
ภาพที่ 1 ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ผี เมืองโบราณ
เมื่อเอ่ยถึง ‘ผี’ ภาพจำที่ถูกนำเสนอผ่านสื่ออยู่บ่อยครั้ง ทั้งภาพศพที่มีสภาพเน่าเปื่อย เงาดำในมุมมืด หรือภาพของบ้านผีสิงในสวนสนุก อาจสร้างความรู้สึกหวาดกลัวให้ผู้คน รวมถึงผู้เขียนที่เป็นคนกลัวผีมาก แต่กลับเลือกมาเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ผี” ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของเมืองโบราณ ด้วยความต้องการเปิดมุมมอง และท้าทายประสบการณ์น่าพิศวงต่อความกลัวต่อเรื่องราวของผีชนิดต่างๆ ในสังคมไทยที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ด้วยตนเอง
พิพิธภัณฑ์จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนภายในอาคารขนาด 3 ชั้น รูปลักษณ์ภายนอกอาคารมีลักษณะคล้ายถ้ำหัวสิงโตที่มีแรงบันดาลใจมาจากสิกิริยา (Sigiriya) พระราชวังลอยฟ้าของประเทศศรีลังกาตลอดแนวทางเดินมีภาพจิตรกรรมนางอัปสรสวรรค์ และเรื่องราวเมืองคนบาป ซึ่งสอดรับเชื่อมโยงกับการเรื่องการทำบาปของมนุษย์ที่เป็นเนื้อหาจัดแสดงในโซนแรก

ภาพที่ 2 สถาปัตยกรรมเลียนแบบสิกิริยา พิพิธภัณฑ์ผี เมืองโบราณ
ในวันที่ผู้เขียนไปเยี่ยมชม ช่วงบ่ายท้องฟ้าสว่างแจ่มใส ทว่าเมื่อเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สิ่งแรกที่รับรู้กลับมีเพียงความมืด การปรับสิ่งแวดล้อมนี้ช่วยเปลี่ยนทั้งบรรยากาศและการรับรู้ของผู้ชมให้พร้อมเปิดรับประสบการณ์และสาระสำคัญที่พิพิธภัณฑ์ต้องการสื่อสารให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความหวาดกลัวอย่างสุดขีดตั้งแต่เริ่มต้นแล้วค่อยๆ ลดระดับลงตามลำดับการจัดแสดงแต่ละโซน
ขณะที่กำลังปรับสายตาให้ชินกับความมืด ผู้เขียนอยู่ในภาวะที่ตื่นกลัวด้วยความไม่รู้ว่าจะได้เจอกับอะไรบ้าง อีกทั้งไม่มีผู้ชมคนอื่นเลย กอร์ปกับได้ยินเสียงแมลงประกอบทำให้รู้สึกเหมือนอยู่กลางป่ามืดเพียงลำพัง ยิ่งเพิ่มความรู้สึกหลอนและวังเวงให้กับการเดินชมภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ หลังคุ้นชินกับความมืด ผู้เขียนพบว่ามีแผ่นป้ายข้อมูลบริเวณทางเข้า แต่น่าเสียดายที่ระดับความมืดและแผ่นป้ายข้อมูลจำนวนมากมีเพียงภาษาไทยเท่านั้น อาจทำให้ผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินผ่านไปโดยไม่สนใจเลยก็เป็นได้
โซนแรก เล่าเรื่องมูลเหตุแห่งความกลัวว่ามีเหตุจากอะไรบ้าง อาทิ กลัวสภาพหลังความตาย กลัวผิดบาป กลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติ กลัวสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เป็นต้น และนำไปสู่จินตนาการสร้างรูปก่อร่างเป็น ‘ผี’ ในแบบที่รู้จักกัน และมีการฉายวีดิทัศน์สั้นๆ วนลูปหลายเรื่องสะท้อนเนื้อหาของนิทรรศการ เช่น เรื่องราวของผู้ชายที่ติดการพนันจนหมดตัว เขากลับบ้านมาทำร้ายภรรยาและลูก เกิดเป็นบาป เมื่อตายไปแล้วจึงกลายเป็นเปรต นอกจากนี้ยังมีการทำหุ่นรูปผีขนาดเท่าจริง เพื่อแสดงภาพจำลองของผีที่มีเหตุจากความกลัวที่พิสูจน์ไม่ได้ จัดแสงไฟสีม่วงและแดงสลับเปิด-ปิดจากต่างมุม ให้รู้สึกว่ารูปจำลองภูติผีดูสมจริงมากยิ่งขึ้น ทำให้รู้สึกราวกับถูกจับจ้องจากบรรดารูปจำลองผี ทั้งยังมีเสียงสัตว์ป่าและเสียงสวดมนต์ดังประกอบเบาๆ เป็นระยะยิ่งช่วยเสริมจินตนาการและความรู้สึกกลัวของผู้ชมได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ภาพที่ 3 หน้าผีบนกิ่งไม้เลื้อย
ถัดขั้นมาที่ชั้น 2 นิทรรศการถูกแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซน “เมื่อผีอยู่รอบตัวเรา” โซน “ผีบันดาลทรัพย์เทพบันดาลสุข” และโซน “เล่าขานตำนานผี” ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องผีในวัฒนธรรมไทยที่มาจากตำนาน คำบอกเล่า นิทาน โดยอธิบายว่าผีเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่อยู่ร่วมกับมนุษย์มาตลอดในหลากหลายรูปแบบ และก่อเกิดประเพณีที่เกี่ยวข้องกับผีในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงการสร้างรูปเคารพบูชาของผีที่ได้รับอิทธิพลจากจีน รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนับถือไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิตที่มักเกี่ยวกับโชคลาภและความมั่งคั่ง ซึ่งผู้เขียนสันนิษฐานว่าเป็นอิทธิพลที่คนไทยรับผ่านการติดต่อการค้าหรือการย้ายถิ่นฐานของชาวจีนที่เข้ามาในไทยพร้อมกับอิทธิพลของศาสนาพุทธ และถูกหลอมรวมเข้ากับสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน
การจัดแสดงในชั้น 2 มุ่งเน้นการจำลองรูปลักษณ์ผีชนิดต่างๆ โดยมีไฮไลท์เป็นการแสดงของผีกระสือและผีกระหังที่สามารถเรืองแสงและเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วด้วยกลไกระบบรอกไฟฟ้า พร้อมการสร้างบรรยากาศให้แสงสีสมจริงและมีเสียงตุ๊กแกร้องเสียงดังที่แม้แต่ผู้เขียนเองก็แยกไม่ออกว่าเป็นเสียงสังเคราะห์ หรือเป็นเสียงของตุ๊กแกตัวจริงร้อง ยิ่งสร้างความหวาดระแวงแก่ผู้ชมอย่างยิ่ง

