Museum Core
ในยุคอาณานิคม บริติช มิวเซียม ยึดศิลปวัตถุอียิปต์โบราณ มาจากทัพของนโปเลียน
Museum Core
05 ก.พ. 69 55

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

               ผลของการแย่งชิงผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจในช่วงการล่าอาณานิคมระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้ฝรั่งเศสต้องเคลื่อนทัพเข้าสู่พื้นที่เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมืองท่าสำคัญทางทิศเหนือของอียิปต์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2341 โดยมีจอมพลนโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte, พ.ศ. 2312-2364) เป็นผู้นำทัพ

               แม้ว่าในขณะนั้น นโปเลียนจะยังไม่ได้ครองบัลลังก์จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส แต่ก็เป็นนายทหารที่มีอิทธิพลสูงในแวดวงการเมืองของกรุงปารีส กองทัพของนโปเลียนประกอบไปด้วยกองเรือเกือบ 300 ลำ และกำลังพลทหารอีกราว 38,000 นาย และมีกลุ่มปัญญาชนจำนวน 175 คนอยู่ในกองทัพครั้งนั้นด้วย

               บรรดาปัญญาชนมาจากหมู่นักวิชาการในหลากหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งนักโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักพฤกษาศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักเคมี ฯลฯ ตลอดจนศิลปิน ช่างฝีมือ รวมถึงนักประดิษฐ์ที่มากความสามารถในยุคนั้น รวมเป็นกลุ่มปัญญาชนทั้ง 175 คนที่มุ่งหน้าเดินทางไปยังดินแดนไอยคุปต์

               แน่นอนว่า นโปเลียนได้นำกลุ่มปัญญาชนเข้าไปในอียิปต์ด้วย เพราะต้องการนำความรู้ทุกอย่างที่มีปรากฎอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์อันยาวนาน โบราณวัตถุที่เก่าแก่เอากลับมาเป็นสมบัติทางปัญญา และวัตถุของฝรั่งเศสจนหมด ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงทำการจดบันทึกเรื่องราว และเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างในอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์สัตว์ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ประวัติศาสตร์โบราณคดี และสิ่งปลูกสร้างโบราณขนาดมหึมาอย่างพีระมิดและสฟิงซ์ ตลอดจนสมบัติล้ำค่าของอียิปต์โบราณทั้งหมดอย่างละเอียดและถี่ถ้วน

 

ภาพที่ 1 นโปเลียน ภาพวาดโดย ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด (Jacques-Louis David)

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Jacques-Louis_David_007.jpg

 

ภาพที่ 2 นโปเลียน ในสมรภูมิยุทธการพีระมิด ที่อียิปต์ เมื่อ พ.ศ. 2341 วาดโดย อ็องตวน ฌ็อง-โกรส (Antoinne Jean-Gros)

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Baron_Antoine-Jean_Gros-Battle_Pyramids_1810.jpg

 

               ตัวอย่างของปัญญาชนคนสำคัญที่ถูกพาเข้าไปในดินแดนไอยคุปต์พร้อมกับกองทัพของนโปเลียนครั้งนั้น คือ นิโคลาส-ฌาคส์ กงเต (Nicolas-Jacques Conté, พ.ศ. 2298-2348) นักประดิษฐ์คนสำคัญที่เคยคิดค้นเครื่องมือสำหรับใช้จดบันทึก หรือ ‘ดินสอ’  อันเป็นนวัตกรรมในยุคนั้นด้วยการนำแท่งไม้ประกบเข้ากับแร่กราไฟต์ (graphite) ที่เป็นสินแร่นำเข้าจากเกาะบริเตนใหญ่

               มีเรื่องเล่าอย่างไม่เป็นทางการว่า นโปเลียนได้กล่าวชื่นชมยกย่อง คงเต อย่างหวานหยดย้อยว่า ...ชายที่มีความรู้รอบด้าน ผู้มีรสนิยม ความเข้าใจ และอัจฉริยภาพ ที่จะสามารถสร้างสรรค์ศิลปะของฝรั่งเศสได้ที่กลางทะเลทรายอาหรับ...

