านั้น ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ของ COPE (Cooperative Orthotic & Prosthetic Enterprise) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์และอวัยวะเทียมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระเบิด

 
          ด้านหน้าอาคารมีประติมากรรมทำจาก UXO หรือระเบิดตกค้างที่ยังไม่ระเบิด และ cluster bomb หรือระเบิดดาวกระจาย น้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัม โดยศิลปินชาวลาวเพื่อรำลึกถึงผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากระเบิดในช่วงสงครามเวียดนาม
 

 

 

 

ทำไมระเบิดจำนวนมหาศาลถูกพบในพื้นที่ประเทศลาว แล้วระเบิดมาจากไหน?

          หลังจากเวียดนามได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส สนธิสัญญาเจนีวาปี ค.ศ. 1954 ได้ขีดแบ่งเวียดนามที่เส้นขนานที่ 17 ออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือที่ปกครองระบอบคอมมิวนิสต์และเวียดนามใต้ที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย ในปีค.ศ. 1960 มีการก่อตั้งกลุ่มเวียดกงที่นำโดยโฮจิมินห์ สู้รบกับรัฐบาลเวียดนามใต้เพื่อปลดปล่อยเวียดนามใต้โดยได้รับการหนุนหลังจากเวียดนามเหนือ ขณะที่รัฐบาลเวียดนามใต้ของ โง ดิ่ญ เสี่ยม  (Ngô Đình Diệm) ที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง นับเป็นสงครามตัวแทนแห่งอุดมการณ์การเมืองค่ายเสรีนิยมกับค่ายคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น สงครามยืดเยื้อแต่สหรัฐก็ไม่สามารถโค่นเวียดนามเหนือได้ ประกอบกับการประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม อย่างกว้างขวางในประเทศ บีบให้สหรัฐต้องลงนามข้อตกลงปารีสในปีค.ศ.1973 เพื่อถอนทหารออกจากเวียดนาม ทว่าสงครามยังคงดำเนินต่อไปกระทั่งวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1975 ทหารเวียดนามเหนือบุกยึดกรุงไซ่ง่อน หรือที่เรียกกันว่าวันไซ่ง่อนแตก ปิดฉากสงคราม สามารถรวมเวียดนามเหนือ-ใต้และจัดตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามขึ้น 

 
          ลาวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเวียดนาม เพราะลาวเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Trail) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงของทหารเวียดนามเหนือ ลัดเลาะผ่านแนวพรมแดนลาวและกัมพูชาเข้าไปในเวียดนามใต้ สหรัฐจึงปูพรมทิ้งระเบิดตามเส้นทางนี้เพื่อตัดกำลัง แต่นอกจากลาวใต้แล้ว ลาวเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงขวางและทุ่งไหหินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วก็เป็นอีกบริเวณหนึ่งที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากระเบิด เพราะเป็นสมรภูมิรบในสงครามลับ (ที่ไม่ลับ) ในช่วงปีค.ศ.1964-1973 ทหารม้งที่มีซีไอเอของสหรัฐหนุนหลังรบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในลาว ประมาณกันว่า กองทัพอากาศสหรัฐปูพรมทิ้งระเบิดกว่า 2 ล้านตัน หรือเฉลี่ยแล้วเท่ากับทุก 8 นาที ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงเวลา 9 ปี ระเบิดดาวกระจายอย่างน้อย 270 ล้านลูกถูกทิ้งลงบนผืนแผ่นดินลาว ราวร้อยละ 10-30 ยังคงไม่ระเบิด แม้สงครามจะผ่านมาหลายสิบปี แต่ภารกิจเก็บกู้ระเบิดก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า มีการจัดทำแผนที่จุดอันตราย และการค้นหาทีละหมู่บ้าน ในแต่ละวันคนงานราว 3 พันคนออกสำรวจค้นหาระเบิด และทำลายวัตถุระเบิดหลายร้อยลูก

 

 


        เมื่อเดินเข้าไปในอาคาร เราจะพบกับการตกแต่งด้วยขาเทียมมากมาย เพราะมีผู้เหยียบระเบิดที่ยังคงตกค้างอีกมาก ส่งผลให้พวกเขาต้องสูญเสียอวัยวะ หรือแม้กระทั่งชีวิต ภายในนิทรรศการยังจำลองบ้านของชาวบ้านที่ใช้ UXO มาทำเป็นข้าวของในชีวิตประจำวัน เช่น กระดิ่งวัว หรือแม้แต่เอามาทำเป็นเสาบ้าน และเรื่องราวของชาวบ้านหลายคนที่ต้องกลายเป็นคนทุพพลภาพจากระเบิด แม้วันเวลาจะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม มีประมาณการว่ายังมีระเบิด UXO ราว 80 ล้านลูกหลงเหลือในลาว เมื่อปี ค.ศ.2004 คุณตาคนหนึ่งออกไปหาปลาพร้อมลูกชายสองคนวัย 8 ขวบและ 10 ขวบ เขาเห็นบอมบี้ลูกหนึ่ง (บอมบี้เป็นชื่อเรียกระเบิดสังหารในลาว ฟังชื่อแล้วน่ารัก แต่พิษสงไม่ธรรมดา) แม้จะรู้ว่าอันตราย แต่เขาคิดว่าระเบิดช่วยให้จับปลาได้ง่าย จึงพยายามคลานเข้าไปเก็บ แต่เพียงแค่สัมผัสเท่านั้น มันก็ระเบิด เขาต้องใช้เวลา 9 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงมือหมอ สุดท้ายแล้วเขาต้องสูญเสียแขนสองข้าง ดวงตาข้างหนึ่งและปศุสัตว์ทั้งหมดของครอบครัวเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาล ด้วยความช่วยเหลือขององค์กรเก็บกู้ระเบิด เขาจึงได้รับแขนเทียม กลายเป็นทูตรณรงค์ห้ามการใช้ระเบิดดาวกระจาย และเดินทางไปเป็นพยานการลงนามอนุสัญญาห้ามใช้ระเบิดดาวกระจายที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

 

 


        แม้ว่าปัจจุบันมีการประดิษฐ์หุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด แต่การเก็บระเบิดในลาวยังคงใช้แรงงานคนเป็นหลักและส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แม้ว่าจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่างานทั่วไป แต่พวกเธอก็ต้องเสี่ยงชีวิต และการเก็บกู้ก็ดำเนินไปได้ไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนระเบิดมหาศาล จึงได้แต่หวังว่าจะมีวิธีการที่ดีกว่าที่จะช่วยเก็บกู้ระเบิดส่วนใหญ่ออกไป เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และคาดหวังว่าการเรียนรู้ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์จะช่วยให้ไม่เกิดประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยเดิมอีก

 

ฤดี  ภวสิริพร

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