Muse Around The World
การประเมินผลในพื้นที่การเรียนรู้
Muse Around The World
27 พ.ค. 69 9

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การส่งเสริมศักยภาพผู้ปฏิบัตงานวัฒนธรรมสำหรับผู้สูงวัยในพิพิธภัณฑ์” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ร่วมกับ บริติช เคานซิล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เจน ฟินด์เลย์และรูธ เอ็ดสัน ได้ชวนผู้เข้าร่วมสำรวจบทบาทของ “การประเมินผล” ในงานพิพิธภัณฑ์ ศิลปะ และการเรียนรู้ ผ่านทั้งกรณีศึกษา เครื่องมือประเมินผล และกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองคิดและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน

เนื้อหาในการบรรยายและการปฏิบัติของเวิร์คช็อปรั้งนี้ ครอบคลุมตั้งแต่วิธีคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการประเมินผล การออกแบบคำถามและกระบวนการเก็บข้อมูล รวมถึงแนวทางการประเมินผลเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมสามารถสะท้อนความรู้สึก ประสบการณ์ และความคิดเห็นของตนเองได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังชวนตั้งคำถามต่อบทบาทของการประเมินผลในฐานะ “พื้นที่ของการรับฟัง” มากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับวัดผลลัพธ์ของโครงการเท่านั้น

เมื่อการประเมินผลไม่ใช่เพียงเพื่อ “วัดผล”

ในหลายองค์กร การประเมินผลมักถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจบกิจกรรม ไม่ว่าจะเพื่อสรุปผลลัพธ์ของโครงการ รายงานต่อผู้สนับสนุน หรือรวบรวมข้อมูลสำหรับการพัฒนาในครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ในงานวัฒนธรรมและการเรียนรู้ การประเมินผลอาจไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะ “เครื่องมือวัดผล” เท่านั้น หากยังสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับฟัง เรียนรู้ และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างองค์กรกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ด้วย

วิธีคิดเช่นนี้ทำให้การประเมินผลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงท้ายของโครงการ หากสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การตั้งคำถามว่าองค์กรต้องการเรียนรู้อะไร ผู้เข้าร่วมกำลังรู้สึกอย่างไร ไปจนถึงการสังเกตว่ากิจกรรมกำลังสร้างผลกระทบแบบใดกับผู้คนและความสัมพันธ์ในพื้นที่การเรียนรู้ การประเมินผลจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อ “พิสูจน์ความสำเร็จ” ของโครงการ แต่ยังช่วยให้องค์กรเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้คน และเปิดพื้นที่ให้เสียงหรือประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน การประเมินผลที่มีประโยชน์ในการทำงานอาจไม่ใช่การวัดผลทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโครงการเสมอไป เพราะในงานวัฒนธรรม หลายประสบการณ์ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวเลขหรือคำตอบที่ชัดเจนได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด หากคือการตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่องค์กรอยากเรียนรู้จริง ๆ และข้อมูลเหล่านั้นช่วยให้องค์กรเข้าใจผู้คนหรือการทำงานของตนเองได้ลึกซึ้งขึ้นมากเพียงใด

การประเมินผลจากประสบการณ์และความรู้สึก

ในอีกด้านหนึ่ง การประเมินผลที่ดีควรเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถสะท้อนความคิดเห็น ความรู้สึก และประสบการณ์ของตนเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายครั้งประสบการณ์ของผู้คนมักไม่สามารถอธิบายด้วยคำตอบสั้น ๆ หรือตัวเลขที่คำนวณจากข้อมูลได้เสมอไป โดยเฉพาะในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ อารมณ์ ความสัมพันธ์ หรือประสบการณ์ส่วนบุคคล ผู้เข้าร่วมบางส่วนอาจรู้สึกบางอย่างขึ้นระหว่างกิจกรรม แต่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทันทีในแบบสอบถามหรือคำถามปลายปิดที่มีรูปแบบตายตัว

ด้วยเหตุนี้ แนวทางการประเมินผลเชิงสร้างสรรค์จึงควรนำมาใช้เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนสามารถสื่อสารประสบการณ์ของตนเองได้หลากหลายมากขึ้น ด้วยการใช้สี ภาพ การเขียนข้อความสั้น ๆ การเลือกสัญลักษณ์ การทำแผนที่ความรู้สึก หรือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สะท้อนสิ่งที่ตนเองรู้สึกในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและไม่กดดัน วิธีการเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาคำตอบที่ “ถูกต้อง” หากช่วยให้องค์กรสามารถเข้าใจประสบการณ์ที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนของผู้คนได้มากขึ้น

