ท่ามกลางความวุ่นวายของถนนฟลินเดอร์ (Flinders Street) ในมหานครเมลเบิร์น ขณะที่รถรางสั่นกระดิ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังเทียบชานชาลา เสียงแตรรถยนต์ดังต่อเนื่องเป็นระยะเมื่อมีคนขับรถช้า ผสานรวมกับเสียงเสียดสีของรถไฟที่แล่นบนราง มีพื้นที่มุมเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปผ่านมาเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์การอพยพ (Immigration Museum)

ภาพที่ 1 พิพิธภัณฑ์การอพยพ
แหล่งที่มาภาพ : Kensarlance. Old Customs House Melbourne. (2010). [Online]. Accessed from: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Old_Customs_House_Melbourne.jpg
ในปี ค.ศ. 2022 ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คราวไปเยี่ยมญาติที่ออสเตรเลีย แม้ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสเฟเดเรชัน (Federation Square) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมือง ทว่าผู้เขียนกลับพบว่ามีผู้เข้าชมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไม่ถึง 10 คน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการอพยพในออสเตรเลีย ตั้งแต่เมื่อครั้งนักโทษที่โดนส่งมาตั้ง รกรากในทวีปที่พึ่งถูก “ค้นพบ” โดยกัปตันคุก (Captain James Cook) และชาวจีนจำนวนมหาศาลที่มาขุดทองแสวงหาโชค รวมถึงคนอีกหลากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่บนดินแดนแห่งนี้ในยุคปัจจุบัน
ประเด็นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่ผู้เขียนรู้สึกว่าน่าสนใจ คือ การเล่าเรื่องราวแห่งการอพยพอย่างไม่อ้อมค้อมว่าออสเตรเลียไม่เป็นมิตรกับผู้อพยพไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม นับเป็นลักษณะการสื่อสารประชาสัมพันธ์ประเทศอย่างตรงไปตรงมา แทนการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศดูมีความโอบอ้อมอารีต่อเหล่าผู้มาใหม่อย่างที่หลายคนเห็นว่าควรเป็นในประเทศอื่นๆ ซึ่งอันที่จริงก็ค่อนข้างมีความย้อนแย้งกัน เพราะคนขาวในออสเตรเลียเองก็เป็นผู้มาใหม่ที่เพิ่งย้ายมาตั้งรกรากในทวีปแห่งนี้ได้ไม่นาน และยึดครองผืนแผ่นดินของชนพื้นเมืองที่อาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน แล้วบังคับให้พวกเขาอยู่ใต้การปกครอง “แบบอย่างหมูอย่างหมา” ไม่ได้รับสิทธิใดๆ ทางกฎหมายที่เท่าเทียมกับคนขาวจนกระทั่งจบสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นความกล้าในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจของออสเตรเลียตามข้อเท็จจริงที่เคยปรากฎ ไม่ลบหรือละเว้นข้อมูลบางอย่างออก ที่นี่ไม่เคยลืมประวัติศาสตร์อันโหดร้ายหน้านี้ของออสเตรเลีย
นิทรรศการถาวรเริ่มต้นด้วยเรื่อง Leaving Home เล่าถึงหลากหลายสาเหตุที่ทำให้ผู้คนย้ายมาตั้งถิ่นฐานยังดินแดนแห่งนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุสงคราม การแสวงโชค การกดขี่ทางการเมือง หรือศาสนา ทุกคนต่างมีสาเหตุที่เลือกเดินทางมาที่นี่ ซึ่งเป็นเรื่องราวของคนธรรมดาสามัญที่ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาออสเตรเลีย ต่อมาเป็นนิทรรศการชื่อ Voices Across Time เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของผู้อพยพและความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันกับชนพื้นเมืองเดิม ทั้งประสบการณ์ด้านดีและร้าย ในโซนจัดแสดงส่วนนี้มีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Defeating the Stereotypes นำเสนอประสบกรณ์การใช้ชีวิตของผู้อพยพ 4 คน ในเมืองเมลเบิร์น ซึ่งผู้เขียนรู้สึกประทับใจที่พิพิธภัณฑ์ไม่ยึดติดกับรูปแบบว่าสิ่งของหรือเรื่องราวที่ปรากฏในพิพิธภัณฑ์ต้องนำเสนอแต่เรื่องราวในอดีตเท่านั้น แต่เลือกที่จะเล่าเรื่องราวของผู้อพยพทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้ความรู้สึกว่าการอพยพเป็นเรื่องราวที่ไม่ถูกแช่แข็ง การอพยพเป็นพลวัตที่ยังคงไม่หยุดนิ่งโดยเฉพาะในปัจจุบัน

