บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจเขียนเพื่อระลึกถึงปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมผู้ยิ่งใหญ่ในวาระครบ 154 ปีชาตกาล ซึ่งหากเปรียบเวลากว่าร้อยห้าสิบปีกับช่วงอายุคน สถาปนิกท่านนี้เทียบได้กับปู่ทวด ทว่าผลงานชิ้นสุดท้ายที่ผ่านมา 62 ปีก็ยังล้ำสมัย สะท้อนความคิดที่ไร้กาลเวลา
สถาปนิกท่านนี้คือ แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ (Frank Lloyd Wright ค.ศ.1867-1959) เชื้อสายเวลส์ (Welsh) แต่ถือกำเนิด เติบโต และศึกษาจบด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา เขาเป็นหนึ่งในสถาปนิกอเมริกันที่มีชื่อเสียงมากจากการคิดนวัตกรรมที่โลกจดจำ นั่นคือ สถาปัตยกรรมออร์แกนิก (Organic Architecture) แพร์รี่สไตล์ (Prairie Style) และ ยูโซเนียน (Usonian) เป็นต้น

ภาพที่ 1 แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์
ที่มาภาพ: Frank Lloyd Wright Foundation
ยุคสมัยกลางศตวรรษที่ 19 หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ได้เปลี่ยนสภาพสังคม วิถีชีวิตมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เว้นแม้แต่วงการสถาปัตยกรรม และยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยจากความเสียหายอย่างหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาจึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมแนวสมัยใหม่
การถือกำเนิดขึ้นของลิฟต์โดยอีลิชา โอติช (Elisha Otis) ในปีค.ศ. 1852 รวมถึงการผลิตวัสดุอย่างกระจกและเหล็กกล้าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำเนิดอาคารสูงระฟ้าขึ้นบนโลก แม้ว่าไรท์จะเริ่มงานออกแบบกับบริษัทแอดเลอร์แอนด์ซัลลิแวน (Adler & Sullivan) ผู้นำหัวก้าวหน้าด้านสถาปัตยกรรมในชิคาโกที่มักเรียกกันว่าสำนักชิคาโก (Chicago School) แต่ในช่วงวัยเยาว์นั้นไรท์เติบโตขึ้นจากรากฐานความคิดคริสเตียนยูโทเปีย (Utopian) ที่เน้นหลักเคารพธรรมชาติ ซึ่งหล่อหลอมความคิดของเขาเข้าไปกับการออกแบบ จนเรียกว่าเป็นลายเซ็นในผลงานทุกชิ้นของไรท์ก็ว่าได้
ความคิดที่จะขบถต่อสถาปัตยกรรมแนวที่กำลังนิยมในยุคนั้น ปรากฏในงานชิ้นแรกคือ Oak Park Home บ้านหลังแรกของเขาในวัย 22 ปี ที่ชานเมืองชิคาโก (ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์เป็นพิพิธภัณฑ์) ไรท์ลดทอนส่วนตกแต่งประดับประดา เขาทดลองออกแบบพื้นที่ว่าง (space) ที่เล่นกับความรู้สึก จนสุดท้ายกลายเป็นสิ่งที่เราอาจเรียกว่า “สไตล์แฟรงค์ลอยด์ไรท์” โดยเขาสามารถสร้างประสบการณ์ให้คนที่เดินเข้าไปผลงานที่เขาออกแบบ รับรู้ได้ถึงปริมาตรของที่ว่างที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในปีค.ศ. 1893 ไรท์ได้บัญญัติคำศัพท์ทางสถาปัตยกรรม คำว่า แพร์รี่สไตล์ (Prairie Style) ขึ้นหลังจากจบงานเวิลด์แฟร์ที่ชิคาโก (Chicago World’s Fair) สถาปนิกกลุ่มหัวก้าวหน้าเริ่มตั้งคำถามกับการตกแต่งประดับประดาอาคารที่มากเกินไปจนบดบัง โครงสร้าง วัสดุ และประโยชน์ใช้สอยของสถาปัตยกรรมนั้น โดยส่วนตัวผู้เขียนในฐานะชาวพุทธมีความเห็นว่า “การปรุงแต่งจนบดบังสัจธรรมกลับลดค่าความงามของความแท้แม้จะไร้ซึ่งการประดับประดา“

