Museum Core
Smithsonian National Air and Space Museum พิพิธภัณฑ์แห่งความฝันอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์
Museum Core
02 พ.ย. 66 1K
ประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้เขียน : เภตรา ชื่นอารมณ์

               หากใครเคยรับชมภาพยนตร์เรื่อง Night at the Museum: Battle of the Smithsonian อาจคุ้นเคยกับฉากที่ตัวละครหลักของเรื่องได้พบกับอะมีเลีย แอร์ฮาร์ต (Amelia Earhart) นักบินหญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และบินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปสู่ท้องฟ้าของกรุงวอชิงตัน ดีซี (Washington D.C.) เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา

               พิพิธภัณฑ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์ คือ พิพิธภัณฑ์ยานบินและอวกาศแห่งชาติ (Smithsonian National Air and Space Museum) สถานที่รวบรวมประวัติศาสตร์การท้าทายแรงโน้มถ่วงของมนุษยชาติ ตั้งแต่เครื่องร่อน ไปจนถึงจรวด การเที่ยวชมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเป็นการเรียนรู้เรื่องราวความช่างสงสัยอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์

               ภายในนิทรรศการเริ่มต้นเรื่องจากความอยากบินได้ของมนุษย์ที่ทำให้เกิดจินตนาการถึงวิธีการต่างๆ อย่างการติดปีกให้ตนเอง ซึ่งจินตนาการนี้สิ้นสุดลงเมื่อโลกได้รู้จักกับพี่น้องตระกูลไรต์ (Wright brothers) และเครื่องบินโครงเหล็กที่มีปีกเป็นผ้า ตั้งแต่นั้นมามนุษย์ก็เริ่มเห็นภาพว่ามนุษย์สามารถบินได้อย่างไร และความฝันของเราก็ไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น

               หลังจากผ่านเรื่องราวของเครื่องบินลำแรกของโลก การจัดแสดงได้นำไปสู่ห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยเครื่องบิน ทั้งเครื่องบินทหารและเครื่องบินพาณิชย์ในชื่อนิทรรศการว่า America by Air โซนนี้มีเครื่องบินของจริงอยู่หลายลำ และสามารถเข้าไปดูภายในเครื่องบินได้ว่าคนในสมัยรุ่นคุณปู่คุณย่าเดินทางด้วยเครื่องบินกันอย่างไร มีที่นั่งแบบใดบ้าง รวมถึงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแต่งตัวอย่างไร

 

ภาพที่ 1 เครื่องบินที่จัดแสดงในนิทรรศการ America By Air

 

               บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องการศึกษาจักรวาลที่เน้นการจัดแสดงไปที่ความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์โดยสหรัฐอเมริกา แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จเหล่านั้นก็เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติเช่นกัน

               เมื่อพูดถึงก้าวกระโดดของมนุษยชาติ หลายคนอาจนึกถึงประโยคที่ว่า “ก้าวเล็กๆ ของมนุษย์ แต่เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” หรือ “That’s one small step for man, one giant leap for mankind” ซึ่งเป็นประโยคต้นฉบับที่นีล อาร์มสตรองพูดเมื่อเขากลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ฝากรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1969 ในนิทรรศการชื่อ Destination Moon ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าชม แสดงถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ที่อยากสัมผัสดวงจันทร์ และกลายเป็นความจริงด้วยยาน Apollo 11

               สิ่งที่ได้รับความสนใจสูงสุดในห้องนี้คือ Apollo 11’s command module หรือยานบังคับการที่ถูกใช้ในภารกิจ  ที่นำมาจัดแสดงให้เห็นกันตรงหน้า และมีภาพจากวีดิทัศน์ประกอบแสดงบรรยากาศในวันที่ยาน Apollo 11 ถูกส่งขึ้นไปบนดวงจันทร์ ยานบังคับการนี้เป็นห้องของนักบินอวกาศทั้งสามคน ได้แก่ นีล อาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong) เอดวิน (บัซ) อัลดริน (Edwin "Buzz" Aldrin) และไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) และพาพวกเขาออกจากวงโคจรโลกไปสู่วงโคจรของดวงจันทร์ ก่อนที่บัซ อัลดรินและนีล อาร์มสตรองจะเดินทางด้วยยานไปที่ดวงจันทร์และสำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์

               ในช่วงเวลาที่นีล อาร์มสตรองและบัซ อัลดริน ใช้เวลาบนดวงจันทร์นั้น ไมเคิล คอลลินส์คือผู้ควบคุมยานบังคับการนี้ให้อยู่ในวงโคจรของดวงจันทร์ ยานบังคับการนี้จึงจัดแสดงอยู่ด้วยกันกับบันทึกของไมเคิล คอลลินส์ในฐานะนักบิน

