ทั่วโลกล้วนมีตำนานเกี่ยวกับสัตว์ในตำนานที่ถูกเล่าขานกันมายาวนาน ปรากฎในหลายรูปแบบทั้งตำรา นิทานปรัมปรา วรรณกรรม วรรณคดี และสื่อบันเทิงหมวดหมู่แฟนตาซี ซึ่งสัตว์เหล่านั้นมักมีลักษณะที่โดดเด่น มีพลังวิเศษ อีกทั้งยังมีรูปร่างแตกต่างจากสัตว์ทั่วไปซึ่งขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมของสังคมนั้น ๆ
ในประเทศไทยมีความเชื่อเรื่องสัตว์ในตำนานที่มาจากไตรภูมิตามคติของศาสนาพุทธและฮินดูที่เล่าว่า“ป่าหิมพานต์” เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ในตำนานหลายร้อยชนิด โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นที่รู้จักอย่าง “ครุฑ” หรือพญานกจากวิมานฉิมพลี (ป่างิ้วในป่าหิมพานต์)
ครุฑ ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคมไทย ด้วยเป็นสัญลักษณ์ทางราชการกับสถาบันพระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ครุฑไม่ได้มีบทบาทแค่นั้น หากยังเห็นครุฑปรากฏอยู่ตามสิ่งต่างๆ ที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น ธนบัตร หนังสือเดินทาง ห้างสรรพสินค้าบางแห่ง หรือแม้แต่เรื่องเล่าสยองขวัญ และปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งจัดแสดงนิทรรศการและให้ความรู้เกี่ยวกับครุฑที่อาจไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน
“พิพิธภัณฑ์ครุฑ” ตั้งอยู่ที่ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ก่อตั้งโดยธนาคารธนชาตเมื่อปีพ.ศ. 2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและจัดแสดงครุฑกว่าหลายร้อยองค์ที่เคยประดับไว้ที่ธนาคารนครหลวงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ ก่อนหมดวาระการใช้งานหลังธนาคารนครหลวงไทยได้ควบรวมเข้ากับธนาคารธนชาต พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เก็บค่าเข้าชม หากแต่เปิดทำการเฉพาะวันศุกร์-เสาร์ และกำหนดการเข้าชมเป็นวันละ 3 รอบ ผู้เข้าชมจำเป็นต้องจองคิวล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ก่อน ทั้งนี้ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์จะมีวิทยากรบรรยายระหว่างชมนิทรรศการ หากใครเดินทางไปถึงก่อนเวลาสามารถเดินอ่านข้อมูลต่าง ๆ บนป้าย หรือสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อชม AR ภาพเคลื่อนไหวที่เล่าเรื่องศึกระหว่างครุฑกับนาคบนผนังทรงโค้งที่วาดเป็นภาพป่าหิมพานต์
จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดจากมารดาของทั้งสองฝ่ายได้พนันกันว่าม้าอุจไฉศรพของพระอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนผ่านมามีขนสีอะไร นางวินตา (มารดาของครุฑ) ทายว่าขนสีขาว นางกัทรุ (มารดาของนาค) ทายว่าขนสีดำ โดยนางกัทรุให้เหล่าลูกนาคแปลงกายเป็นเส้นขนเข้าไปแทรกบนตัวของม้าอุจไฉศรพจนเส้นขนสีขาวกลายเป็นสีดำ ทำให้นางวินตาแพ้พนัน จำต้องตกเป็นทาสแก่นางกัทรุถึง 500 ปี ครุฑจึงไปชิงน้ำอมฤตจากพระอินทร์มาให้แก่นาคเพื่อแลกอิสรภาพให้มารดา และได้รับพรจากพระนารายณ์ให้สามารถจับนาคกินเป็นอาหารได้ ซึ่งเรื่องเล่าฉบับนี้เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดต่อกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงผู้เขียนก็เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก

ภาพที่ 1 AR เล่าเรื่องตำนานศึกสายเลือดครุฑกับนาค
เมื่อถึงเวลานัดหมาย วิทยากรได้อธิบายกติกาการเข้าชม เล่าประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ และพาเข้าห้องชมวีดิทัศน์ที่เล่าเรื่องราวของครุฑจากหลากหลายวัฒนธรรม จากนั้นขึ้นไปที่ชั้น 2 โซนจำลองป่าหิมพานต์ โดยวิทยากรได้บรรยายเรื่องจักรวาลตามความเชื่อในไตรภูมิ สัตว์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนผนังภาพวาด วิวัฒนาการของมักกะลีผล และไข่ขนาดยักษ์ 2 ฟอง โดยจำลองเรื่องราวตอนที่นางกัทรุขอพรให้ตนมีลูกมากและออกไข่นับพันฟองที่ฟักออกมาเป็นเหล่านาค ขณะที่นางวินตาขอพรให้มีบุตรเพียง 2 องค์แต่มีพละกำลังมหาศาล แต่ไข่ทั้ง 2 ฟองไม่มีวี่แววจะฟักออกมาเสียที ด้วยความร้อนใจนางจึงทุบไข่ใบหนึ่งจนแตกทำให้บุตรที่เกิดมาพิการจึงโกรธและสาปแช่งให้นางวินตาต้องตกเป็นทาสรับใช้แก่นางกัทรุเป็นเวลา 500 ปี และผู้ที่ช่วยถอนคำสาปให้เป็นบุตรจากไข่อีกฟองหนึ่งนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเคยคิดว่าความสัมพันธ์ของครุฑกับนาคเป็นคู่มิตรที่ไม่มีความบาดหมางต่อกันอาจเป็นแนวคิดที่เพิ่งเล่าผ่านนวนิยาย หรือสื่อบันเทิงในสมัยปัจจุบัน ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเรื่องราวทำนองนี้ก็มีมาแต่ดั้งเดิมนานแล้ว

ภาพที่ 2 ป่าหิมพานต์จำลอง
โซนต่อมา วิทยากรได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า ถึงแม้ครุฑจะได้รับพรให้สามารถจับเหล่านาคกินเป็นอาหารได้ แต่มีนาคที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ พญาอนันตนาคราช ผู้ไม่เห็นด้วยและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการคดโกงของมารดา และ พญาวาสุกรีนาคราช ผู้สละตนเป็นเชือกพันเขามันทระให้เหล่าเทวดาและอสูรใช้จับในพิธีกวนเกษียรสมุทร ฝ่ายนาคที่เหลือหากอยากมีชีวิตรอดจำต้องหาวิธีทำให้แข็งแกร่งกว่าครุฑเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเคยคิดว่าความสัมพันธ์ของครุฑกับนาคเป็นคู่มิตรที่ไม่มีความบาดหมางต่อกันอาจเป็นแนวคิดที่เพิ่งเล่าผ่านนวนิยาย หรือสื่อบันเทิงในสมัยปัจจุบัน ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเรื่องราวทำนองนี้ก็มีมาแต่ดั้งเดิมนานแล้ว จากเรื่องเล่าในนิทานชาดก (ซึ่งอ้างอิงตามศาสนาพุทธ ครุฑมีมากกว่า 1 องค์ ต่างจากฮินดูที่ครุฑมีเพียงบุตรของนางวินตา) เหล่านาคทั้งหลายใช้วิธีกลืนก้อนหินลงในท้องเพื่อถ่วงน้ำหนักตัวทำให้เหล่าครุฑผู้ล่าถูกถ่วงจนตกทะเลและจมน้ำตายระหว่างพยายามจับนาค จนกระทั่งครุฑสังเกตเห็นนาคแวะเวียนไปหาสมณะเปลือยผู้หนึ่ง จึงไปขอความช่วยเหลือจนล่วงรู้ความลับเรื่องนี้ของนาค เมื่อครุฑจับนาคได้ก็ยกส่วนท้ายขึ้นเพื่อให้ก้อนหินร่วงออกทางปาก ฝ่ายนาคจึงรู้ตัวว่าถูกหักหลังโดยผู้ที่ไว้ใจก็คร่ำครวญว่าไม่น่าเปิดเผยความลับแก่ผู้อื่น ฝ่ายครุฑระลึกได้ว่าชัยชนะครั้งนี้ไม่ขาวสะอาดจึงปล่อยให้นาคเป็นอิสระ ทำให้นาคซาบซึ้งต่อความเมตตาของครุฑ ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ตกลงสงบศึก ในชาติภพต่อมาครุฑเกิดเป็นพระพุทธเจ้า นาคเกิดเป็นพระสารีบุตร ส่วนสมณะเปลือยเกิดเป็นพระเทวทัต
แม้ทราบดีอยู่แล้วว่า ครุฑเป็นสัญลักษณ์แทนของหน่วยข้าราชการที่สืบเนื่องมาจากแนวคิดเรื่องสมมติเทพของพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นอวตารของพระนารายณ์ ซึ่งมีครุฑเป็นพาหนะประจำพระองค์ ดังเห็นเป็นรูปธรรมจากประติมากรรมรูป “นารายณ์ทรงสุบรรณ” กระนั้น ผู้เขียนไม่เคยทราบว่าเหตุใดครุฑจึงกลายมาเป็นพาหนะของพระนารายณ์ รวมถึงศัพท์คำว่า “สุบรรณ” มีที่มาอย่างไร
อย่างไรก็ดี ความสงสัยนี้ได้รับการเฉลยในนิทรรศการโซนถัดมาที่เล่าเรื่องว่า ครุฑได้ต่อสู้กับพระอินทร์เพื่อชิงน้ำอมฤต แม้ศาสตราวุธของพระอินทร์ก็ไม่สามารถทำอันตรายครุฑได้ แต่ด้วยความเคารพต่อพระอินทร์ ครุฑจึงยอมสลัดขน 1 เส้นให้ร่วงลงสู่พื้นดิน เป็นขนนกที่มีลักษณะงดงามอย่างยิ่ง โดยคำว่า สุบรรณ หมายถึง ผู้มีปีกงาม หรือครุฑ เมื่อชิงน้ำอมฤตได้มาแล้วก็ถูกพระนารายณ์ขัดขวางและต่อสู้กัน โดยไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบแพ้ชนะ ต่อมาพระนารายณ์ได้ทราบว่าเหตุผลการกระทำของครุฑเป็นไปด้วยความกตัญญูต่อมารดา จึงเสนอให้ครุฑมาเป็นพาหนะของพระองค์ และให้พรวิเศษ 2 ข้อ คือ การเป็นอมตะโดยไม่ต้องพึ่งน้ำอมฤต และสามารถจับเหล่านาคกินเป็นอาหารได้
นิทรรศการโซนถัดไปเล่าเรื่องเกี่ยวกับบทบาทต่าง ๆ ของครุฑและความเกี่ยวข้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปิดท้ายด้วยการจัดแสดงประติมากรรมครุฑจากธนาคารนครหลวงสาขาต่างๆ ซึ่งผู้เขียนมองเห็นเพียงภาพรวมว่านั่นคือพญานกกายสีแดงกำลังกางปีกในท่าตั้งวง หากแต่ได้ข้อมูลจากวิทยากรที่อธิบายเพิ่มเติมว่าครุฑแต่ละองค์นั้นมีการออกแบบองค์ประกอบและความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับที่ตั้งของธนาคาร เช่น ใบหน้านกเน้นเรื่องเมตตามหานิยมเพื่อเรียกลูกค้า ใบหน้ายักษ์เน้นเรื่องการมีชัยเหนือคู่แข่ง และใบหน้าเทวดาเน้นเรื่องความสวยงาม ท่ากางปีกมีทั้งแบบตั้งวงบน และแบบเหยียดแขนตรง ลักษณะเท้าทำมุม 45 องศา และเท้าขนานกับพื้น อีกทั้งวัสดุดั้งเดิมนิยมทำจากไม้แกะสลักแยกชิ้นนำมาประกอบเข้าด้วยกัน แต่ไม่ทนทานต่อสภาพอากาศในระยะยาว และหาไม้ทดแทนได้ยากหากชำรุด สมัยต่อมาจึงเปลี่ยนวัสดุเป็นไฟเบอร์แทน แต่ก็ลดทอนความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ลงไปด้วย จึงมีการสร้างแม่พิมพ์ต้นแบบให้มีจิตวิญญาณด้วยการทำช่องกลางอกแม่พิมพ์แล้วปั้นดินรูปหัวใจบรรจุใส่เข้าไป ซึ่งสามารถแยกครุฑทั้ง 2 แบบได้อย่างง่ายดาย โดยสังเกตว่าครุฑที่ทำจากไม้ มีน้ำหนักมาก ต้องใช้ฐานขาตั้งเหล็กรองรับ ขณะที่ครุฑที่ทำจากไฟเบอร์มีน้ำหนักเบากว่า สามารถแขวนบนผนังและตั้งบนฐานขาตั้งไม้ได้

ภาพที่ 3 องค์ครุฑประจำธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ
นอกจากครุฑแบบต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วยังมีรูปครุฑที่มีลักษณะพิเศษเป็นอกลักษณ์เฉพาะด้วย ตัวอย่างเช่น ครุฑจากสาขาเยาวราชมีเครื่องทรงประดับศีรษะทำเป็นพระมาลาแทนการสวมเทริดอย่างปกติ มีลักษณะรูปทรงใกล้เคียงกับหมวกฮ่องเต้ รวมถึงลักษณะรูปทรงกายภาพไม่เน้นแสดงกล้ามเนื้อ มีคางสองชั้นตามลักษณะของผู้มีอันจะกิน และทาสีกายเป็นโทนสีชมพูอย่างโรสโกลด์ (Rose Gold) สื่อความหมายถึงย่านเยาวราช พื้นที่ที่มีคนจีนฐานะดีอาศัยอยู่มากและเต็มไปด้วยห้างทอง
ในขณะที่ครุฑจากสาขาท่าพระจันทร์มีลักษณะรูปทรงกายภาพที่แสดงกล้ามเนื้อชัดเจนกว่า เนื่องจากวัสดุที่ใช้เป็นไม้สักทอง และครุฑจากสาขาราชดำเนิน มีร่องรอยชำรุดที่เกิดจากอาวุธปืนและการฉุดกระชากในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี พ.ศ.2535 นับว่าเป็นครุฑที่มีส่วนบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เอาไว้

ภาพที่ 4 องค์ครุฑประจำธนาคารนครหลวงไทยสาขาเยาวราช สาขาท่าพระจันทร์ และสาขาราชดำเนิน
ในทัศนะของผู้เขียน การได้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับได้ว่ามีความคุ้มค่าอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแค่การได้ชื่นชมความงามของงานศิลปะ แต่ยังได้รับความรู้ใหม่เกี่ยวกับครุฑที่ไม่เคยทราบมาก่อนผ่านการถ่ายทอดที่น่าสนใจ ซึ่งความรู้ใหม่ที่เพิ่มพูนนั้นมากมายจนไม่สามารถถ่ายทอดได้ทุกเรื่อง จึงอยากสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจได้ลองสัมผัสด้วยตนเอง และอาจได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจจากพิพิธภัณฑ์ครุฑด้วยเช่นกัน
ผู้สนใจสามารถตรวจสอบช่วงวันเวลาเข้าชมพิพิธภัณฑ์และทำการจองได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdW3izP6mnGoJETqaryFSV8YYnTS6ZXkQJy_ORFgTkc1u7O6A/viewform