ภาพที่ 2 หนึ่งในงานศิลปะที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ขณะที่ผู้เขียนได้มาเยี่ยมชม แสดงการต่อสู้เพื่อ
ความเท่าเทียมทางเพศ ทั้งประเด็นสิทธิสตรีและสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
จากนั้นเป็นโซนนิทรรศการชื่อ Getting In จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการเข้าประเทศที่มีจุดเด่นเป็นการจำลองประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมสวมบทบาททดลองเป็นผู้อพยพที่พยายามเข้าประเทศในยุคตื่นทอง ซึ่งเป็นยุคสมัยที่มีคนจีนอพยพเข้ามาแสวงโชคจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลของคนขาวในยุคนั้นเกลียดกลัวคนจีน และมีนโยบายต่อต้านผู้อพยพที่ไม่ใช่คนขาวพูดอังกฤษด้วยการวัดความรู้ ทั้งนี้ ผู้เขียนได้เข้าร่วมกิจกรรมทำข้อสอบนี้และได้รับกระดาษโน้ตหนึ่งแผ่นพร้อมดินสอ และใช้จดบันทึกสิ่งที่เจ้าหน้าที่พูดให้ครบถ้วน หากมองแบบผิวเผินการทดสอบวิธีนี้อาจดูยุติธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ทว่าเมื่อได้ยินเจ้าหน้าที่อ่านข้อความภาษาอังกฤษด้วยความเร็วประมาณ 100 กว่าคำต่อนาทีที่แม้แต่คนที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นภาษาแรกก็ยากจะจดบันทึกได้หมดทุกคำ จึงรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นมาตรการที่ใช้เพื่อกีดกันผู้อพยพ
การนำเสนอนิทรรศการในส่วนนี้ ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงของ
ผู้อพยพที่เคยเกิดขึ้นจริง โดยไม่พยายามฟอกขาวประวัติศาสตร์เชิงลบ แม้พิพิธภัณฑ์จะสามารถเลือกประเด็นการเล่าเรื่องผู้อพยพในยุคสมัยนี้ว่าสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากการขุดหาทองได้แทนการเล่าเรื่องความอคติ และการเหยียดมนุษย์ด้วยกันที่ยังคงพบเห็นได้ในยุคปัจจุบัน

ภาพที่ 3 โถงในพิพิธภัณฑ์
โซนสุดท้ายของนิทรรศการตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ชื่อ Identity: yours, mine, ours นำเสนอเรื่องชีวิตของผู้อพยพยุคปัจจุบันที่สัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของออสเตรเลียที่มีลักษณะผสมปนเปกันอย่างหลากหลาย เนื่องด้วยผู้อพยพเดินทางมาจากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งต่างความคิด ต่างวัฒนธรรม ต่างความเชื่อ ดังสำนวน “ร้อยพ่อพันแม่” ทำให้เกิดเป็นอัตลักษณ์แบบใหม่ด้วยมุมมองที่เปิดกว้างมากขึ้น ทั้งความเข้าใจ ความสับสน หรือแม้แต่ความเกลียดชัง เนื้อหาของนิทรรศการจึงเป็นการสำรวจเรื่องราวของการผสมผสานกันทางวัฒนธรรมบนแผ่นดินผืนนี้ทั้งในแง่มุมที่ดีและร้าย
บางส่วนของนิทรรศการมีการนำเสนอด้วยวิดีโอที่สัมภาษณ์ลูกหลานของผู้อพยพเกี่ยวกับการเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความน่าสนใจที่ไม่มีใครเติบโตมาด้วยประสบการณ์ที่เหมือนกันเลย ยิ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจว่าชีวิตของครอบครัวผู้อพยพไม่ได้มีลักษณะแบบใดแบบหนึ่งตายตัว ซึ่งความเป็นจริงแล้วผู้อพยพแต่ละครอบครัวต่างย้ายมาด้วยสาเหตุที่ต่างกัน ไม่ได้มีแค่แบบเดียวอย่างภาพจำที่ผู้คนมักนึกถึงผู้อพยพ
พิพิธภัณฑ์นี้ให้แง่มุมกับผู้เขียนหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจดจำอดีตที่น่ากระอักกระอ่วนที่แสดงให้เห็นว่า พิพิธภัณฑ์มีปณิธานอย่างชัดเจนในการยอมรับประวัติศาสตร์ตามความเป็นจริง แม้อดีตที่เลวร้ายจะเป็นรอยด่างพร้อยที่หลายคนรู้สึกว่าควรถูกลบเลือน แต่ปัญหาในอดีตก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรซุกไว้ใต้พรม ทว่าเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์และประสบการณ์ร่วมของคนในชาติที่สมควรได้รับการแก้ไขท่ามกลางความคาดหวัง ความผิดพลาดในอดีตจะถูกผลิตซ้ำขึ้นอีก หรือเราจะสร้างสรรค์ใหม่ให้ดีกว่าเดิม ทั้งหมดนี้ก็ล้วนอยู่ในมือคนรุ่นปัจจุบันที่จะตัดสินชี้ทางต่อไป