แมวไทยที่รู้จักกันดีทั้งภายในประเทศ แถมยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลทั่วโลกในกลุ่มคนรักแมว หรือ
เหมียวเลิฟเวอร์ คือ ‘แมวสีสวาด’ แต่คำว่า ‘สวาด’ ในที่นี้ไม่ใช่ ‘สี’ ตามชื่อเรียกมาตรฐานโดยทั่วไปอย่างสีแดง เหลือง เขียว น้ำเงิน ขาว ดำ หรือชื่อสีอื่นๆ ในภาษาไทย แต่เป็นชื่อเรียกสีที่นำไปเทียบเคียงกับสีของ ‘เมล็ด’ ในผลของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ต้นสวาด’ (Caesalpinia bonduc) ซึ่งมีสีสันคล้ายคลึงกันกับขนสีเทาปนน้ำเงิน (หรือบางคนอาจมองเห็นเป็นสีเทาปนเขียว) แสนนุ่มนิ่ม อันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าแมวสีสวาด
ต้นสวาดจัดเป็นไม้เถาเลื้อยที่เลื้อยพันกับไม้อื่น และเป็นพันธุ์ไม้เขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ในหลายประเทศได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา เนปาล พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย เป็นต้น สำหรับประเทศไทยพบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ ทั้งในบริเวณป่าเปิดทั่วไป ป่าเบญจพรรณ และบริเวณชายหาดริมทะเลที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 200 เมตร ทั้งนี้ ต้นสวาดมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาคที่มีต้นไม้ชนิดนี้แพร่กระจาย ตัวอย่างเช่น คนภาคใต้มักเรียกไม้ชนิดนี้ว่า หวาด ตามัด หรือมะกาเลิง ขณะที่คนภาคเหนือรู้จักในชื่อ บ่าขี้แฮด
ต้นสวาดนับเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา คนโบราณใช้ใบสวาดช่วยขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง ส่วนใบยอดนำมาบดกรองเอาแต่น้ำ ช่วยแก้ไข้และถ่ายพยาธิได้ ส่วนรากสวาดนำไปดองกับเหล้าขาวใช้แก้พยาธิเช่นกัน ส่วนผลสวาดนำมาใช้ทำเป็นยาแก้กษัย และแก้กระเพาะปัสสาวะพิการได้ด้วย
ส่วนเมล็ดที่ได้มาจากผลสวาดที่มีสีเหมือนกับสีขนของแมวสีสวาดนั้น ใช้กินเป็นยาแก้ปวดท้อง หรือแก้ท้องเสียก็ได้ ดังนั้นผู้คนในสมัยโบราณจึงคุ้นเคยกับไม้เลื้อยชนิดนี้เป็นอย่างดี ด้วยมีสรรพคุณทางยาเกือบทุกส่วนของต้นสวาด
นอกจากนี้ ในอดีตเด็กๆ มักเอาผลสวาดไปใช้สำหรับเล่นหมากเก็บซึ่งเป็นการละเล่นยอดนิยม สีของเมล็ดสวาดจึงเป็นสีที่คุ้นเคย และเห็นจนชินตาคนทั่วไป จึงไม่น่าแปลกใจที่คนจะเรียกแมวที่มีสีขนเหมือนกันกับสีของเมล็ดสวาดว่า ‘แมวสีสวาด’

ภาพที่ 1: แมวสีสวาด
แหล่งที่มาภาพจาก: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/932454

ภาพที่ 2: ต้นสวาด เป็นพืชจำพวกเถาไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ที่มีสรรพคุณทางยาหลากหลาย
แหล่งที่มาภาพจาก: https://medthai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%94/

