Museum Core
ครัวเปอรานากัน
Museum Core
01 ก.ย. 68 631
ประเทศมาเลเซีย

ผู้เขียน : สุพิตา เริงจิต

               พิพิธภัณฑ์มรดกวัฒนธรรมบาบ๋าและญอนยา (Baba And Nyonya Heritage Museum) เมืองมะละกา เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวิถีชีวิตของชาวจีนเปอรานากันช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นับเป็นยุครุ่งเรืองสูงสุดของวัฒนธรรมเปอรานากันที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมลายู ทั้งด้านภาษา การแต่งกาย โดยเฉพาะอาหารที่สะท้อนผ่านห้องครัวขนาดกว้างใหญ่และเรื่องราวของสมาชิกในบ้านที่ผูกพันกับครัว รวมถึงข้าวของเครื่องใช้จิปาถะที่ชวนให้จินตนาการถึงวันเวลาในอดีตที่ครัวแห่งนี้เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมของอาหาร

 

ภาพที่ 1 ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ที่เป็นตึกแถวสามห้อง

 

               ช่องแคบมะละกาเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าระหว่างฝั่งตะวันออกจากทะเลจีนใต้กับฝั่งตะวันตกจากทะเลอันดามันตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12  ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 16  เริ่มมีพ่อค้าชาวจีนลงหลักปักฐานและแต่งงานกับผู้หญิงมลายู กลุ่มลูกหลานที่เป็นลูกครึ่งจีน-มลายู เรียกว่า เปอรานากัน (Peranakan) ในภาษามลายู หมายถึง เกิดที่นี่ โดยคำว่า “บาบ๋า – ญอนยา” เป็นคำย่อที่ใช้เรียกกลุ่มเปอรานากันอย่างสุภาพ คำว่า “บาบ๋า” หมายถึงสุภาพบุรุษ และ “ญอนยา” หมายถึงสุภาพสตรี คล้ายๆ กับคำเรียกคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง

               นอกจากนี้ พ่อค้าชาวจีนมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และลูกหลานแต่งงานภายในกลุ่มเปอรานากัน
ด้วยกัน และมีการขยายธุรกิจอื่นๆ เช่น สวนยางพารา เหมืองแร่ดีบุก ไร่ยาสูบ ฯลฯ ส่งผลให้ชาวเปอรานากันมีฐานะเป็นปึกแผ่นจากการทำธุรกิจการค้าระดับนานาชาติ

               พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมเป็นบ้านของ เฉิงชิงซิ่ว (曾清秀) คหบดีเจ้าของสวนยางพารายุคบุกเบิกของมะละกา เขาเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘เถ้าแก่ใหญ่ใส่แว่น’  เถ้าแก่ซิ่วเกิดที่มะละกา (Straits-Born)ในปีค.ศ. 1865 เป็น
ชาวเปอรานากันรุ่นที่สอง ตระกูลเฉิงเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนจากมณฑลฝูเจี้ยนตอนใต้ของจีน อพยพมาตั้งรกรากในมะละกาช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19  แต่งงานกับชาวมลายูและสืบทอดสายเลือดกันมานับถึงปัจจุบัน 7 ชั่วคน อาคารพิพิธภัณฑ์และการตกแต่ง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ สะท้อนให้เห็นการผสมผสานที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมเปอรานากัน โดยมีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นห้องแถวแบบชิโนโปรตุเกสจำนวน 3 ห้องเชื่อมต่อกัน ตั้งอยู่ในย่านเศรษฐี (Millionaire’s Row) ครอบครัวเฉิงซื้อบ้านหลังนี้มาในปี ค.ศ.1861 ต่อมาในปีค.ศ.1896 เถ้าแก่ซิ่วปรับปรุงตกแต่งใหม่ทั้งหมด เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1865-1919

 

ภาพที่ 2 ห้องตกแต่งแบบยุโรป

 

               แต่ละพื้นที่ในบ้านสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบวัฒนธรรมลูกผสมแบบเปอรานากัน ตั้งแต่โถงทางเข้าที่มีชุดรับแขกไม้ประดับมุก แขวนผ้าปักลายมงคล ‘ฮกลกซิ่ว’  รวมถึงห้องบรรพชน แสดงความยึดมั่นในวัฒนธรรมจีนอันเป็นต้นกำเนิด กระเบื้องปูพื้นแบบดัตช์ บัวเสาแบบวิคตอเรียนเช่นเดียวกับตู้โต๊ะ ส่วนเครื่องถ้วยชามมีทั้งชุดถ้วยชามแบบจีนและเครื่องกระเบื้องแบบตะวันตก บนโต๊ะมีเชี่ยนหมากแบบชาวมลายู ทั้งหมดผสมผสานกันอย่างงดงามลงตัว

