Museum Core
กาลนิรันดร์ ณ “คุ้มเจ้าหลวง”: พิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำในวิถีอดีตเมืองแพร่
Museum Core
20 พ.ค. 68 270
ประเทศไทย

ผู้เขียน : ณัฐพิชฌา จิรวรรณรัตน์

               “พิพิธภัณฑ์” สถานที่ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุต่าง ๆ และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ แต่หากลองปล่อยอารมณ์ไปตามความรู้สึก เปิดการรับรู้จากผัสสะต่าง ๆ ทั้งการมองเห็น การได้ยิน และการสัมผัส จะพบว่า ณ สถานที่แห่งหนึ่งนั้นได้หลอมรวมอดีตและความทรงจำแต่กาลก่อนไว้ผ่านวัตถุที่จัดแสดงอยู่ภายใน ดังเช่นร่องรอยของกาลเวลาในอดีตที่ยังคงหมุนวนราวกับมีชีวิต บ้านที่อบอวลไปด้วยความทรงจำและวิถีชีวิตเมืองแพร่ภายใน “คุ้มเจ้าหลวง” เฮือน (เรือน) หลังสุดท้ายของ “เจ้าพิริยเทพวงษ์” เจ้านครแพร่องค์สุดท้าย

 

ภาพที่ 1 โต๊ะทำงานและภาพถ่ายแม่เจ้าบัวไหล

 

               ณ มุมหนึ่งของอดีตอันเงียบสงัดไร้การเคลื่อนไหว เรือนสีเขียวไข่กา กลิ่นอายล้านนาผสมผสานกับรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย-ยุโรป แต่งแต้มด้วยลวดลายไม้ฉลุและศิลปะจีน รูปปั้นเจ้าหลวงนครแพร่องค์สุดท้ายตั้งตระหง่านเบื้องหน้าคุ้ม ก้าวแรกหลังเดินผ่านประตูพบกับโถงกลาง โต๊ะรับประทานอาหารทำจากไม้ขนาดใหญ่ และจามชามแบบตะวันตกที่เคยใช้ในอดีตวางอยู่บนโต๊ะ ด้านซ้ายและขวาของห้องมีโต๊ะทำงาน ภาพถ่ายของเจ้าหลวงและ “แม่เจ้าบัวไหล” (หรือบางครั้งเรียก แม่เจ้าหลวง) ชายาองค์ที่สองของเจ้าพิริยเทพวงษ์ ในห้องถัดมาเป็นห้องจัดแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ อาวุธ ผ้ายันต์และคัมภีร์ใบลานภาษาล้านนา ตลอดทางเดินหากลองสังเกตตามพื้นบริเวณชั้นหนึ่งจะพบแผ่นไม้สี่เหลี่ยมขนาดเล็กกระจายตามพื้น ซึ่งในอดีตแผ่นไม้สี่เหลี่ยมตัดแยกและแทรกระหว่างพื้นไม้อื่น ๆ เคยใช้สำหรับเป็นช่องทางส่งอาหารและสิ่งของต่าง ๆ ลงไปยังห้องใต้ถุนที่ใช้เป็นคุก

 

ภาพที่ 2 ห้องนอนและชุดของแม่เจ้าหลวง

 

               นอกจากนี้ หากสังเกตประตูจะเห็นได้ว่า แต่ละบานต่างมีชื่อเรียกและความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความหมายอันเป็นมงคล เช่น ประตูที่ 51 มีชื่อว่า “เมฆะวิมาน” เชื่อมต่อระหว่างห้องจัดแสดงวัตุโบราณและโถงทางเดินด้านหลังไปยังบันได มีคำกลอนอธิบายขยายความชื่อห้องไว้ด้วยว่า “ยศถามากนัก จ๋นถึงลูกหลาน เมฆะวิมาน ห้าเอ็ดว่าอั้น” โดยมีความหมายถึง เมื่อเดินผ่าน (ประตู) จะเจริญด้วยยศถาบรรดาศักดิ์จนถึงลูกหลาน ซึ่งทุกห้องจะพบประตูที่มีชื่อเรียกและคำกลอนเหล่านี้ทุกบาน ชักชวนให้ผู้เข้าชมอยากรู้และติดตามไปตลอดเส้นทางเดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สนุกไปกับความสละสลวยของภาษาถิ่นเหนือ

 

ภาพที่ 3 ห้องนอนและชุดของเจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์

 

