เรื่องราวเกี่ยวกับอารยธรรมอียิปต์โบราณมักอยู่ในความสนใจของผู้คนตลอดมา ท่ามกลางทะเลทรายเวิ้งว้าง มหาพีระมิดที่กีซาและรูปสลักฟาโรห์ที่หุบเขากษัตริย์ล้วนเป็นหลักฐานชัดเจนว่า ดินแดนแห่งนี้เคยมีความเจริญสูงสุด นอกจากสถาปัตยกรรมขนาดมโหฬารแล้วยังมีโบราณวัตถุอีกนับไม่ถ้วนที่พร้อมเล่าขานถึงอดีตอันรุ่งเรืองนี้ และเป็นโชคดีที่ผู้เขียนไม่ต้องเดินทางไกลถึงอียิปต์ก็มีโอกาสสัมผัสความยิ่งใหญ่ได้ผ่าน นิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เปิดโลกอียิปต์โบราณจากมหาสมบัติในพิพิธภัณฑ์อียิปต์” (Ancient Egypt Unveiled : Treasures from Egyptian Museums) กำลังจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังฮ่องกง ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2569
นิทรรศการนี้จัดแสดงโบราณวัตถุ 250 ชิ้น จากพิพิธภัณฑ์ 7 แห่งในอียิปต์ ซึ่งทั้งหมดสะท้อนภาพประวัติศาสตร์อียิปต์ให้แจ่มชัดขึ้นอีกครั้งผ่านการเล่าเรื่องที่แบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ ดินแดนของฟาโรห์ โลกของตุตันคาเมน ความลับของซักคารา และอียิปต์โบราณกับโลก
นิทรรศการเล่าถึงอารยธรรมอียิปต์โบราณว่ามีต้นกำเนิดอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ (Nile) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกามานานกว่า 7,000 ปีแล้ว ต่อมาในช่วง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล จึงมีการสร้างระบบการปกครองในรูปแบบของฟาโรห์และเทพเจ้า ซึ่งอียิปต์โบราณมีฟาโรห์ หรือกษัตริย์มากกว่า 170 องค์จากหลายราชวงศ์ และเชื่อว่าฟาโรห์เป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์จึงมีสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ ชาวอียิปต์โบราณนั้นเฝ้าสังเกตธรรมชาติและได้ผูกโยงข้อสังเกตนั้นมาเป็นความเชื่อ ดังเช่นความเชื่อเรื่องตำนานแห่งเทพเจ้าซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการจัดระเบียบทางการปกครอง นอกจากนี้พวกเขายังเชื่อว่าฟาโรห์คือผู้ครองโลกและต้องธำรงไว้ซึ่ง “มาอัต” (Ma’at) หรือกฎอันศักดิ์สิทธิ์ของความจริง ความยุติธรรม และระเบียบของจักรวาล ส่วนการสร้างพีระมิด วิหาร รูปสลัก และเสาโอเบลิสก์ที่มีขนาดใหญ่โตนั้นก็เพื่อประกาศอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
ในห้องจัดแสดงที่ 1 “ดินแดนของฟาโรห์” มีทั้งวัตถุที่เป็นรูปแทนฟาโรห์และวัตถุที่สัมพันธ์กับฟาโรห์ อาทิ รูปสลักหินแกรนิตของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ (1279-1213 ปีก่อนคริสตกาล) สวมเนเมส (Nemes) หรือผ้าคลุมศีรษะคาดแถบรัดรูปงูเห่า สัญลักษณ์ของผู้คุ้มครองราชวงศ์ ตลอดเวลากว่า 60 ปี ที่ครองราชย์ ทรงสร้างวิหารจำนวนมากทั้งอียิปต์บน (ตอนล่างของกรุงไคโรถึงบริเวณต้นแม่น้ำไนล์) และอียิปต์ล่าง (บริเวณปากแม่น้ำไนล์ที่ไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) อีกทั้งยังทรงเป็นผู้ร่างสนธิสัญญาคาเดช (Treaty of Kadesh) ซึ่งเป็นข้อตกลงสันติภาพฉบับแรกของโลกระหว่างอียิปต์กับฮิตไทต์ (Hittites)
นิทรรศการจัดแสดงรูปสลักหินแกรนิตของฟาโรห์โชเชงค์ที่ 2 (Sheshonq II) ยืนจับรูปสลักเทพอามุน (Amun) ผู้เป็นราชาแห่งเทพทั้งปวง สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องฟาโรห์เป็นสื่อกลางระหว่างโลกแห่งเทพและโลกมนุษย์ นอกจากนี้มีทับหลังทำจากหินปูน จารึกชื่อฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 (Thutmose I) ของราชวงศ์ที่ 18 ผู้ผนวกดินแดนอียิปต์บนและอียิปต์ล่างเป็นปึกแผ่น ตรงกลางทับหลังมีรูปนกแร้ง สัญลักษณ์ของอียิปต์บน และงูเห่าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอียิปต์ล่าง