 

ภาพที่ 3 ห้องบรรพชนตกแต่งแบบจีน

 

ภาพที่ 4 ภาพของเถ้าแก่ซิ่วและภรรยาประดับอยู่ด้านข้างตู้แบบยุโรป

 

               พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยใช้เป็นฉากบ้านของเยว่เหนียง ตัวเอกในซีรีย์ดังของสิงคโปร์เรื่อง “บาบ๋า-ย่าหยา รักยิ่งใหญ่จากใจดวงน้อย” (The Little Nyonya 2008) ซึ่งมีแกนเรื่องเป็นวัฒนธรรมเปอรานากัน เล่าเรื่องชะตาชีวิตของผู้หญิง หรือญอนยา(คนไทยเรียกว่า ย่าหยา) ถูกกำหนดด้วยฝีมือเย็บปักถักร้อยและการทำอาหาร ซึ่งปรากฎเป็นฉากสำคัญในการคัดเลือกเจ้าสาวเข้าบ้านตระกูลใหญ่ที่มีการประชันฝีมือกัน แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงถูกปลูกฝัง เลี้ยงดูและฝึกฝนอย่างไรเพื่อให้มีคุณสมบัติที่เพรียบพร้อมตามค่านิยมของสังคมเปรานากัน

               ห้องครัวของบ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่มาก กระนั้นในคู่มือนำชมพิพิธภัณฑ์ยังระบุว่ามีครัวด้านนอกที่มีขนาดใหญ่กว่านี้สำหรับรองรับการจัดงานเลี้ยงสำคัญ “ครัว” นับเป็นหัวใจของบ้านเปอรานากันและเป็นพื้นที่เฉพาะของนายหญิงที่ใช้อบรมลูกสาวและลูกสะใภ้ด้านการครัว

 

ภาพที่ 5 ครัวในพิพิธภัณฑ์ มีครกหินขนาดใหญ่สำหรับทำพริกแกงซึ่งเป็นเครื่องปรุงสำคัญ

 

               ญอนยาสีว์หรูอี้ว์ (徐如玉) ภรรยาเถ้าแก่ซิ่ว มีชื่อเรียกกันด้วยความเคารพในครอบครัวว่า ‘คุณแม่อ้วน’ มาจากครอบครัวเปอรานากันเก่าแก่ยุคตั้งต้นของมะละกา ขณะที่เหอจูซ่วน (和朱算) ลูกสะใภ้เพียงคนเดียวเป็นภรรยาของเฉิงเซิ่งฉี (曾胜旗) เป็นลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัวเปอรานากันเจ้าของธุรกิจพริกแกงที่มีชื่อเสียงว่าเลิศรส

               แน่นอนว่าเหล่าญอนยาในยุคนั้นย่อมไม่ชื้อพริกแกงสำเร็จรูป เพราะพริกแกงเป็นหัวใจของอาหารเปอรานากันและแต่ละบ้านต่างมีสูตรของตัวเอง ฉะนั้น แค่ฟังเสียงตำพริกแกงก็สามารถใช้เป็นเกณฑ์การคัดตัวสะใภ้ได้แล้ว กล่าวคือ เสียงต้องไม่ดังกระแทกกระทั้นจนพริกแกงกระเด็นออกจากครก การตำต้องลงน้ำหนักพอดีในจังหวะสม่ำเสมอและนานมากพอจนพริกแกงเนื้อเนียนละเอียด

               ในครัวบ้านตระกูลเฉิงมีข้าวของเครื่องใช้มากมายสำหรับการทำอาหารคาวหวาน ตั้งแต่อุปกรณ์ที่พบเห็นทั่วไปในครัว เช่น หม้อ กระทะ ครก ปิ่นโต ที่ขูดมะพร้าว แม่พิมพ์ขนมแกะจากไม้รูปเต่าสำหรับทำขนมกู๊ และอุปกรณ์บนเตาไฟอย่างกระทะนึ่งข้าว หม้อซุป และพัดสำหรับเร่งไฟ รวมถึงของใช้ประจำของหัวหน้าคนครัว
ผู้ทำอาหารสำหรับทุกคนในบ้าน อนึ่ง มีเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ คือ ชาวเปอรานากันไม่ใช้ตะเกียบ แต่รับประทานด้วยมือเหมือนชาวมลายูและใช้ช้อนส้อมตามแบบอังกฤษในเวลาต่อมา