               เมื่อเดินขึ้นไปบนชั้นสองของอาคาร เป็นพื้นที่บริเวณห้องนอนของเจ้าหลวงและแม่เจ้าหลวง ห้องโถงกลาง และห้องนอนขนาดเล็ก โดยในห้องนอนของแม่เจ้าหลวงอยู่ด้านซ้ายมือติดกับบันได มีเตียงหลังใหญ่และโต๊ะเครื่องแป้งแบบตะวันตก ตู้ไม้หลังเก่าตรงข้ามเตียงใช้จัดแสดงผ้าซิ่นของชาวเมืองแพร่ ชุดเครื่องแต่งกายของแม่เจ้าหลวงจัดแสดงอยู่ในตู้กระจกข้างเตียง สิ่งเหล่านี้แม้จะเก่าตามกาลเวลาแต่ยังคงความสวยงามเหมือนวันวาน ภาพถ่ายของเหล่าเจ้านายเมืองแพร่แขวนอยู่บริเวณผนังในห้องนอนที่ผู้เข้าชมต่างต้องหยุดชมราวกับถูกสะกด

 

ภาพที่ 4 ห้องสักการะบูชาบริเวณโถงกลางชั้นบน

 

               ถัดมาในห้องนอนของเจ้าหลวง มีเตียงหลังใหญ่และโต๊ะเครื่องแป้งหน้าเตียงแบบตะวันตกเฉกเช่นห้องแม่เจ้าหลวง ด้านข้างโต๊ะจัดแสดงชุดข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของเจ้าหลวงที่เคยใช้ในอดีต ทั้งอ่างน้ำสำหรับเช็ดหน้า ภาพถ่ายในกรอบรูปตั้งโต๊ะ เสื้อผ้าต่าง ๆ และสิ่งของใช้มากมายจัดวางอยู่ภายในห้องเหมือนอย่างเช่นอดีต

               เมื่อเดินออกมาจากห้องนอนจะพบกับโถงทางเดินหน้าที่เชื่อมต่อไปยังห้องโถงกลางขนาดใหญ่ จัดแสดงแหย่ง (หรือ สัปคับ) ซึ่งเป็นที่นั่งบนหลังช้างที่เจ้านายเคยใช้ในการเดินทางด้วยช้าง ยิ่งไปกว่านั้นห้องโถงนี้ใช้เป็นห้องสักการะบูชาเจ้าหลวงและแม่เจ้าหลวง ผนังห้องถูกทาด้วยสีชมพูโดดเด่นต่างจากส่วนอื่นในคุ้มเจ้าหลวง ทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยมนต์ขลัง

               ถัดมาทางซ้ายของห้องโถงกลางเป็นห้องรอง มีเตียงและโต๊ะเครื่องแป้งเช่นเดียวกับห้องนอนของเจ้าหลวงแต่มีขนาดเล็ก ทว่ายังคงสวยงามสมกับเป็นห้องนอนของเจ้านาย ห้องข้างกันจัดแสดงผ้าซิ่น ผ้าทอและงานปักของแม่เจ้าหลวง ความประณีตและสวยงามแบบล้านนาดึงดูดให้ผู้เข้าชมต้องก้มมองดูรายละเอียดของผ้าแต่ละผืน

 

ภาพที่ 5 คุกกักขังและเครื่องทรมานทาส

 

               ส่วนสุดท้ายเป็นบริเวณใต้ถุนของคุ้ม ซึ่งเป็นส่วนของห้องขังหรือคุกใช้สำหรับกักขังและทรมานทาสที่กระทำความผิด ต่อมาภายหลังการประกาศเลิกทาสจึงมีการปรับเปลี่ยนให้คุกกลายเป็นสถานที่กักกันนักโทษทั่วไป จนกระทั่งมีการสร้างเรือนจำประจำจังหวัดจึงยกเลิกการใช้คุกใต้คุ้มเจ้าหลวง โดยพื้นที่ภายในคุกแบ่งเป็นห้องขังสำหรับความผิดลหุโทษ และความผิดร้ายแรง (ห้องมืดปิดทึบไม่มีแสงส่อง) นอกจากนี้ ตลอดโถงทางเดินภายในห้องขังยังจัดแสดงเครื่องทรมานนักโทษและภาพสาธิตการทรมานด้วยอีกทั้งบรรยากาศปกคลุมไปด้วยความวังเวง เงียบสงบ เย็นยะเยือก ทำให้คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสถานที่สุดเฮี้ยนมากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดแพร่

               อย่างไรก็ตาม คุ้มเจ้าหลวงนับเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญและเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังละคร “รอยไหม” ที่ใช้คุ้มเจ้าหลวงเป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก ทำให้คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ได้รับความนิยมและความสนใจจากผู้คนมากขึ้น

               ปัจจุบันเหตุการณ์ในอดีตอาจเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ หลงเหลือไว้เพียงสิ่งของต่าง ๆ จากอดีตและเรื่องเล่าที่กล่าวขานต่อกันมา แต่ร่องรอยของวิถีชีวิตและความทรงจำเมื่อครั้งเก่าก่อนจะยังคงดำรงอยู่ ณ คุ้มเจ้าหลวง ไม่แปรเปลี่ยนตลอดกาล ดังว่า “ชีวาสัญมิโรยรา ถึงจากลาบ่จากไป...”

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