Museum Core
ภาพสลักจากวิหารพาร์เธนอน สัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของกรีกโบราณ ในบริติช มิวเซียม
Museum Core
04 มิ.ย. 69 17

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

               วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) สร้างขึ้นเมื่อราวเกือบ 2,500 ปีที่แล้วในกรุงเอเธนส์ (Athens) ประเทศกรีซ เพื่ออุทิศถวายให้กับเทพีอะธีนา (Athena) ผู้เป็นเทพีแห่งปัญญา กลยุทธ์ การสงคราม อารยธรรม และงานฝีมือต่างๆ รวมถึงเป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ตามปรัมปราคติของกรีก แต่ก็หลักฐานว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองที่พวกกรีกได้รับชัยชนะเหนือผู้รุกรานชาวเปอร์เซียในสงครามกรีก-เปอร์เซีย (499-449 ปีก่อนคริสตกาล)

               อย่างไรก็ตาม การสร้างวิหารแห่งนี้บนพื้นที่ศูนย์กลางของการนับถือเทพีอะธีนาในฐานะของเจ้าแม่ประจำเมืองและตั้งอยู่บน อะโครโปลิส (Acropolis) เนินเขาสูงกลางเมืองเอเธนส์ ยิ่งทำให้วิหารพาร์เธนอนเปรียบเสมือนเพชรยอดมงกุฎของวัฒนธรรมกรีกโบราณ และเป็นเสมือนภาพตัวแทนของความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมกรีกไปโดยปริยาย

               ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมกรีกยุคคลาสสิกเสื่อมถอยลง เกิดเหตุเพลิงไหม้วิหารครั้งใหญ่ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 อีกทั้งยังถูกทำลายบางส่วนของอาคารในช่วงกลุ่มโจรสลัดชาวเยอรมนิค ที่เรียกว่าพวกเฮรูลิ (Heruli, บางทีเรียก Eruli หรือ Herules) บุกเข้ามาปล้นสะดมกรุงเอเธนส์ พร้อมทำลายอาคารสาธารณะต่างๆ เมื่อ ค.ศ. 276

               แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นยังไม่มีลกระทบต่อพาร์เธนอนในฐานะของวิหารในศาสนาดั้งเดิมของชนชาวกรีก จนกระทั่งเมื่อจักรวรรดิโรมันได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้ปิดตายวิหารทั้งหมดของศาสนานอกรีตจากสายตาชาวคริสต์ในจักรวรรดิโรมันตะวันออกเมื่อ ค.ศ. 435 ทว่า ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าวิหารพาร์เธนอนถูกปิดตาย ห้ามทำพิธีเซ่นสรวงบูชาเทพเจ้าของชาวกรีกเมื่อใดแน่ โดยรวมมักเข้าใจว่าเป็นช่วงระหว่างปี ค.ศ. 481- 484 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวกรีกเฮเลนิค (Hellenic) ใช้วิหารแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการต่อต้านจักรวรรดิโรมันที่ห้ามไม่ให้นับถือเทพเจ้าดั้งเดิมของตนเอง

               ดังนั้น ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 5 วิหารพาร์เธนอนถูกดัดแปลงให้กลายเป็นโบสถ์ในคริสต์ศาสนา ภายใต้ชื่อ พาร์เธนอส มาเรีย (Parthenos Maria) หรือบางทีก็เรียกว่า โบสถ์เธโอโทคอส (Theotokos คำที่ใช้เรียกพระแม่มารี) ซึ่งเป็นโบสถ์ของพระแม่มารีผู้ปฏิสนธินิรมลและให้กำเนิดพระคริสต์

               แน่นอนว่า มีการเปลี่ยนวิหารของเทพีในศาสนาของพวกกรีกให้เป็นที่ประทับของพระแม่มารีในคริสต์ศาสนาแทนมีหลายแห่ง กล่าวกันว่าโบสถ์แห่งนี้นับเป็นสถานที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ในจักรวรรดิโรมันตะวันออก รองจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople ปัจจุบันคือ เมืองอิสตันบุล ประเทศตุรกี) เมืองเอฟิซุส (Ephisus ประเทศตุรกี) และเมืองเธสซาโลนิกี (Thessaloniki ประเทศกรีซ) เลยทีเดียว