ภาพที่ 3: เมล็ดสวาด มีสีเทาอมน้ำเงิน หรือเทาอมเขียว คล้ายกับสีขนของแมวสีสวาด
แหล่งที่มาภาพจาก: https://medthai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%94/3
ทว่าคนโบราณไม่ได้มองเห็นสีขนของแมวชนิดนี้เป็นสีผลสวาดเหมือนกันทุกคน บางคนก็เห็นสีที่ต่างออกไป เช่น สีเหมือนกับสี ‘ดอก’ ของ ‘ต้นเลา’ หน้าตาคล้ายดอกหญ้า แต่มีดอกสีออกเทาๆ ดังนั้นแมวสีสวาดจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ดอกเลา’ ด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นว่า สีขนแมวที่เหมือนกับสีของดอกเลา จึงทำให้เมื่อมีผู้ประดิษฐ์ชื่อให้แมวชนิดต่างๆ อย่างเป็นทางการ (หลวง) ด้วยการใช้คำบาลี-สันสกฤต (ผู้เขียนสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นในยุคสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นช่วงที่เริ่มมีตำราแมวไทยชนิดต่างๆ) ทำให้เริ่มเห็นการเรียกชื่อแมวชนิดนี้ด้วยศัพท์อื่นอย่าง ‘มาเลศ’ แปลว่า ‘ดอกไม้’ ซึ่งคงหมายถึงดอกเลานั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แมวชนิดนี้มักรู้จักกันดีในชื่อ “แมวสีสวาด” มากกว่า และยังผูกโยงเข้ากับความเชื่อด้วยว่าเป็น ‘แมวมงคล’ ชนิดหนึ่งของไทย หากใครเลี้ยงแมวสีสวาดเอาไว้ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะรักใคร่เอ็นดู อุปถัมภ์ค้ำชูเป็นพิเศษ ใครต่อใครพากันนิยมชมชอบเลี้ยงแมวสีสวาดไว้ราวกับเป็นตัวเบี้ยหมากเก็บโบราณชนิดนี้ และได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีไว้ในเรือน อีกทั้ง ด้วยเหตุผลเดียวกันทำให้มีธรรมเนียมนิยมนำแมวสีสวาดไปมอบให้เป็นของขวัญแก่ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ บางครั้งก็มีการมอบแมวชนิดนี้เป็นคู่ให้กับเจ้าสาวในงานแต่งงาน โดยมีนัยอวยพรให้คู่บ่าวสาวอยู่ครองคู่กันด้วยความศรีสวัสดิ์สิริมงคล
นอกเหนือจากความน่ารักน่าชังของแมวสีสวาดแล้ว ความเชื่อเรื่องมงคลนั้นอาจมาจากคำว่า ‘สีสวาด’ พ้องเสียงกับคำศัพท์มงคลว่า ‘ศรีสวัสดิ์’ ก็เป็นได้ โดยสามารถเทียบเคียงลักษณะทำนองเดียวกันนี้กับธรรมเนียมการจัดขันหมาก งานแต่งงานในบางท้องที่ของประเทศไทยนิยมใช้ ‘ใบสวาด’ กับ ‘ใบรัก’ รองก้นขันหมากโท (ขันหมากชั้นรองที่เป็นบริวารของขันหมากเอก) ก่อนวางด้วยหมากพลู ทั้งยังใส่ทั้งใบสวาดและใบรักลงไปรวมกับดอกไม้ และสิ่งมงคลอื่นๆ เช่น ดอกบานไม่รู้โรย ถั่วงา ใบเงิน ใบทอง เป็นต้น ลงในขันหมากสินสอด (ขันหมากที่ใช้ใส่ค่าสินสอด) นัยว่าเสียงพ้องของกับคำว่า ‘สวาท’ และ ‘รัก’ มีความหมายเหมาะสมดีในพิธีแต่งงาน ดังนั้น คนโบราณเชื่อว่าแมวชื่อ ‘สีสวาด’ จะนำความเป็น ‘ศรีสวัสดิ์’ มาให้แก่เจ้าของก็ไม่น่าแปลกใจนัก

ภาพที่ 4: ดอกเลา มีสีที่คล้ายคลึงกับสีของแมวสีสวาด
แหล่งที่มาภาพจาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B2#/media/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%A6%95%E0%A6%BE%E0%A6%B6_%E0%A6%AB%E0%A7%81%E0%A6%B2.jpg
กล่าวกันว่า ถิ่นที่อยู่แต่ดั้งเดิมของแมวสีสวาดคือ ‘เมืองพิมาย’ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ มีปราสาทหินพิมายที่มีอายุนับพันปีเป็นสักขีพยานของความรุ่งเรืองในอดีตอันไกลโพ้นของเมือง ทว่าไม่มีใครสามารถระบุได้ว่ามีแมวสีสวาดมาตั้งแต่ยุคก่อสร้างปราสาทหินหรือไม่? เพราะว่ายังไม่มีร่องรอยหลักฐานใดๆ ปรกฎให้สืบสาวราวเรื่องได้ อย่างไรก็ดี มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้พระราชทานชื่อให้แก่ ‘แมวสีสวาด’ ว่า ‘แมวโคราช’ โดยนัยว่าเป็นแมวที่มาจากเมืองโคราช (หัวเมืองใหญ่ที่ปกครองเมืองพิมายอีกทอดหนึ่ง) แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้อีกเช่นกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะไม่มีหลักฐานจำพวกเอกสารเก่านำมาใช้ยืนยันได้เลย
ในปัจจุบันชื่อ ‘แมวโคราช’ เป็นที่รู้จักและรับรู้กันทั่วไป โดยอาจารย์กำพล จำปาพันธ์ นักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับแมวในประวัติศาสตร์ไทย และเสนอแนวคิดไว้ในหนังสือชื่อว่า ‘สยามวิฬาร์&ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว’ มีใจความสรุปว่า ชื่อแมวโคราชนี้ควรเป็นชื่อที่เพิ่งรู้จักกันในช่วงหลัง พ.ศ. 2500 ลงมาเท่านั้น โดยอาจารย์กำพลได้ให้เหตุผลว่า ชื่อแมวโคราชไม่เคยพบในตำราแมวโบราณฉบับใดเลยแม้แต่ฉบับเดียว ต่างเรียกแมวพันธุ์นี้ด้วยชื่ออื่นๆ ตามที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้ว ทั้งนี้ อาจารย์กำพล ยังได้ระบุด้วยว่า ในหนังสือแบบเรียนไทยยุคหลัง พ.ศ. 2475 ซึ่งมีแมวชนิดนี้เป็นตัวเอกก็เรียกแมวชนิดนี้ว่า ‘สีสวาด’ ทั้งหมด
อีกประการหนึ่ง อาจารย์กำพลให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ว่า ชื่อ ‘โคราช’ นี้ อาจมีที่มาจากเมื่อราว พ.ศ. 2502 มิสซิสฌอง จอห์นสัน (Mrs. Jean Johnson) ได้นำแมว ‘สีสวาด’ สองตัว (ชื่อ ‘ดารา’ และ ‘นารา’) จากพิมาย จังหวัดนครราชสีมา หรือ เมืองโคราช ไปเลี้ยงที่รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกาแล้วทำให้ชื่อแมวโคราชกลายเป็นที่แพร่หลายไปทั่ว กระนั้น ไม่ว่าชื่อ ‘แมวโคราช’ เริ่มใช้เรียกมาตั้งแต่สมัยใดก็ตาม ทาสแมวทั้งหลายคงไม่อาจปฏิเสธความน่ารัก น่าเอ็นดู ของแมวสีสวาดได้อย่างแน่นอน