               เช่นเดียวกับการแต่งกายและภาษา อาหารเปอรานากันมีลักษณะที่ผสมผสานระหว่างจีนฮกเกี้ยน
มาเลย์ อินเดีย และตะวันตก อาหารทุกชนิดล้วนเป็นอาหารที่ทำเองภายในบ้านไม่ว่าปรุงนานหรือยากง่ายเพียงใด อาทิ การทำไอศกรีม ซึ่งทายาทตระกูลเฉิงได้บันทึกความทรงจำว่าเป็นเมนูของโปรดที่มีกระบวนการทำ เริ่มตั้งแต่การออกไปซื้อน้ำแข็ง ผงรสวนิลลาหรือสตรอเบอรี่ และนมข้นหวาน จากนั้นจึงนำส่วนผสมใส่ในเครื่องทำไอศกรีมแบบมือหมุน จากนั้นเด็กผู้ชายในบ้านต้องผลัดช่วยกันหมุนไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง เป็นต้น

 

ภาพที่ 6 ตรงลานรอบครัว มีโม่หินสำหรับโม่แป้งในยุคที่ยังไม่มีแป้งสำเร็จรูป

 

               สำหรับครอบครัวนี้มีการสั่งทำอุปกรณ์ทำพิเศษเป็นเครื่องทำเส้น เนื่องด้วยคุณแม่อ้วนชอบทำขนมมากกว่าทำอาหาร ขนมเส้นชนิดนี้เป็นขนมแบบอินเดีย เรียกว่า ‘ปูตูมายัม’ ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิแต่งกลิ่นด้วยใบเตย แล้วเอามากดเป็นเส้น รับประทานกับมะพร้าวขูดและน้ำตาลมะพร้าว เมนูนี้เป็นของโปรดของเถ้าแก่ซิ่ว ซึ่งชอบเข้าครัวมานั่งดูภรรยาทำขนมสำหรับมื้อน้ำชา จึงสั่งทำเครื่องทำเส้นแบบวางบนม้าเพื่อความสะดวกในการกดแป้ง ไม่ต้องก้มจนปวดหลัง

 

ภาพที่ 7 ลานข้างครัว มีจักรยาน ตู้เก็บน้ำแข็ง เครื่องทำไอศกรีม และเครื่องทำเส้นปูตูมายัม

 

               เฮนรี เฉิง (Henry Chan Kim Cheng) ลูกชายคนเล็กของบาบ๋าเฉิงเซิ่งฉี ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์
สเตรตส์ไทมส์ (Straits Time) ถึงความทรงจำในวัยเด็กว่า “ที่ที่พวกเราชอบมากที่สุดก็คือแถวๆ ครัว เราจะทำการบ้านและเล่นอยู่แถวนั้น ตอนที่ผมเกิด คุณย่า(คุณแม่อ้วน) ไม่ได้เข้าครัวแล้ว ผมจำได้ว่าเรามีพ่อครัวและคุณแม่เป็นคนกำกับดูแล พ่อครัวจะไปตลาดซื้อของสดทุกวัน ส่วนคุณแม่ชอบทำขนมหรือของว่างสดใหม่สำหรับมื้อน้ำชาให้พวกเรา”

 

ภาพที่ 8 บริเวณโต๊ะอาหารเชื่อมต่อกับครัว

 

               เวลาอาหารค่ำของบ้านหลังนี้เริ่มเวลาทุ่มตรงและสมาชิกทุกคนต้องมาถึงโต๊ะพร้อมกันในเวลานั้น บนโต๊ะยาว อาหารจานหลักที่เสิร์ฟเป็นอาหารเปอรานากัน เช่น บาบีปองเดห์ (หมูตุ๋นในซอสถั่วเหลืองหมัก) อายัมโบคาลัก (แกงไก่ใส่ลูกโบคาลัก) และน้ำพริกที่ขาดไม่ได้ต้องมีประจำทุกมื้อ ทั้งนี้ ในวาระสำคัญอาหารจะมีเมนูพิเศษ อาทิ ผัดหมี่ซั่ว (วันเกิด แทนความหมายถึงอายุยืนยาว) ขนมอี๋ใส่ไข่ (วันแต่งงาน แทนความหวานชื่นในชีวิต และไข่ สื่อถึงการมีลูกหลานสืบทอด) ขนมกู๊ (ขนมเต่า) สีคราม (งานศพ ชาวเปอรานากันใช้สีน้ำเงิน จึงเปลี่ยนสีขนมให้เป็นสีน้ำเงินกับขาวแทนขนมกู๊แดง) ในทำนองเดียวกันสีของเครื่องถ้วยชามก็มีหลายชุดเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในวาระต่างกัน เช่น ชุดสีแดงลายวิจิตรสำหรับรับแขก ชุดน้ำเงินขาวสำหรับงานศพ