               วิหารพาร์เธนอนได้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นศาสนสถานในศาสนาใหม่อีกครั้งเมื่อทัพของจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman empire) ได้รุกคืบเข้ามาในกรุงเอเธนส์เมื่อปี ค.ศ. 1456 ขณะในสงครามนั้นทัพของเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ที่เฝ้ารักษาเมืองเอเธนส์อยู่ได้ยึดพื้นที่สูงของอะโครโปลิส อันเป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอนเป็นชัยภูมิสำคัญ จนกระทั่ง 2 ปีต่อมา ฝ่ายออตโตมันได้รับชัยชนะ เข้าครอบครองเมือง และเปลี่ยนวิหารแห่งนี้จากที่เคยถูกดัดแปลงเป็นโบสถ์คริสต์ให้กลายเป็นมัสยิดในศาสนาอิสลามแทน

               การดัดแปลงวิหารพาร์เธนอนให้เป็นทั้งโบสถ์คริสต์ และมัสยิดในศาสนาอิสลามมีการทำลายวัตถุสิ่งของดั้งเดิมลง พร้อมกับมีการสิ่งปลูกสร้างอื่นเพิ่มเติมด้วย ทำให้รูปร่างหน้าตาของวิหารแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แต่การนี้ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับสงครามระหว่างออตโตมัน และกองทัพชาวเวเนเซียในสาธารณรัฐเวนิส (ปัจจุบันคือเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี) ในช่วงระหว่าง ปีค.ศ. 1684-1699 ซึ่งกองทัพออตโตมันได้ยึดพื้นที่สูงของอะโครโปลิสเป็นชัยภูมิสำคัญ และใช้วิหารพาร์เธนอนเป็นคลังเก็บดินปืน

               ในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1687 กระสุนปืนครกจากทัพเวเนเซียได้จู่โจมใส่วิหารพาร์เธนอน ทำให้ดินปืนเกิดปะทุระเบิดขึ้นมา ผนังสามในสี่ด้านของตัววิหารเกือบพังทลายลง ประติมากรรมต่างๆ ถูกทำลายมากถึงสามในห้าส่วน นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของวิหารเก่าแก่แห่งนี้เท่าที่มีการบันทึกเอาไว้

               อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ชนชาติกรีกปัจจุบันมีความเห็นว่าวิหารที่เป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองของกรีกในอดีตถูกทำลายอย่างร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นในยุคล่าอาณานิคม มีการขนย้ายชิ้นส่วนของวิหาร พาร์เธนอนออกนอกประเทศกรีซที่ถูกตำหนิว่าเป็น “การขนย้ายอย่างโหดเหี้ยม” (brutally removed)

 

ภาพที่ 1: วิหารพาร์เธนอน ภาพถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 2021แหล่งที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:The_East_Facade_of_the_Parthenon_on_March_22,_2021.jpg)

 

ภาพที่ 2: วิหารพาร์เธนอนตั้งอยู่บนเนินเขา อะโครโปลิส

แหล่งที่มาภาพ: http://employees.oneonta.edu/farberas/arth/arth200/politics/parthenon.html)

 

               การขนย้ายชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมหินอ่อนจากวิหารพาร์เธนอนอย่างโหดเหี้ยมเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1801-1812 จักรวรรดิออตโตมันยังครอบครองพื้นที่ประเทศกรีซ ในขณะนั้นโธมัส บรูซ (Thomas Bruce. ค.ศ. 1766-1841) ผู้มีศักดิ์เป็นเอิร์ลที่ 7 แห่งเอลกิน (the Seventh Earl of Elkin) ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตแห่งสหราชอาณาจักรประจำจักรวรรดิออตโตมันเป็นผู้เจรจาขอนำชิ้นส่วนประติมากรรมหินอ่อนที่ใช้ประดับวิหารแห่งนี้ พร้อมกับโบราณวัตถุจากวิหารอื่นๆ มาสู่สหราชอาณาจักร และถูกนำเข้าไปเก็บรักษา จัดแสดงที่บริติชมิวเซียมในเวลาต่อมา

               หลายครั้งมีการเรียกกลุ่มประติมากรรมจากวิหารพาร์เธนอนที่อยู่ในบริติชมิวเซียมว่า ‘หินอ่อนเอลกิน’ (Elkin Marbles) ด้วยท่านเอิร์ลแห่งเอลกิน หรือโธมัส บรูซ เป็นผู้นำเข้ามาในอังกฤษแต่โบราณวัตถุเหล่านี้มีคุณค่า ทั้งในแง่ของมูลค่าและคุณค่าทางจิตใจมหาศาลที่จัดแสดงอยู่ใน บริติชมิวเซียมไม่ได้นำมาเฉพาะจากประเทศกรีซเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัตถุที่ขนย้ายมาจากสถานที่อื่นๆ อีกมากมายหลายแห่งด้วย

 

