Museum Core
ความเป็นมาของวันหยุดราชการของไทย
Museum Core
13 ก.ค. 63 3K

ผู้เขียน : สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์

ความเป็นมาของวันหยุดราชการของไทย

 

การเกิดขึ้นของ “วันหยุดราชการ” นั้นสามารถที่จะย้อนได้ไปในสมัยรัชกาลที่ 5 สมัยนั้น เรียกว่า “วันหยุดการ”  บ้างก็ว่า “วันพระหยุดทำการ” หมายถึงเป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการในรอบสัปดาห์  ดังในข้อความในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.2430 ที่ว่า  

 

“ในประเทศสยามนี้นิยมวันดับวันเพ็ญ แลวันกึ่งปักษ์ว่าเป็นวันพระ ในกรมต่าง ๆ ที่รับราชการ บางกรมก็ได้หยุดการใน 4 วันที่กล่าวมาแล้ว”  

 

ทำให้ทราบว่าโดยปกติแล้วจะถือเอาวันพระเป็นวันหยุดราชการ แต่ไม่ใช่ว่าข้าราชการทุกคนจะได้หยุดตรงกัน ดังคำว่า “บางกรมก็ได้หยุด”   อย่างไรก็ตามในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลง “วันหยุดการ” จากวันพระมาเป็น “วันอาทิตย์” แทน ซึ่งมีวันหยุดประจำสัปดาห์ 4 วันเหมือนเดิม

 

วันหยุดราชการประจำปีได้ถูกประกาศขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในพระบรมราชโองการประกาศกำหนดวันหยุดราชการนักขัตฤกษ์ประจำปี (พระพุทธศักราช 2456) พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า 

 

“...ข้าราชการที่ได้รับราชการอยู่ทุกวันนี้ สมควรจะได้มีเวลาพักผ่อนร่างกายบ้าง แลตามนักขัตฤกษ์ที่ได้หยุดการก็มิใช่วันที่จะหยุดพัก แลการที่เคยหยุดกันมาก็แตกต่างไปตามหมู่ตามกระทรวง หาเปนการสมควรไม่ จึงควรให้เปนระเบียบอันเดียวกัน คือการหยุดนั้นมี 3 อย่าง สำหรับได้ผ่อนพักร่างกายบ้างอย่างหนึ่ง หยุดเพื่อแสดงความเคารพต่อพระบรมราชวงษ์อย่างหนึ่ง เพื่อเคารพต่อพระสาสนาอีกอย่างหนึ่ง ...” 

 

วันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์และสถาบันศาสนาที่ถูกคัดเลือกให้มาเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ประกอบด้วย  

  1. พระราชพิธีตะรุษะสงกรานต์ แลนักขัตฤกษ์  หยุดตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ถึงวันที่ 15 เมษายน รวม 19 วัน 
  2. วิสาขะบูชา  หยุดตั้งแต่วันที่ 7 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม รวม 3 วัน
  3. เข้าปุริมพรรษา  หยุดตั้งแต่วันที่ 6 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม รวม 7 วัน
  4. ทำบุญพระบรมอัษฐิพระพุทธเจ้าหลวง หยุดวันที่ 23 ตุลาคม 1 วัน
  5. ทำบุญพระบรมอัษฐิ แลพระราชพิธีฉัตรมงคล หยุดตั้งแต่วันที่ 9 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน รวม 4 วัน  
  6. เฉลิมพระชนมพรรษา หยุดตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม ถึงวันที่ 3 มกราคม รวม 5 วัน 
  7. มาฆะบูชา จาตุรงค์สันนิบาต หยุดวันที่ 1 มีนาคม 1 วัน

จะเห็นได้ว่าวันประเพณีที่ถูกคัดสรรให้มาเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้ง 7 วันข้างต้นล้วนเป็นวันสำคัญในทางพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์

 

แม้ว่าจะออกประกาศวันหยุดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีแบบแผนที่ใช้ร่วมกันเรื่องระยะเวลาที่จะหยุด  โดยข้าราชการกระทรวงยุติธรรมจะได้หยุดพักผ่อนในช่วง “พระราชพิธีตะรุษะสงกรานต์ แลนักขัตฤกษ์” เป็นเวลาถึง 1 เดือนขณะที่ข้าราชการกระทรวงอื่น ๆ ได้หยุดพักผ่อน 19 วัน   และจำนวนวันหยุดก็ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในเวลาต่อมา    จนกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ. 2477 รัฐบาลจึงได้กำหนดวันหยุดราชการและการประกอบพิธีทางราชการที่เกี่ยวกับวันหยุดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยรัดกุมและแน่นอน โดยมีหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณเป็นประธานกรรมการ 