ภาพที่ 2 ภายยนอกและภายในบ้านหลังแรกของไรท์ที่ออกแบบ Oak Park Home
ที่มาภาพ: Frank Lloyd Wright Foundation
แพร์รี่สไตล์เป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อไรท์ พิมพ์หนังสือชื่อ A House in a Prairie Town ออกมาในปีค.ศ. 1901 จุดเด่นของสถาปัตยกรรมแนวนี้แทบจะตรงกันข้ามกับความนิยมแนวอารต์เดโค (Art Deco) ในยุคนั้น กล่าวคือการใช้เส้นแนวนอนสอดประสานไปกับภูมิประเทศที่อาคารนั้นตั้งอยู่แทนเส้นแนวตั้งเสียดฟ้าของสไตล์อารต์เดโค ส่วนหลังคาอาคารมักจะยื่นคานรับน้ำหนัก (Cantilever) ไกลออกจากผนังทำให้ผัสสะทางตา รับรู้ถึงความรู้สึกว่าเส้นแนวนอนหลังคานี้เบา ลอย ราบ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเส้นระดับของภูมิประเทศ
ไรท์ได้ออกแบบบ้านของตนเองอีก 2 หลัง หลังแรกที่ทาไลซินตะวันออก (Taliesin East) มลรัฐวิสคอนซินล้อมรอบด้วยเนินทุ่งหญ้า ทิวเขา ป่าละเมาะ และแม่น้ำวิสคอนซิน เนื้อที่ขนาด 600 เอเคอร์ในปีค.ศ. 1911 ซึ่งเป็นบ้านเกิดของมารดาและเป็นที่อยู่ในวัยเยาว์ของเขาเอง และหลังถัดมาที่ทาไลซินตะวันตก (Taliesin West) ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันแสบร้อนและพืชพันธุ์กระบองเพชรที่ล้วนมีเปลือกหนาหนามแหลมเพื่อเก็บรักษาน้ำในสภาพพื้นที่ฝนอันจำกัดของมลรัฐอาริโซนาในปีค.ศ. 1937 ปัจจุบันทั้งสองแห่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมของยูเนสโกในปีค.ศ. 2019 ไรท์เองเคยใช้สองสถานที่นี้เป็นสตูดิโอออกแบบและเสมือนสำนักฝึกหัดที่มีศิษย์ที่ศรัทธาในปรัชญาออกแบบของเขามาอาศัย มาทำงานที่ไม่เพียงแต่เขียนแบบในห้อง แต่ต้องทำสวน ทำครัว และก่อสร้างอาคารด้วยสองมือตนเองได้ด้วย เป็นการเรียนเพื่อรู้ไม่ใช่เรียนทฤษฎีและยกเมฆผ่านแผ่นกระดาษ ซึ่งศิษย์ของเขาเคยเล่าถึงคำกล่าวของไรท์ว่า “เธออย่านึกว่าฉันจะสอนอะไรให้เลย เธอเก็บเกี่ยวเอาเอง“
ในวงการสถาปนิกไทยมีสถาปนิกคนสำคัญซึ่งเคยได้ฝึกในสำนักของไรท์อยู่สองท่านคือ ม.ร.ว. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และอาจารย์แสงอรุณ รัตกสิกร ซึ่งท่านเคยได้บันทึกไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องเป็นอย่างสูงคือ การที่ไรท์สามารถหยั่งเข้าไปถึงคุณสมบัติความงามของวัสดุทุกชนิด....แสงแดดที่ส่องผ่านผิวของหลังคาผ้าใบสู่ห้องเขียนแบบนั้นงดงามอย่างประหลาด ไม่มีเงา และเสมือนว่าอณูของแสงสว่างในห้องนั้นจะถูกตีให้กระจายออก บรรยากาศเช่นนี้ย่อมจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับทาไลซินตะวันตกขึ้นเฉพาะ และลืมไม่ลง...”
ไรท์ให้กำเนิดคำว่า สถาปัตยกรรมออร์แกนิก (Organic Architecture) ปรัชญาสถาปัตยกรรมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสภาพแวดล้อมที่อาคารตั้งอยู่ เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ NBC ว่า “คุณไม่สามารถจะคิดวางอาคารบนยอดเนิน ถ้าคุณจะทำเช่นนี้ คุณจะสูญเสียเนินนั้น"

ภาพที่ 3 ไรท์ออกแบบบ้านที่ทาไลซินตะวันออกให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
ที่มาภาพ: Frank Lloyd Wright Foundation