               จึงน่าไม่แปลกอะไรนักที่กองทัพฝรั่งเศสจะให้เกียรติ และความสำคัญกับ คงเต ที่นโปเลียนยกย่องว่าเป็นชายที่มีความรู้รอบด้าน (a universal man) เป็นการพิเศษ ทั้งนี้ นโปเลียนคาดหวังและให้ความสำคัญกับ คงเต ในเรื่องวิทยาศาสตร์ด้านการบินที่เขาเคยปรับปรุงวิธีการผลิตก๊าซไฮโดรเจน และการบำรุงรักษาถุงก๊าซเพื่อใช้ในการประดิษฐ์ บอลลูนลมร้อน (hot-air balloon) ซึ่งเคยมีการทดลองใช้ในที่สาธารณะมาก่อนหน้าของการเคลื่อนพลไปอียิปต์แล้ว

               มีบันทึกอ้างว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2341 (ช่วงหลังยกพลขึ้นบกที่เมืองอเล็กซานเดรียของกองทัพฝรั่งเศสได้ไม่ถึง 2 เดือน) กองทัพของนโปเลียนได้ร้องขอให้ คงเตปล่อยบอลลูนขึ้นฟ้าเพื่อเฉลิมฉลองวันปีใหม่ให้กับชาวฝรั่งเศสในกองทัพ แต่เวลานั้น คงเตยังไม่พร้อมจึงได้ขอเลื่อนงานนี้ไปจัดในวันที่ 1 ธันวาคม ของปีเดียวกันแทน (ซึ่งก็ยังเร็วกว่าการฉลองปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม อยู่ดี)

               เมื่อถึงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2341 คงเตได้ปล่อยบอลลูนขึ้นเหนือน่านฟ้าของดินแดนไอยคุปต์ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นหายนะกลางอากาศ เพราะได้เกิดเหตุไฟไหม้บอลลูน แม้ว่าการปล่อยบอลลูนขึ้นสู่ท้องฟ้าจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้ชาวอียิปต์ที่เห็นเหตุการณ์เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงว่า บอลลูน จะกลายเป็นเครื่องมือสงครามที่ทัพฝรั่งเศสใช้จุดไฟเผาค่ายทหารของชาวอียิปต์ที่มีประสิทธิภาพน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

               กงเตยังได้รับโอกาสให้ปล่อยบอลลูนขึ้นบนน่านฟ้าอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง โดยรอบหลังนี้เป็นบอลลูนที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเสียอีก และกล่าวอ้างว่า ประชาชนชาวอียิปต์ที่ได้เห็นบอลลูนจากบริเวณจัตุรัสเอสเบกิเอห์ (Esbekieh square) ในกรุงไคโรมีจำนวนนับแสนคนเลยทีเดียว

               อย่างไรก็ตาม การปล่อยบอลลูนของคงเตไม่ได้ถูกใช้ในปฏิบัติการทางการทหารเลย แม้ข้อมูลบางชุดจะอ้างว่ามีการใช้บอลลูนเป็นพาหนะในการเดินทางระหว่างประเทศ เพื่อใช้ในการสืบหาข้อมูลในช่วงเวลาสงครามดังกล่าว แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจน

               กระนั้นกรณีของกงเต นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นแนวคิดที่ฝรั่งเศสนำปัญญาชนทั้งหลายเข้าไปในอียิปต์ พร้อมกันกองทัพของนโปเลียนได้อย่างชัดเจน นอกจากการทำสงครามกับกลุ่มอำนาจท้องถิ่นแล้ว ฝรั่งเศสได้สำรวจ สืบเสาะ และกวาดทรัพย์สมบัติมีค่าอย่างโบราณวัตถุในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณต่างๆ เข้ามาเก็บไว้ในกองทัพและนำกลับไปยังกรุงปารีส

 

ภาพที่ 3 นิโคลาส-ฌาคส์ กงเต

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Nicolas-Jacques_Cont%C3%A9.jpg

 

               นักประวัติศาสตร์หลายท่านต่างสันนิษฐานในทำนองใกล้เคียงกันว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ฝรั่งเศสภายใต้การนำโดยนโปเลียนยกทัพเข้าไปในอียิปต์ เพราะอังกฤษ มหาอำนาจคู่แข่งได้เข้าไปมีบทบาทในอินเดียเรียบร้อยแล้ว เริ่มจากการยึดครองเกาะศรีลังกาเป็นอันดับแรก