 

ภาพที่ 9 ชุดถ้วยชามสีแดงลายวิจิตรสำหรับรับแขกและวาระพิเศษ

 

               เถ้าแก่ซิ่วชื่นชอบการพักผ่อนสังสรรค์ ค่ำคืนในบ้านจึงรื่นรมย์ผ่อนคลายด้วยการพบปะผู้คน ไวน์ และเสียงเพลง เขาเสียชีวิตกะทันหันในปีค.ศ. 1919 ด้วยวัยเพียง 54 ปี ทิ้งมรดกและกิจการไว้ให้ภรรยาและอนุภรรยาอีกสามคน โดยมีลูกชายคนเดียวเป็นผู้ดูแล ต่อมาในปีค.ศ. 1932 บาบ๋าเฉิงเซิ่งฉี ไม่ชอบชีวิตวุ่นวายในเมือง จึงย้ายไปอยู่บ้านใหม่ริมทะเลและใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่บ้านหลังใหม่  

               หลังจากนั้น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นขึ้นยึดแหลมมลายูรวมถึงมะละกา ชีวิตหรูหราของ
ชาวเปอรานากันสิ้นสุดลง ครอบครัวเฉิงปรับบ้านริมทะเลเป็นพื้นที่เพาะปลูก ดังคำบอกเล่าที่ว่า “ชีวิตที่นี่ห่างไกลจากชีวิตที่มีพี่เลี้ยงหนึ่งคนต่อเด็กหนึ่งคน ทุกคนในครอบครัวต้องรับหน้าที่ปลูกมันเทศ เรียนรู้วิธีจับกุ้ง ปลา จากชาวประมง เมื่อสิ้นสุดสงครามชีวิตชาวเปอรานากันเปลี่ยนไป ไม่มีแม่สื่อจับคู่แต่งงาน ไม่มีพิธีแต่งงานยาวนาน 12 วัน รวมทั้งการนั่งปักลูกปัด ทุกอย่างเปลี่ยนไป และชาวเปอรานากันต้องปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนแปลง”

 

ภาพที่ 10 อาหารญอนยาในร้านอาหาร จานกลางคือ แกงไก่โบคาลัก

 

               ลูกหลานตระกูลเฉิงรุ่นต่อมาแยกย้ายไปตั้งบ้านเรือนใหม่ บ้านหลังเดิมนี้ถูกปรับใช้เป็นสำนักงาน และสถานที่เซ่นไหว้บรรพบุรุษ จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1980 ทายาทรุ่นสามได้ปรับเปลี่ยนบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์และเริ่มเปิดให้เข้าชมในปีค.ศ. 1985 แม้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเปิดมานาน 40 ปีแล้ว แต่มีการดูแลรักษาเป็นอย่างดีและยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เผยให้เห็นเรื่องราวความสุขที่เกิดขึ้นในครอบครัวใหญ่และอบอุ่นแห่งนี้ไม่ต่างจากวันเวลาในยุครุ่งโรจน์

 

แหล่งที่มาข้อมูล

Book Tour Baba & Nyonya House Museum. สืบค้นจาก http://babanyonyamuseum.com/wp-content/uploads/English.pdf

 

Intan Maizura Ahmad Kamal. (March 17, 2019).Piecing the past: Why our family stories matter” , Straits Time. สืบค้นจาก https://www.nst.com.my/lifestyle/sunday-vibes/2019/03/469995/piecing-past-why-our-family-stories-matter

 

Rachel Phua. (26 May 2022). Southeast Asia's 600-year-old fusion cuisine. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/travel/article/20220525-peranakan-food-a-600-year-old-fusion-cuisine

 

บังอร วีระกานต์. อาหารบาบ๋า ความอร่อยและความงดงามข้ามชาติพันธุ์ สืบค้นจาก http://article.culture.go.th/index.php/layouts-modules-positions/3-column-layout-9/203-2020-04-29-08-38-56

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