ภาพที่ 4 ผีกระสือ
โซนสุดท้ายของชั้นที่ 2 เป็นนิทรรศการเรื่อง “เปรต” ผู้ชมจะมองเห็นส่วนขาก่อนเป็นลำดับแรกตั้งแต่เดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ และระหว่างทางเดินขึ้นบันไดไปชั้นที่ 2 ก็เริ่มมองเห็นส่วนลำตัวไล่ไปจนถึงศีรษะของเปรตที่มีความสูงอยู่ในระดับกึ่งกลางอาคาร นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์
การนำเสนอเรื่องราวของเปรตกล่าวถึงประเพณีบำเพ็ญกุศลให้เปรตในแต่ละภูมิภาคของไทยที่มีชื่อเรียกและรูปแบบประเพณีที่แตกต่างกันออกไป โดยอ้างอิงกับคติความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ปรากฎในพระไตรปิฎกว่าพระมหาโมคคัลลานะได้เจอเปรตบนเขาคิชกูฎที่มีรูปแบบหรือประเภทแตกต่างตามแต่บาปและการกระทำผิดเมื่อครั้งยังมีชีวิตเป็นมนุษย์ ซึ่งการบำเพ็ญกุศลให้เปรตเป็นกุศโลบายให้พุทธศาสนิกชนได้มารวมตัวกันเพื่อสร้างกุศล

ภาพที่ 5 รูปปั้นเปรต
โซนนิทรรศการที่ชั้น 3 ตรงกลางอาคารมีศาลาจตุรพุทธประดิษฐานพระพุทธรูป 4 องค์หันพระพักตร์ออกไปยังสี่ทิศ มีป้ายหลักธรรมที่กล่าวถึงบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ซึ่งเป็นโซนจัดแสดงสุดท้ายของพิพิธภัณฑ์ และช่วยให้ผู้เยี่ยมชมรู้สึกผ่อนคลาย ลดความหวาดกลัวจากเนื้อหาในนิทรรศการที่ชมมาก่อนหน้าโดยเฉพาะผู้เขียนที่มีความรู้สึกกลัวในช่วงแรก รับรู้ได้ว่าความรู้สึกนั้นลดน้อยลงจนเกือบหมดสิ้น
ขณะเดียวกันผู้เขียนก็ตั้งข้อสงสัยว่า เรื่องผีที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นเพียงสิ่งสมมติจากคติทางวัฒนธรรมของมนุษย์ โดยแท้จริงแล้วผีถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างเงื่อนไขไม่ให้คนประพฤติตนออกนอกกรอบบรรทัดฐานของสังคม และสิ่งที่พิพิธภัณฑ์พยายามสื่อสารเป็นเพียงการเตือนให้คนมีสติในการใช้ชีวิตผ่านการดำเนินเรื่องที่ผูกโยงเรื่องผีเข้ากับศาสนาพุทธเท่านั้น ทำให้ผู้เขียนได้มุมมองจากประสบการณ์เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผีในครั้งนี้เปรียบเสมือนเข้าชมบ้านผีสิง ซึ่งผู้เขียนรับรู้แต่แรกแล้วว่าสิ่งที่เกิดนั้นเป็นสิ่งไม่จริงหากแต่ก็ยังมีความรู้สึกกลัว ทว่ามีข้อแตกต่างกันที่ผู้เขียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับความกลัวมากขึ้น คาดว่าหากมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อีกครั้งผู้เขียนอาจได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมอีกก็เป็นได้
หากใครสนใจอยากลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ท้าทายความกลัวสิ่งลี้ลับได้ที่พิพิธภัณฑ์ผี เมืองโบราณ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-19.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไป 400 บาท เด็ก (อายุ 6-14 ปี) 200 บาท และไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป