Museum Core
Handa Red Brick: โรงเบียร์คาบูโตะและรอยแผลสงคราม
Museum Core
05 มิ.ย. 69 10
ประเทศญี่ปุ่น

ผู้เขียน : ณัฐฐา สววิบูลย์

               ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ผู้คนมักมุ่งหน้าสู่ความคึกคักของโตเกียวหรือเสน่ห์ดั้งเดิมของเกียวโต ขณะที่เมืองฮันดะ (Handa) ในจังหวัดไอจิ (Aichi) อาจได้รับความนิยมน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในความเงียบสงบนั้นมีอาคารอิฐแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองผ่านกาลเวลาไปอย่างไม่เร่งรีบ และเรื่องราวน่าสนใจที่เก็บงำมายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษไว้หลังกำแพงหนาทึบ

               อาคารอิฐแดงฮันดะ (Handa Red Brick Building) หรือโรงงานผลิตเบียร์คาบูโตะ (Kabuto) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1898 ออกแบบโดย โยรินากะ สึมากิ (Yorinaka Tsumaki) สถาปนิกคนสำคัญแห่งยุคเมจิ คุณค่าของสถานที่แห่งนี้มิได้อยู่ที่ความเก่าแก่เพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องราวซ่อนไว้ในอิฐทุกก้อน ตั้งแต่นวัตกรรมอุตสาหกรรม รสชาติของเบียร์ระดับโลก รวมถึงร่องรอยบาดแผลจากสงครามที่ยังปรากฏบนผนังอย่างไม่อาจลบเลือน

 

ภาพที่ 1 สถาปัตยกรรมอาคารอิฐแดงฮันดะที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้

 

               สถานที่แห่งนี้เป็นถิ่นกำเนิดของเบียร์คาบูโตะ (Kabuto Beer) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประกาศศักยภาพของญี่ปุ่นบนเวทีเบียร์นานาชาติ อีกทั้งยังเป็นอาคารที่ยืนหยัดผ่านช่วงเศรษฐกิจญี่ปุ่นทั้งยุครุ่งเรืองและยุควิกฤต ก่อนได้รับการฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้และวัฒนธรรมของเมืองในปัจจุบัน

               สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของอาคารคือ “อิฐ” ที่เรียงตัวอย่างมั่นคง ด้วยเทคนิคการก่ออิฐแบบอังกฤษ (English Bond) เป็นการเรียงอิฐแถวหนึ่งโชว์ด้านยาว (stretcher) สลับกับอีกแถวที่โชว์หัวอิฐ (header) ซึ่งเน้นความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับอาคารอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาคารแห่งนี้ยังซ่อนนวัตกรรมด้านการควบคุมอุณหภูมิไว้ภายใน ผนังถูกออกแบบผนังอิฐกลวงสองชั้น (double brick walls หรือ "fukuheki" ในภาษาญี่ปุ่น) ด้วยการเว้นช่องว่างอากาศตรงกลางเพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน โดยเฉพาะผนังทิศเหนือที่ซ้อนกันถึง 5 ชั้น (five-layer double walls) เพื่อรักษาอุณหภูมิให้เย็นคงที่เหมาะสมต่อกระบวนการหมักเบียร์ แม้แต่เพดานก็ได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด ด้วยการถมขี้เลื่อยและแกลบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกันความร้อน พื้นโค้งรับน้ำหนักเครื่องจักรและถังหมักขนาดใหญ่ ชั้นใต้ดินช่วยรักษาความเย็นตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ อาคารทั้งหลังจึงมิได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง หากแต่เป็นเครื่องจักรขนาดมหึมาที่ห่อหุ้มด้วยอิฐแดง แสดงถึงความก้าวหน้าของยุคเมจิที่ผสานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเข้าด้วยกันเพื่อผลิตเบียร์คุณภาพเยี่ยม

 

ภาพที่ 2 นิทรรศการภายใน แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมอาคารอุตสาหกรรมเบียร์ยุคเมจิ

 

               อาคารอิฐแดงถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตเบียร์คาบูโตะภายใต้บริษัทมารูซันบริวเวอรี่ (Marusan Brewery) ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเปิดรับเทคโนโลยีตะวันตกอย่างจริงจัง สะท้อนความทะเยอทะยานของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มุ่งหมายจะสร้างเบียร์ของเมืองฮันดะให้ทัดเทียมเมืองใหญ่ ด้วยการนำเข้าเครื่องจักรและองค์ความรู้จากเยอรมนีที่นับเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการผลิตเบียร์ในยุคนั้น โมเดลจำลองโรงงานที่จัดแสดงภายในทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ที่นี่มิใช่อาคารเดี่ยวโดดเด่นท่ามกลางเมือง แต่เป็นระบบอุตสาหกรรมครบวงจร มีปล่องควันสูงตระหง่าน หม้อไอน้ำขนาดใหญ่ ลานขนส่ง และคลังสินค้าที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระเบียบ ความมุ่งมั่นดังกล่าวสัมฤทธิ์ผลในปี ค.ศ. 1900 เมื่อเบียร์คาบูโตะคว้ารางวัลเหรียญทองจากงานมหกรรมโลก ณ กรุงปารีส (Paris World Exposition) กลายเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นยุคใหม่ที่พร้อมประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

 

ภาพที่ 3 โมเดลจำลองโรงงานผลิตที่จัดส่งสินค้าไปทั่วประเทศ ภายใต้แบรนด์เบียร์คาบูโตะ

           

               ชื่อคาบูโตะ หมายถึง หมวกนักรบซามูไร ปรากฏบนขวดเบียร์ โปสเตอร์โฆษณา และลังไม้ที่พิมพ์คำว่า Kabuto Beer รถเข็นรางที่ใช้ลำเลียงสินค้าในอดีตยังแสดงให้เห็นเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ขยายตัวไปทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เส้นทางประวัติศาสตร์ของอาคารอิฐแดงฮันดะมิได้ราบรื่นตลอดเวลา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปีค.ศ. 1943 โรงงานต้องยุติบทบาทการผลิตเบียร์ลงอย่างกะทันหัน และถูกปรับใช้เป็นคลังสินค้าของบริษัทนากาจิมะแอร์คราฟ (Nakajima Aircraft) ผู้ผลิตอากาศยานรายสำคัญของญี่ปุ่น อาคารที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นมอลต์และเสียงเครื่องจักรตกเป็นเป้าโจมตีทางอากาศ และเผชิญชะตากรรมท่ามกลางสงคราม

               ปัจจุบันการเดินสำรวจผนังด้านทิศเหนือจะพบร่องรอยกระสุนปืนกลจากเครื่องบินรบที่กราดยิงเข้าใส่อาคารปรากฏอยู่บนผนังอิฐอย่างชัดเจน รอยเว้าแหว่งเหล่านั้นมิได้ถูกฉาบปิดให้เรียบเนียนและถูกเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การเลือกไม่ลบรอยแผล ทำให้อาคารไม่เพียงเล่าถึงความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรม แต่ยังสะท้อนช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย รอยกระสุนบนอิฐแดงจึงกลายเป็นความทรงจำที่จับต้องได้ เตือนใจว่าความทันสมัยและความรุนแรงเคยดำเนินเคียงข้างกันในประวัติศาสตร์ของพื้นที่

 

ภาพที่ 4 ร่องรอยกระสุนที่ยังคงปรากฏอยู่บนอาคารอิฐแดง

 

               หลังผ่านยุคสงครามและการใช้งานที่หลากหลาย อาคารได้รับการบูรณะและเปิดอีกครั้งในปีค.ศ. 2015 ด้วยแนวคิดการอนุรักษ์เพื่อรักษาโครงสร้างดั้งเดิมไว้ การปรับปรุงอาคารเพื่อจัดแสดงใช้วิธีการติดตั้งโครงเหล็กสีดำลอยตัว แยกออกจากผนังอิฐอย่างระมัดระวัง เปิดเผยให้เห็นพื้นผิวของอาคารจริง ซึ่งการจัดวางกรอบเหล็กเรียงตัวกันเป็นจังหวะตลอดแนวทางเดิน ทั้งสองฝั่งมีวัตถุจริง โมเดลจำลอง ภาพถ่ายเก่า แผนผัง สื่อดิจิทัล และห้องฉายวิดีโอขนาดย่อมที่เล่าเรื่องประวัติของโรงงาน ทำให้การชมนิทรรศการคล้ายกับการเดินผ่านไทม์ไลน์

 

ภาพที่ 5 การปรับปรุงการใช้งานอาคารเป็นห้องนิทรรศการที่คำนึงถึงโครงสร้างเดิมเป็นสำคัญ

 

               เมื่อผู้เขียนยืนอยู่หน้าภาพหม้อต้มทองแดงขนาดใหญ่ที่ติดตั้งเต็มผนังนิทรรศการ ทำให้เกิดจินตนาการถึงไอน้ำ เสียงโลหะกระทบกัน และกลิ่นมอลต์ที่เคยอบอวลในพื้นที่นี้ โรงงานแห่งนี้มิได้ผลิตเพียงเบียร์ หากยังผลิตความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจของยุคสมัยด้วย

 

ภาพที่ 6 การจัดแสดงแบบจำลองสภาพแวดล้อมของโรงงานและวัฒนธรรมการดื่มเบียร์ในยุคเมจิ

 

               พื้นที่เบียร์ฮอลล์ (Beer Hall) สร้างบรรยากาศจำลองร้านเบียร์ยุคเมจิ พร้อมป้ายโฆษณา ตัวละครแต่งกายโบราณ ลังไม้ และรถเข็นสินค้า การเล่าเรื่องผ่านฉากละคร (scenography) นี้ช่วยทำให้เข้าใจบริบทมากยิ่งขึ้น และเห็นได้ว่าการดื่มเบียร์ในญี่ปุ่นยุคนั้นนับเป็นประสบการณ์ใหม่ของคนในสังคมที่กำลังเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก

               ในวันนี้อาคารอิฐแดงฮันดะได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงอนุสรณ์สถานมาสู่การเป็นศูนย์กลางชุมชน (Community Hub) อย่างแท้จริง  นอกจากส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวรแล้ว ภายในอาคารยังมีห้องนิทรรศการหมุนเวียนที่รองรับการจัดแสดงงานศิลปะหรือกิจกรรมพิเศษต่างๆ มีพื้นที่คลับเฮาส์รองรับการประชุมและห้องทำงานให้เช่า รวมถึงคาเฟ่และร้านค้า อาคารเก่าแก่หลังนี้จึงไม่ใช่พื้นที่สงวน แต่มีชีวิตจากการเป็นพื้นที่พบปะและเรียนรู้ให้ผู้คนในท้องถิ่นแวะเวียนมาได้ตลอด เสียงสนทนา เสียงหัวเราะ และกิจกรรมของชุมชนทำให้อาคารอิฐแดงที่แข็งแรงราวกับป้อมปราการกลับมาคึกคักอีกครั้ง

               ผู้เขียนได้แวะเข้าไปในโซนร้านสินค้าที่ระลึก สังเกตเห็นว่าบรรยากาศในร้านค่อนข้างคึกคัก เต็มไปด้วยผู้คนที่ให้ความสนใจกับสินค้าท้องถิ่น มีเสียงสนทนากันอย่างเป็นกันเอง และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในร้านคงหนีไม่พ้นเบียร์คาบูโตะที่ผลิตใหม่ในขวดแก้วสีชา ติดฉลากสไตล์ย้อนยุคเมจิที่ชวนให้ระลึกถึงประวัติศาสตร์และรสชาติแห่งยุคสมัย ทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันว่าตำนานของที่นี่ไม่เคยเลือนหายไป หากเพียงปรับตัวและดำรงจิตวิญญาณแห่งซามูไรในฟองเบียร์ภายใต้รูปแบบร่วมสมัย

 

ภาพที่ 7 พื้นที่คาเฟ่ ร้านค้าจำหน่ายเบียร์คาบูโตะและสินค้าท้องถิ่น

 

              อาคารอุตสาหกรรมเก่าไม่จำเป็นต้องรื้อถอนให้กลายเป็นซาก หากสังคมเลือกจะให้คุณค่า จดจำและดูแลด้วยความเข้าใจก็สามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ศูนย์รวมของชุมชน และเป็นสะพานเชื่อมอดีตกับปัจจุบันได้อย่างงดงาม ดังเช่น อาคารอิฐแดงฮันดะที่ยังยืนหยัดอย่างสงบนิ่ง ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ผ่านผนังอิฐสีแดงที่แข็งแกร่งแน่นหนา และดำเนินต่อไปอีกหลายศตวรรษ

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

  1. Handa Red Brick Building: https://handa-akarenga.com/
  2. Aichi Now (Official Tourism Website): https://aichinow.pref.aichi.jp/en/spots/detail/31/
  3. Yasui Architects & Engineers, Inc.: https://www.yasui-archi.co.jp/en/design-dialogue/handa-red-brick-building/
แกลเลอรี่


ย้อนกลับ