ภาพที่ 1 รูปสลักหินแกรนิตของฟาโรห์โชเชงค์ที่ 2 (ต่อมา ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 22)
ในชุดนักบวชมีรูปสลักเทพอามุนอยู่เบื้องหน้า

ภาพที่ 2 สร้อยพระศอทำจากทองและอัญมณี ส่วนปลายทำเป็นรูปเหยี่ยว
ใช้เป็นเครื่องประดับและเครื่องราง
โซนนิทรรศการเรื่องความเชื่อ “ชีวิตหลังความตายคือชีวิตที่เป็นนิรันดร์” มีการอธิบายว่าชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า หลังสิ้นลมหายใจและผ่านการพิพากษาในยมโลกแล้ว วิญญาณจะเป็นอมตะจึงต้องทำมัมมี่เพื่อรักษาร่างไว้รอดวงวิญญาณกลับมาพักพิง โดยอธิบายขั้นตอนการทำมัมมี่ เริ่มจากร่างที่ไร้ลมหายใจจะถูกนำอวัยวะภายในทั้ง 4 ส่วนได้แก่ ลำไส้ ตับ ปอด และกระเพาะอาหาร ออกไปบรรจุไว้ในโถคาโนปิก 4 ใบ และบุตรทั้งสี่ของเทพฮอรัส (Horus) จะเป็นผู้พิทักษ์รักษาอวัยวะนั้น ป้องกันไม่ให้เน่าเปื่อย จากนั้นศพจะถูกพันด้วยผ้าและวางเครื่องรางที่ทำจากอัญมณีประทับไว้ รวมถึงม้วนคัมภีร์มรณะ (Book of the Dead) ทำจากกระดาษปาปิรุส สำหรับนำทางผู้วายชนม์ไปสู่ยมโลกและรอการเกิดใหม่ ร่างของมัมมี่จะถูกบรรจุในโลงทำจากหินหรือไม้หลายชั้น

ภาพที่ 3 โลงไม้แกะสลักรูปคน ด้านในวาดภาพเทพอะนูบิส (Anubis) มีศีรษะเป็นสุนัขจิ้งจอกสีดำ
เชื่อว่าเป็นผู้นำทางดวงวิญญาณสู่โลกหลังความตาย