ภาพที่ 3: ภาพเหมือนของ โธมัส บรูซ อ์ลแห่งเอลกิน ที่นำเอาชิ้นส่วนลายสลักบนหินอ่อน

ของวิหารพาร์เธนอนกลับไปยังประเทศอังกฤษ

แหล่งที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:7th_Earl_of_Elgin_by_Anton_Graff_around_1788.jpg)

           

 

               บริติชมิวเซียม ตั้งอยู่ในเขตบลูมส์บิวรี (Bloomsbury) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1753 ในช่วงเริ่มแรกเป็นสถานที่เก็บของสะสมของแพทย์ และนักธรรมชาติวิทยาเชื้อสายไอริชผู้มีชื่อเสียงอย่าง เซอร์ ฮันส์ สโลน (Sir Hans Sloane ค.ศ. 1660-1753) ต่อมาจึงได้เปิดให้บริการแก่สาธารณะครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1759

               ในช่วงเริ่มต้นเปิดให้บริการแบบเป็นสาธารณะ บริติชมิวเซียมมีการนำเข้าข้าวของมีค่าและโบราณวัตถุต่างๆ เพิ่มเติมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งต่างๆ ที่ได้มาจากนักสำรวจชื่อดังระดับโลกอย่างกัปตันเจมส์ คุก (James Cook ค.ศ. 1728-1779) มอบสิ่งที่สำรวจได้มาจากทะเลใต้ หรือเซอร์ วิลเลียม ฮามิลตัน (Sir William Hamilton ค.ศ. 1730-1803) อดีตทูตชาวอังกฤษประจำอยู่ที่เมืองเนเปิล ในประเทศอิตาลี ผู้มีชื่อเสียงในการสะสมโบราณวัตถุของกรีกและโรมัน (และบางส่วนของโบราณสถาน) รวมไปถึงโบราณวัตถุจำนวนมากจากอียิปต์ และซูดาน ซึ่งได้มาจากสงครามที่เรียกกันว่า “ยุทธภูมิแห่งแม่น้ำไนล์” ที่มีฝรั่งเศสเป็นคู่รบในช่วง ค.ศ. 1798 อีกด้วย กล่าวโดยสรุป ศิลปะและโบราณวัตถุในบริติชมิวเซียมได้มาจาก ‘การขนย้ายอย่างโหดเหี้ยม’ ในยุคล่าอาณานิคมแทบทั้งสิ้น ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริติชมิวเซียมมีคอลเล็กชันในครอบครองมากกว่า 13 ล้านชิ้นที่ล้วนแต่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะดินแดนทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา และภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งสองภูมิภาคนี้ต่างถูกบรรดาชาติเจ้าอาณานิคมจากยุโรปรุมแย่งชิงกัน

               ยิ่งกว่านั้น บริติชมิวเซียมได้นำโบราณวัตถุชิ้นเด่นในยุคคลาสสิกของกรีก-โรมันที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมยุโรป รวมถึงข้าวของจากวัฒนธรรมโบราณที่สำคัญของโลก ทั้งอียิปต์ เมโสโปเตเมีย มาจัดแสดง ซึ่งการจัดแสดงโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นคำเตือนและการประกาศศักดาว่ามีอำนาจเหนือดินแดนอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก ทั้งนี้ การแสดงความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนของอารยธรรมเหล่านั้นนับเป็น ‘ภารกิจของคนขาว’ (White Man’s Burden) อันมีที่มาจากแนวคิดในการมองผู้คนผิวสีอื่นแทบจะไม่ต่างไปจากสัตว์ หรือเป็น “อนารยชน” ที่ยังไม่เจริญอย่างพวกคนขาว จึงอ้างว่าการทำให้คนผิวสีอื่นมีอารยะ ด้วยการเข้าไปยึดเอาทรัพยากรธรรมชาติ และดินแดน รวมถึงปกครองคนเหล่านั้นเป็นภารกิจเพื่อทำให้คนผิวสีอื่นมีอารยะขึ้นนั่นเอง

               ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ชาวกรีก (คนขาวเช่นกัน) จะเดือดเนื้อร้อนใจกับการถูกปล้นเอาสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองในอดีตของชาติไป และมีความพยายามเรียกร้องให้บริติชมิวเซียมคืนชุดประติมากรรมหินอ่อนเอลกินกลับคือสู่ประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบันที่มีกระแสการทวงคืนโบราณวัตถุที่ถูกชาติมหาอำนาจยึดไปช่วงยุคอาณานิคมกลับคืนสู่ประเทศเจ้าของ

 

ภาพที่ 4: หินอ่อนเอลกิน ที่ถูกนำออกมาจากวิหารพาร์เธนอน ถูกจัดแสดงอยู่ภายในบริติช มิวเซียม

แหล่งที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Elgin-marbles-jan-2024.jpg)

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