ภาพที่ 4 บ้านและสตูดิโอของไรท์ที่ทาไลซินตะวันตก
ที่มาภาพ: Frank Lloyd Wright Foundation
ยูโซเนียน ความแท้ ความงาม ความพอดี
ในบรรดาความคิดเชิงก้าวล้ำหน้าของเขา คำว่า ยูโซเนียนเป็นแนวคิดที่เหมาะเจาะกับโลกปัจจุบันอย่างมาก ยุคสมัยที่ประชากรเกิดใหม่ล้นหลามแต่ทรัพยากรมีอยู่จำกัด ไรท์คิดค้นปรัชญายูโซเนียนเพื่อค้นหาสถาปัตยกรรมแบบอเมริกันตอบสนองความเท่าเทียมโดยเฉพาะหลังยุคเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression) ช่วงทศวรรษ 1930 คำอธิบายสั้นๆ สำหรับยูโซเนียน (ตัวย่อชื่อเรียกประเทศสหรัฐอเมริกา) ก็คือบ้านขนาดเล็กพอเหมาะสำหรับคนชั้นกลาง ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียว ส่วนมากจะมีผังเป็นรูปตัว L เหตุเพราะผังรูปแบบนี้สามารถปรับให้เข้ากับสภาพที่ดินและสวนโดยรอบได้ดีกว่า นอกจากนั้นหลังคามักจะแบนราบเอียงเล็กน้อยและยื่นบังแดดในฤดูร้อน หน้าต่างมักจะมีแผงกันแดด และที่สำคัญ ไรท์ชอบที่จะใช้วัสดุพื้นถิ่นในงานของเขา เพราะไม่เพียงแต่ทำให้สถาปัตยกรรมของเขากลมกลืนกับพื้นที่ แต่ราคายังย่อมเยากว่าด้วย บ้านที่ไรท์ออกแบบไม่เน้นความโอ่อ่า ไม่เน้นอวดแสดงความมีฐานะ แต่เขาให้ความสำคัญการความเป็นอยู่ของผู้อาศัยมากกว่า ดังนั้นจุดเด่นของบ้านยูโซเนียนคือจะมีช่องเปิดหน้าบ้านน้อยมาก แต่มักจะเปิดสู่สวนหลังบ้าน มีความเชื่อมต่อของพื้นที่ว่างภายนอกและภายใน ซึ่งคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแฟรงค์ลอยด์ไรท์เต็มร้อย โดยบ้านหลังแรกถูกบัญญัติขึ้นในปี ค.ศ.1934 ชื่อว่า Willey House เมืองมินนิโพลีส รัฐมินนิโซตา
ปัจจุบันถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาคารอนุรักษ์ และบ้านที่ไรท์ให้นิยามว่าเป็นแบบบ้านยูโซเนียนเต็มรูปแบบนั้นชื่อว่า Herbert and Katherine Jacobs First House เมืองเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน ในปีค.ศ. 1937 เป็นอาคารที่จดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลกในปีค.ศ. 2019

ภาพที่ 5 บ้านแบบยูโซเนียน Herbert and Katherine Jacobs First House
ที่มาภาพ: Frank Lloyd Wright Foundation
อันที่จริงรูปแบบบ้านลักษณะนี้มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศ รายได้ และความเป็นอยู่ของไทยไม่น้อยเช่นกัน แต่บ้านเราปัจจุบันไม่ค่อยมีรูปแบบบ้านที่คำนึงถึงเหตุปัจจัยด้านสภาพอากาศ รายได้ การก่อสร้างและการดูแลรักษา รวมถึงวิถีชีวิตที่ทำให้คนกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันแบบกลมกลืนเกื้อกูลอิงอาศัย ได้จริงๆ ประเทศไทยจึงมีบ้านที่มีช่องเจาะไม่สัมพันธ์กับทิศทางลมจากทิศใต้ มีช่องเปิดรับแดดจนร้อนระอุในด้านตะวันตก มีรูปทรงเพื่ออวดความหรูหราจากการมองแต่ไม่ให้ความสนใจกับผู้อยู่อาศัยภายในที่ถูกตัดขาดจากธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้บ่มเพาะนิสัยที่ไม่รักธรรมชาติ ไม่รักแม้ต้นไม้เพราะคนยุคเร่งรีบต้องการแค่ภาพลักษณ์สีสันดอกใบจากต้นไม้เทียม หญ้าเทียม เราลืมคุณค่าที่สำคัญยิ่งกว่าของต้นไม้ที่ผลิตออกซิเจนให้มนุษย์หายใจ ดูดซับฝุ่น ควัน ก๊าซ ที่เป็นอันตรายกับมนุษย์
ในวาระกว่าศตวรรษของสถาปนิกแฟรงค์ลอยด์ไรท์ ผู้สร้างแนวคิดที่ท้าทายต่อขนบนิยม เขาสร้างผลงานกว่าพันชิ้นตลอดชีวิตการทำงาน 70 ปี เขาแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์กว่าและไม่เคยละทิ้งสุนทรียภาพในสถาปัตยกรรมของเขา ผลงานของเขาหลายชิ้นเป็นอมตะที่คนรุ่นปัจจุบันน่าจะศึกษาเพื่อให้เกิดความคิดก้าวหน้าอย่างสร้างสรรค์และส่งเสริมให้ธรรมชาติและมนุษย์อยู่ร่วมกันได้เป็นหนึ่งเดียว

ภาพที่ 6 ผลงานออกแบบของไรท์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอมตะ Falling Water และ Guggenheim Museum
ที่มาภาพ: Guggenheim Museum
เสาวลักษณ์ นฤมิตพันธุ์เจริญ