ภาพที่ 4 โถคาโนปิก เรียงจากซ้ายไปขวา เคเบห์เซนูเอฟ (Qebehsenuef): มีศีรษะเป็นเหยี่ยว
ปกป้องลำไส้ ฮาปี (Hapi): มีศีรษะเป็นลิงบาบูน ปกป้องปอด อิมเซตี (Imsety): มีศีรษะเป็นมนุษย์
ปกป้องตับ และดูอามูเตฟ (Duamutef): มีศีรษะเป็นหมาจิ้งจอก ปกป้องกระเพาะอาหาร
ในอียิปต์โบราณมีฟาโรห์พระองค์หนึ่งที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกจากข่าวลือเรื่องคำสาปในสุสาน ฟาโรห์ คือ “ตุตันคามุน” (Tutankhamun) หรือคนไทยเรียกว่า “ตุตันคาเมน” พระองค์มีพระชนม์ชีพอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์ที่ 18 (1335-1325 ปีก่อนคริสตกาล) เมื่อปี ค.ศ. 1922 นักสำรวจคนหนึ่งได้ค้นพบสุสานของพระองค์พร้อมสมบัติล้ำค่าที่หุบผากษัตริย์ใกล้เมืองลักซอร์ แม้สุสานจะมีขนาดเล็กแต่อยู่ในสภาพสมบูรณ์และอัดแน่นไปด้วยสมบัติหลายพันชิ้น รวมถึงโลงศพฟาโรห์และหน้ากากทองคำที่สวมอยู่บนร่างมัมมี่ของพระองค์ด้วย
ในห้องจัดแสดงที่ 2 “โลกของตุตันคาเมน” สิ่งที่ประจันหน้ากับผู้ชมเป็นรูปสลักจากหินควอร์ตไซต์ (Quartzite) สูง 3 เมตร สลักเป็นรูปตุตันคาเมน (ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบ) แม้บางส่วนจะสึกกร่อน แต่การจัดแสดงในนิทรรศการใช้เทคนิคพิเศษฉายภาพลงบนรูปสลักทำให้รูปสลักดูสมบูรณ์ขึ้น ถัดไปไม่ไกลมีรูปสลักหินทรายของฟาโรห์อัคเคนาเตน (Akhenaten) ผู้เป็นพระบิดา และรูปสลักมเหสีเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) ผู้เลอโฉม ในรัชสมัยของฟาโรห์อัคเคนาเตน พระองค์ได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อครั้งใหญ่จากการบูชาเทพเจ้าหลายองค์มานับถือเทพเจ้าอาเตน (Aten) หรือสุริยเทพเพียงองค์เดียว แต่ความเชื่อนี้ดำรงอยู่ได้ไม่นาน เพราะตุตันคาเมนทรงเปลี่ยนกลับมานับถือเทพเจ้าหลายองค์เช่นเดิม ตุตันคาเมนทรงครองราชย์สั้นและสวรรคตเมื่อพระชันษา 19 ปี พร้อมกับความลับที่เป็นปริศนาอีกมากมายที่ยังคลี่คลายไม่ได้

ภาพที่ 5 แท่นหินปูนสลักภาพฟาโรห์อัคเคนาเตน ราชินีเนเฟอร์ติติ และพระธิดา
กำลังสักการะเทพอาเตนหรือดวงอาทิตย์ ซึ่งเปล่งรัศมีอำนวยพรลงมาที่พระหัตถ์
วิหารสำหรับสักการะเทพอาเตนจะไม่มีหลังคา เพื่อสักการะดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าได้โดยตรง
ต่อมาในห้องจัดแสดงที่ 3 “ความลับของซักคารา” ท่ามกลางแสงสลัวรางภายในห้อง ผู้ชมต้องสะดุดตากับโลงไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งจัดแสดงไว้ และมีโลงอีกหลายใบนอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง เมื่อช่วงปี ค.ศ. 2020 มีข่าวการขุดค้นพบโลงไม้จำนวนนับร้อยที่แหล่งโบราณคดีซักคารา (Saqqara) ตั้งอยู่ที่เมืองเมมฟิส (เมืองหลวงในยุคแรกของอียิปต์โบราณ) เมืองนี้ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งร่างไร้วิญญาณ เพราะเป็นที่ตั้งสุสานของเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงของอารยธรรมอียิปต์โบราณ มีอาณาเขตพื้นที่ขนาดใหญ่ยาว 6 กิโลเมตร และกว้าง 1.5 กิโลเมตร รวมถึงมีพีระมิดขั้นบันไดของกษัตริย์ดโจเซอร์ (Pharaoh Djoser) พีระมิดแห่งแรกของอียิปต์ นอกจากนี้ซักคารายังเป็นศูนย์กลางศาสนาและมีมัมมี่สัตว์ฝังอยู่ใต้ผืนดินจำนวนมหาศาล และได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก

ภาพที่ 6 มัมมี่แมว
อียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าสัตว์บางชนิดเป็นร่างอวตารหรือทูตของเทพเจ้า ดังปรากฏภาพหรือรูปสลักเทพเจ้าที่มีร่างเป็นมนุษย์ แต่มีศีรษะเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งสังเกตจากลักษณะธรรมชาติของสัตว์ที่สอดคล้องกัน ในยุคปลายจนถึงราชวงศ์ทอเลมี (Ptolemaic Dynasty, 664-30 ปีก่อนคริสตกาล) ประชาชนศรัทธาในลัทธิบูชาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก จึงพบว่ามีการสร้างรูปหล่อทองแดงของสัตว์ ทั้งเพื่อบูชาเป็นการส่วนบุคคลและอุทิศไว้ที่วิหาร ดังเช่น รูปหล่อแมว สัญลักษณ์ของเทพีบาสเตต (Bastet) หรือเทพีแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ และมีรูปปั้นแมวอยู่ข้างมัมมี่แมวในสุสานซักคาราด้วย นอกจากนี้ยังมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ชนิดอื่นที่ถูกเชื่อมโยงกับเทพเจ้า เช่น นกช้อนหอย เหยี่ยว งูเห่า ลิงบาบูน สุนัข วัว จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส เป็นต้น

ภาพที่ 7 หน้ากากมัมมี่ในยุคปลายของอียิปต์โบราณ (664-332 ปีก่อนคริสตกาล)
ทำจากกระดาษแข็ง รงควัตถุ และทอง
ห้องจัดแสดงสุดท้ายเสนอเรื่อง “อียิปต์โบราณกับโลก” แสดงหลักฐานว่าอารยธรรมอียิปต์โบราณได้รับวัฒนธรรมอื่นเข้ามาผสมผสานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคกรีก-โรมัน ดังปรากฏสิ่งของที่มีลักษณะประยุกต์เข้ากับศิลปะของชนชาติที่เข้ามาปกครอง เช่น ภาพวาดมัมมี่และหน้ากากมัมมี่สไตล์กรีกโรมัน แผ่นคลุมร่างมัมมี่ที่เขียนข้อความอักษรกรีก ตาข่ายร้อยด้วยลูกปัดสำหรับคลุมร่างมัมมี่ หรือกระทั่งศิลาจารึก 3 ภาษาที่มีทั้งอักษรไฮโรกลิฟ (Hieroglyph) อักษรเดโมติก (Demotic) และอักษรกรีกโบราณ (Greek alphabet)
เนื่องจากนิทรรศการนี้จัดขึ้นที่ฮ่องกงจึงมีส่วนจัดแสดงการเปรียบเทียบอารยธรรมจีนและอียิปต์โบราณที่มีความมหัศจรรย์ไม่แพ้กัน อาทิ มหาพีระมิด สุสานของฟาโรห์มีพื้นที่กว้างขวางถึง 50,000 ตารางเมตร ขณะที่กำแพงเมืองจีนมีความยาวถึง 20,000 กิโลเมตร อักษรไฮโรกลิฟของอียิปต์และอักษรจีนต่างก็พัฒนามาจากภาพสัญลักษณ์ ซึ่งมุมหนึ่งของนิทรรศการมีกิจกรรมให้ผู้ชมได้ทดลองเขียนชื่อตัวเองเป็นอักษรไฮโรกลิฟบนจออินเตอร์แอคทีฟด้วย
ผู้เขียนเดินออกจากห้องจัดแสดงสุดท้ายด้วยความรู้สึกประทับใจกับประสบการณ์ที่ได้รับ เรียนรู้ว่าดินแดนแต่ละแห่งสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมขึ้นมาจากวิถีของผู้คน วัตถุสิ่งของจากอียิปต์โบราณเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพวกเขาเฝ้าสังเกตธรรมชาติอย่างใกล้ชิดตลอดมา จนก่อร่างสร้างความเชื่อที่มีพลังอันยิ่งใหญ่ และสะท้อนออกมาในรูปแบบพิธีกรรมและศิลปกรรมให้คนรุ่นหลังได้อัศจรรย์ใจอย่างไม่สิ้นสุด