               อีกสิ่งหนึ่งในนิทรรศการที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันก็คือชุดนักบินอวกาศของนีล อาร์มสตรอง แม้ไม่มีรองเท้าเพราะถูกทิ้งไว้บนดวงจันทร์เพื่อลดน้ำหนักในยาน แต่ชุดก็ยังคงอยู่ในสภาพดีแม้เวลาผ่านไปมากกว่า 50 ปี และมีความน่าสนใจที่ชุดนี้สามารถทนทานสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ได้ แต่มันก็ถูกสร้างมาเพื่อใช้แค่ในภารกิจครั้งนี้ ทำให้ในปีค.ศ. 2015 ชุดนี้ก็เริ่มพ่ายแพ้ต่อกาลเวลาเพราะวัสดุที่ใช้ตัดเย็บนั้นมีอายุครึ่งชีวิตเพียง 50 ปี ในฐานะที่พิพิธภัณฑ์อยู่ใต้สังกัดสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian) ซึ่งไม่เก็บค่าเข้าชม การรักษาชุดแห่งประวัติศาสตร์นี้จึงเกิดขึ้นได้จากการระดมทุนของภาคเอกชนและประชาชนภายใต้โครงการ Reboot the Suit: Bring Back Neil Armstrong’s Spacesuit แม้การรักษาในครั้งนี้จะไม่สามารถทำให้มันอยู่เหนือกาลเวลา แต่ก็เป็นการช่วยต่ออายุชุดนักบินอวกาศเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นต่อไปอีกไม่มากก็น้อย

 

ภาพที่ 2 ชุดนักบินอวกาศของนีล อาร์มสตรองในภารกิจ Apollo 11 พร้อมด้วยประโยคที่เขาพูด

หลังเหยียบดวงจันทร์

 

               เมื่อมนุษย์เราได้สัมผัสดวงจันทร์แล้ว ความใคร่รู้ก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น แต่นำไปสู่การศึกษาเรื่องราวของสิ่งที่อยู่ไกลออกไปมากกว่าดวงจันทร์ ซึ่งถูกจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการชื่อ Exploring the Planets ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบสุริยะ การสำรวจดาวเคราะห์แต่ละดวงเพื่อตามหาดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกและดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะดาวอังคารหนึ่งในดาวเคราะห์ที่ถูกสำรวจมากที่สุด วัตถุที่จัดแสดงในโซนนี้จึงมียานสำรวจภาคพื้นที่ถูกใช้งานจริง ทำให้เห็นลักษณะโครงสร้างของยานที่พร้อมรับมือกับสภาพพื้นผิวที่ต่างจากโลก ในบรรดายานที่จัดแสดงอยู่นี้มียานหนึ่งลำหนึ่งที่ไม่ได้ถูกใช้งานจริงนั่นคือ Marie Curie Rover ยานสำรองที่มีลักษณะเหมือนกับ Sojourner Rover ยานสำรวจที่ขาดการติดต่อไปขณะปฏิบัติหน้าที่บนดาวอังคารในปีค.ศ. 1997

 

ภาพที่ 3 ยาน Marie Curie Rover ยานสำรองของ Sojourner Rover ที่ทำหน้าที่สำรวจดาวอังคาร

 

 

               สิ่งที่น่าสนใจของยานทั้งสองลำนอกเหนือจากการสำรวจดาวอังคารก็คือชื่อเรียกที่ได้มาจากการเสนอชื่อวีรสตรีพร้อมเรียงความบอกเหตุผลจากนักเรียนกว่า 1,700 คนทั่วโลก ผู้ชนะอันดับหนึ่งได้เสนอชื่อ Sojourner Truth ซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรีในช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกา และผู้ได้อันดับสองเสนอชื่อ Marie Curie นักเคมีผู้ค้นพบรังสีเรเดียมซึ่งใช้ยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง

               แม้ว่าเรื่องราวในแต่ละห้องจัดแสดงจะแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทุกห้องก็มีกิจกรรมให้ได้ทำ หรือเรียกว่าให้ “ได้เล่น” ก็ย่อมได้ เช่น การจำลองการใช้เครื่องบินขนส่งยาเข้าไปในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก และการจำลองการเลือกพลังงานสำหรับยานในภารกิจทางอวกาศต่างๆ นอกจากนี้ในบางโอกาสพิพิธภัณฑ์ก็เปิดให้เล่นเครื่องเล่นจำลองการขับเครื่องบิน ซึ่งหากควบคุมไม่อยู่ก็จะได้ตีลังกาไปหลายตลบ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้การเรียนรู้นั้นสนุกและน่าสนใจมากขึ้น และอาจเป็นการจุดประกายแรงบันดาลใจหรือสร้างคำถามใหม่ให้แก่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ จึงนับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวความใคร่รู้ของมวลมนุษย์ยังคงไม่สิ้นสุดในเวลาอันใกล้นี้ และนั่นก็ย่อมหมายความว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คงมีเรื่องราวให้ได้จัดแสดงเพิ่มได้อย่างไม่จบสิ้น

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