หลังยุคโรคระบาดโควิด-19 ฮ่องกงได้พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ย่านเก่าแก่หลายแห่งให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะอาคารเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้ถูกปรับปรุงเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้กับสาธารณชน อาทิ อาคารเก็บน้ำซัมซุยโปหลังเก่า (Ex-Sham Shui Po Service Reservoir) อ่างเก็บน้ำที่เป็นร่องรอยจากยุครัฐบาลฮ่องกงภายใต้ปกครองของอังกฤษ (British Hong Kong) ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงามโดดเด่นคล้ายกับงานวิศวกรรมโยธาของโรมัน
ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1898 จีนพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่นกับอังกฤษ ทำให้ราชวงศ์ชิงทำสนธิสัญญาให้เช่าดินแดนฮ่องกงกับอังกฤษ (Convention for the Extension of Hong Kong Territory) ต่อมาเมื่อประชากรบนคาบสมุทรเกาลูนเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้น้ำบาดาลไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค สำนักการโยธาธิการฮ่องกง (Public Works Department) จึงมอบหมายให้ลอว์เรนซ์ กิบบ์ (Lawrence Gibb) ผู้ช่วยวิศวกรโยธาหาทำเลสร้างโครงการพัฒนาระบบประปาและกักเก็บน้ำจืดแห่งแรกบริเวณตอนเหนือของเกาะเกาลูน (Kowloon Waterworks Gravitation Scheme) เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ.1902 โครงการนี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเกาลูนและระบบระบายน้ำรวบรวมและเบี่ยงน้ำผิวดินจากพื้นที่สูง บ่อกรองน้ำถนนไท่โป อาคารเก็บน้ำซัมซุยโป (เดิมชื่อ อาคารเก็บน้ำเกาลูนต่ง) และท่อส่งน้ำเชื่อมต่อ
ระบบน้ำสะอาดนี้จ่ายน้ำจืดด้วยแรงโน้มถ่วงตามธรรมชาติ น้ำไหลจากเนินเขาสูงไปยังอาคารเก็บน้ำที่อยู่ระดับต่ำกว่า จากอ่างเก็บน้ำเกาลูนน้ำจืดจะผ่านบ่อกรองน้ำถนนไท่โปเพื่อกรองน้ำเบื้องต้น ก่อนไหลไปยังอาคารเก็บน้ำซัมซุยโป อาคารเก็บน้ำเหยามาไถ (Yau Ma Tei Service Reservoir) และสุดท้ายไปยังอาคารเก็บน้ำฮ่องฮัม (Hung Hom Service Reservoir)
อาคารเก็บน้ำซัมซุยโปสร้างแล้วเสร็จในปีค.ศ. 1904 มีรูปแบบสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ (Romanesque) ประกอบด้วยเสาหินแกรนิต ซุ้มโค้งอิฐสีแดง และเพดานคอนกรีตทรงโค้ง นับเป็นอาคารเก็บน้ำใต้ดินทรงกลมแห่งแรกในฮ่องกง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 46 เมตร และความสูงประมาณ 6.85 เมตร มีความจุ 9,900 ลูกบาศก์เมตร อาคารเก็บน้ำแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับอาคารเก็บน้ำเดิม เช่น อาคารเก็บน้ำเหยาหมาไถหลังเดิมที่จุน้ำได้เพียง 740 ลูกบาศก์เมตร

ภาพที่ 1 ซุ้มโค้งและเสาหิน 108 ต้น
ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพบรอยรั่วน้ำซึมของอ่างเก็บน้ำจึงมีการซ่อมแซมอาคารในปีค.ศ. 1951 การซ่อมใช้คอนกรีตเสริมเหล็กและชั้นยางมะตอยกันน้ำ ภายหลังการซ่อมกำแพงทำให้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของอาคารลดลงเหลือ 38 เมตร ส่งผลให้ปริมาณการกักเก็บน้ำลดลงครึ่งหนึ่งเหลือประมาณ 4,050 ลูกบาศก์เมตร จนกระทั่งในปีค.ศ. 1970 จึงมีการสร้างอาคารเก็บน้ำแซคกิปเหมยที่มีความจุกว่า 113,562 ลูกบาศก์เมตร ทำให้อาคารเก็บน้ำซัมซุยโปหมดบทบาท
หลังจากลงรถเมล์ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินเช็กกิปเมย์ (Shek Kip Mei) ผู้เขียนเดินตามกูเกิลแมพ (Google Map) และป้ายบอกทางขึ้นไปบนภูเขามิชชันฮิลล์ (Mission Hill) ระหว่างทางเดินขึ้นเขาผ่านกลุมชาวบ้านที่มาออกกำลังกายและตีปิงปองตามจุดต่างๆ จนมาถึงที่ตั้งของอาคารเก็บน้ำซัมซุยโปหลังเก่า บนยอดเขาที่มีความสูง 86 เมตร
ภายในพื้นที่มีการจัดแสดงนิทรรศการให้ผู้ชมเห็นเทคนิคการก่ออิฐสีแดงแบบเฟลมมิช (Flemish Bond) โดยมีการเรียงอิฐสลับกันระหว่างด้านยาว และด้านตัด/ด้านหัวในแถวเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ภายในอ่างเก็บน้ำมีเสาหินที่ใช้เครื่องมือแกะผิว (rusticated stone pier) จำนวน 108 ต้น เสาแต่ละต้นตั้งอยู่บนฐานคอนกรีตยกสูง และตัวเสาทำด้วยก้อนหินแกรนิตตัดสี่เหลี่ยมที่มีขนาดเท่ากัน 14 ก้อน หินแกรนิตหยาบแต่ละก้อนมีความยาวประมาณ 61 เซนติเมตร กว้าง 46 เซนติเมตร และสูง 30.48 เซนติเมตร มีลักษณะนูนตรงกลาง จากพื้นผิวที่เรียบเนียนของรอยต่อระหว่างหินแกรนิตแต่ละก้อนแสดงให้เห็นถึงความประณีตฝีมือของช่างอย่างชัดเจน