               แท้จริง พวกดัตช์เข้าไปมีอิทธิพลอย่างสูงในเกาะลังกามาเนิ่นนานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงก่อน พ.ศ. 2200 โดยมีอำนาจอยู่ในเมืองแคนดี ศูนย์กลางของเกาะลังกา ต่อมาพวกดัตช์ได้อ่อนแอลงจากการทำสงครามกับบริเตนใหญ่ และถูกฝรั่งเศสยึดครองหลังการปฏิวัติ ค.ศ. 1789 (พ.ศ. 2332) ในฝรั่งเศส

               ดังนั้นพวกดัตช์จึงลี้ภัยมาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกรุงลอนดอน และได้สั่งการปกครองอาณาเขตของตนเองบนเกาะศรีลังกาจากกรุงลอนดอน แต่สุดท้ายก็โอนถ่ายอำนาจในเกาะลังกาให้กับอังกฤษแทน จนกลายเป็นที่มาของรัฐศรีลังกาในอารักขาของอังกฤษที่เรียกว่า บริติชซีลอน (British Ceylon) หรืออาณานิคมของอังกฤษนั่นเอง

               แม้ว่ากว่าอังกฤษจะมีอำนาจเหนือศรีลังกาทั้งหมดต้องจนถึง พ.ศ. 2358 และกว่าอังกฤษจะถ่ายโอนอำนาจการปกครองอินเดีย จากบริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company) มาเป็นของราชอาณาจักร ก็ต้องใช้เวลานานกว่า  40 ปี จึงมีการโอนอำนาจเมื่อ พ. ศ. 2401 แต่กว่าสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2380-2444) จะประกาศพระองค์เป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดียก็ล่วงเข้า พ.ศ. 2419 แต่บรรดาชาติมหาอำนาจยุโรปต่างก็รับรู้ถึงอำนาจของอังกฤษเหนืออินเดีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งดินแดนที่เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของมนุษยชาติ

               ช่วงเวลาที่กองทัพของฝรั่งเศสรุกล้ำเข้าไปในอียิปต์ก็เป็นช่วงระยะเวลาที่อังกฤษค่อยๆ เข้าไปมีอำนาจในอินเดีย ดังนั้น ขณะที่อังกฤษกำลังกอบโกยภูมิปัญญา และทรัพย์สมบัติโบราณของอินเดียให้กลายมาเป็นของอังกฤษ ฝรั่งเศสก็คิดทำแบบเดียวกันกับอียิปต์นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่กองทัพของนโปเลียนจะรวบรวมนำข้าวของมีค่าของอียิปต์มาเก็บเอาไว้ในกองทัพ ทว่า กองทัพของอังกฤษก็ร่วมมือกับจักรวรรดิออตโตมันบุกโจมตีจนฝ่ายฝรั่งเศสพ่ายแพ้ และต้องถอนทัพไปในที่สุด

               ประเด็นสำคัญคือ เมื่อทัพของฝ่ายอังกฤษรบชนะก็ยึดทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ฝ่ายฝรั่งเศสสำรวจพบในอียิปต์ไปเป็นของตนเอง โดยสมบัติเกือบทั้งหมดถูกนำไปถวายให้พระเจ้าจอร์จที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2303-2383) แห่งอังกฤษ หลังจากนั้นพระองค์ได้พระราชทานสิ่งของเหล่านี้ทั้งหมดให้กับบริติช มิวเซียม (British Museum) ในกรุงลอนดอน อีกทอดหนึ่ง   

               ดังนั้น ชุดวัตถุศิลปะอียิปต์โบราณที่จัดแสดงและเก็บรักษาอยู่ในบริติช มิวเซียม ส่วนหนึ่งจึงเป็นข้าวของที่ได้รับมาหลังการชนะศึก และช่วงชิงอำนาจในยุคล่าอาณานิคมครั้งนั้น รวมถึงข้าวของในวัฒนธรรมอื่นๆ เกือบทั้งหมดในบริติช มิวเซียมก็ต้องพลัดพรากจากดินแดนต้นกำเนิด เพราะการช่วงชิงอำนาจและทรัพย์สมบัติด้วยน้ำมือของมนุษย์ ภายใต้ร่มธงของความเป็นเจ้าอาณานิคม

 

ภาพที่ 4 ภาพพิมพ์รูปห้องจัดแสดงโบราณวัตถุอียิปต์ในบริติช มิวเซียม เมื่อ พ.ศ. 2387

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Edward_Radclyffe_-_British_Museum,_Egyptian_Room_-_B1998.14.232_-_Yale_Center_for_British_Art.jpg

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