 

จากประกาศดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้าง “วันหยุดราชการ” นั้นได้ใช้ประโยชน์ของวันหยุดอยู่ 3 ประการ โดยประการแรกคือการพักผ่อนร่างกายซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ประโยชน์จากวันหยุด และเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการทำงานในระบบสมัยใหม่ที่เวลาทำงาน และวันหยุดจะต้องเป็นเวลาที่มีความแน่นอนเพื่อประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้น 

 

ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่าประกาศดังกล่าวนี้ก็ได้แสดงให้เห็นว่าระบบวันหยุดที่เคยมีมานั้นได้แก่ “นักขัตฤกษ์ที่ได้หยุดการก็มิใช่วันที่จะหยุดพัก” สะท้อนให้เห็นถึงการมองเทศกาลที่ผ่านมานั้นมิใช่วันหยุดตามแนวคิดสมัยใหม่และไม่ใช่การพักผ่อนร่างกายอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามวันหยุดราชการตามแนวคิดสมัยใหม่ของรัฐไทยก็มิได้มีแค่เรื่องของการพักผ่อนร่างกายเท่านั้น หากยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการเคารพพระศาสนาและพระบรมราชวงศ์อีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่า รัฐไม่ได้ปล่อยให้เวลา 24 ชั่วโมงเหล่านี้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เท่านั้น และสะท้อนให้เห็นว่ารัฐไม่ได้ปล่อยให้ “สำนึกวันนี้ในอดีต” ของพลเมืองเป็นไปโดยไร้ทิศทาง เพราะการหยุดงานใน “วันหยุดราชการ” นี้จะต้องระลึกถึงอุดมการณ์สำคัญของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นก็คือพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการสร้างสำนึกความทรงจำผ่านหน้าปฏิทินของรัฐ โดยวันหยุดราชการที่เคลื่อนไปในแต่ละปีจะเป็นการเน้นย้ำ ความทรงจำที่สำคัญ (และควรจะเป็น) ของพลเมืองในรอบปีหนึ่งนั้นว่ามีความสำคัญอย่างไรพร้อมทั้งระลึกถึงความทรงจำเหล่านั้นร่วมกัน

 

จากประกาศวันหยุดราชการครั้งแรกของรัฐไทยนี้ได้ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในพิธีกรรมอย่างชัดเจน โดยเห็นได้จากบรรดาวันหยุดราชการต่าง ๆ ที่ได้รับการประกาศนั้นจะมี “ราก” ของการเป็นพิธีกรรมมาก่อนไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมของพุทธศาสนาหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้ได้เคลื่อนย้ายตนเองมาอยู่ในวันหยุดราชการ ดังจะเห็นได้จากร่องรอยของชื่อวันหยุดราชการที่ยังคงใช้คำว่า“พระราชพิธี” รวมถึงยังมิได้มีการใช้คำ ว่า “วัน” นำ หน้ากิจกรรมที่เป็นวันหยุดราชการในประกาศดังกล่าวนี้ด้วย ซึ่งจะแตกต่างกับในช่วงเวลาภายหลังที่วันพระราชพิธีหรือกิจกรรมเหล่านี้จะมีคำ ว่า “วัน” นำ หน้าทั้งหมด นับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงรอยต่อของการพยายามเปลี่ยนผ่านพิธีกรรมมาสู่การเป็นวันสำคัญแห่งชาติ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นด้วยว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่สามารถที่จะจัดสมดุลของการใช้วันหยุดราชการในช่วงของการเปลี่ยนผ่านของพิธีกรรมได้อย่างลงตัว

Museum Core, บทความ, วันหยุดราชการ, ความเป็นมา, โดย สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์

สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์

 

บรรณานุกรม 

 

  • ชนาวุธ บริรักษ์. (2561). จาก “พิธีกรรม” สู่ “วันหยุดราชการ” จุดกำเนิดวันสำคัญแห่งชาติของรัฐไทย.  เข้าถึงจาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/HUSOTSU/article/download/154086/112151/
  • ประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 5  ตอนที่ 52 หน้า 451- 456  เข้าถึงจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2431/052/451_1.PDF
  • ประกาศกำหนดวันหยุดราชการนักขัตฤกษ์ประจำปี (พระพุทธศักราช 2456). (2456, 30 มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา.  เล่มที่ 30  หน้า 533 - 535. เข้าถึงจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2456/A/533.PDF





แกลเลอรี่


ย้อนกลับ