ภาพที่ 2 รูปแบบการก่ออิฐแบบเฟลมมิชเปรียบเทียบกับรูปแบบอื่น
ตามเอกสารในปีค.ศ. 1907 ระบุว่าเดิมทีแล้วมีการติดตั้งบันไดเหล็กในอ่างเก็บน้ำ แต่การซ่อมแซมในปี 1951 มีการติดตั้งบันไดลิงเข้ากับผนังที่สร้างขึ้นใหม่ และต่อมาก็กลับมาใช้บันไดเหล็กอีกครั้ง บนเพดานมีช่องแสงพื้นทางเดิน ช่องระบายอากาศ ทั้งหมดถูกปิดทับด้วยซีเมนต์คอนกรีตนับตั้งแต่อ่างเก็บน้ำปลดระวาง แต่ก็ยังมีร่อยรอยให้สังเกตเห็นช่องแสงพื้นทางเดินและช่องระบายอากาศที่ถูกปิดบางส่วนได้จากภายใน

รูปที่ 3 แบบอาคารเก็บน้ำปีค.ศ. 1951
ด้านตะวันตกของอ่างเก็บน้ำเป็นจุดที่มีการเชื่อมต่อของท่อทั้งหมด รวมถึงเป็นทางเข้าสำหรับเจ้าหน้าที่ด้วย ท่อที่อยู่ระดับสูงสุดคือท่อน้ำเข้าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30.5 เซนติเมตร มีการติดตั้งบ่อน้ำนิ่งทำจากเหล็กกล้าอยู่ที่ด้านล่างของท่อน้ำเข้า ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างปีค.ศ. 1952 - 1970 บ่อนี้มีไว้เพื่อจำกัดขอบเขตการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งและความเร็วในการเคลื่อนที่ของลูกลอยในวาล์วน้ำเข้าแบบลูกลอยเพื่อควบคุมการไหลของน้ำ

ภาพที่ 4 ร่องรอยของท่อน้ำ
แต่เดิมฮ่องกงมีแผนการรื้อถอนอ่างเก็บน้ำใต้ดินในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2020 เนื่องจากโครงสร้างหลังคาอาจถล่มลงมา แต่เมื่อเริ่มขุดพื้นที่ก็เผยให้เห็นซุ้มประตูรูปแบบโรมันเนสก์เก่าแก่กว่าร้อยปีที่ยังอยู่ในสภาพดี โครงการจึงถูกระงับ จากนั้นสำนักงานโบราณวัตถุและอนุสรณ์สถานได้เข้ามาประเมินคุณค่าของสถานที่ อีกมีสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาเขต และประชาชนได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการอนุรักษ์โครงสร้างดังกล่าว สะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจของภาคประชาสังคม ในที่สุดอาคารแห่งนี้ก็ไม่ถูกทำลาย และได้ปรับเปลี่ยนสถานะใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวที่เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตชาวฮ่องกงต่อไป
แม้ว่าขนาดของนิทรรศการไม่ใหญ่นักแต่มีการจัดการที่ดี สามารถเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยนิทรรศการมีเลขลำดับการชมแต่ละจุด พร้อมมีคิวอาร์โค้ดให้สแกนฟังออดิโอไกด์ นอกจากนี้ยังมีบริการจองรอบการเข้าชมนิทรรศการพร้อมมัคคุเทศก์บรรยาย จองได้ที่ https://www.waterconservation.gov.hk/en/ex-sspsr/index.html
นิทรรศการเปิดเวลา 09:00-12:00 น. และ 14:00-17:00 น. (ปิดวันอังคาร)