ในหลายกรณี วิธีการประเมินผลลักษณะนี้ยังช่วยลดความรู้สึกว่า ผู้เข้าร่วมกำลังถูกทดสอบหรือถูกคาดหวังให้ตอบในสิ่งที่องค์กรต้องการได้ยิน โดยเฉพาะในงานวัฒนธรรมที่ผู้คนอาจไม่คุ้นเคยกับการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา หรือรู้สึกเกรงใจต่อผู้จัดกิจกรรม การเปิดทางเลือกในการสื่อสารที่หลากหลายจึงช่วยให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกผ่อนคลาย และกล้าแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นของตนเองมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กระบวนการประเมินผลเองก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเรียนรู้ได้เช่นกัน เพราะระหว่างการวาดภาพ เลือกสี เขียนข้อความ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมอาจได้ทบทวนความรู้สึก ความทรงจำ หรือประสบการณ์ของตนเองไปพร้อมกัน หลายครั้ง สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นจากการประเมินผลจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงในข้อมูลที่องค์กรได้รับกลับมา หากยังรวมถึงบทสนทนา ความเข้าใจ และการสะท้อนประสบการณ์ร่วมกันที่เกิดขึ้นระหว่างผู้คนในพื้นที่การเรียนรู้ด้วย

การประเมินผลกับการสร้างความหมายร่วม

เจน ฟินด์เลย์ยกตัวอย่างการทำงานร่วมกับ advisory groups หรือกลุ่มที่องค์กรชวนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและสะท้อนความคิดเห็นต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยบทบาทของผู้เข้าร่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบคำถามหลังจบกิจกรรมเท่านั้น หากยังรวมถึงการร่วมตั้งคำถาม เสนอประเด็นที่ควรถูกพูดถึง และช่วยสะท้อนว่า อะไรคือสิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าสำคัญจริง ๆ ต่อประสบการณ์ของตนเอง

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือการชวนผู้เข้าร่วมช่วยกันนิยามหรืออธิบายความหมายของคำสำคัญที่องค์กรใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น wellbeing, belonging หรือ participation ซึ่งแม้จะเป็นคำที่พบได้บ่อยในงานวัฒนธรรมและการเรียนรู้ แต่ผู้คนแต่ละกลุ่มอาจมีประสบการณ์และความเข้าใจต่อคำเหล่านี้แตกต่างกันออกไป การเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมช่วยกันอธิบายความหมายของคำเหล่านี้ ส่งผลให้องค์กรเข้าใจมุมมองของผู้คนได้ละเอียดขึ้น และลดการตีความจากมุมมองขององค์กรเพียงฝ่ายเดียว

ในบริบทนี้ wellbeing ไม่ได้หมายถึงเพียง “สุขภาวะ” ในเชิงร่างกายหรืออารมณ์เท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกว่าตนเองได้รับการรับฟัง มีคุณค่า และสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนหรือพื้นที่รอบตัวได้ ขณะที่ belonging อาจไม่ได้หมายถึงเพียงการ “เป็นส่วนหนึ่ง” ของกิจกรรม แต่รวมถึงความรู้สึกว่า ตนเองได้รับการยอมรับและสามารถมีตัวตนอยู่ในพื้นที่นั้นได้อย่างสบายใจ ส่วน participation ก็ไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าร่วมกิจกรรม หากยังเกี่ยวข้องกับระดับของการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจ และการกำหนดทิศทางของประสบการณ์ร่วมกันด้วย

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า การประเมินผลในงานวัฒนธรรมอาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อค้นหาคำตอบว่าโครงการ “สำเร็จหรือไม่” หากยังช่วยให้องค์กรเรียนรู้ว่า ผู้คนกำลังมอง เห็นคุณค่า หรือให้ความหมายกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร และบางครั้ง กระบวนการรับฟังและตีความร่วมกันเช่นนี้ อาจมีความสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์ที่องค์กรพยายามวัดออกมาเป็นตัวเลขด้วยเช่นกัน

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