Museum Core
สำรวจชีวิตทางสังคมของสมุนไพรที่พิพิธภัณฑ์ฟิโตในนครโฮจิมินห์
Museum Core
12 มิ.ย. 69 33
ประเทศเวียดนาม

ผู้เขียน : บัณฑิต ศิริรักษ์โสภณ

               ประเทศเวียดนามมีองค์ความรู้ในการใช้พืชสมุนไพรรักษาโรคมายาวนาน สืบย้อนไปไกลถึง 257 ปีก่อนคริสตกาล แม้ในเวลาต่อมาจะได้รับอิทธิพลจากการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนตะวันตกจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสก็ตาม กระนั้นการแพทย์แผนเวียดนามก็ไม่เคยสูญหายไปจากสังคม แต่มีการผสมผสานความรู้ท้องถิ่นเข้ากับความรู้ภายนอกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขของประเทศ เคียงคู่กับการแพทย์ตะวันตกสมัยใหม่

               เมื่อปลายปี ค.ศ. 2025 ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนโบราณเวียดนาม (Vietnam’s Traditional Medicine Museum) หรือรู้จักกันในชื่อ “พิพิธภัณฑ์ฟิโต” (FITO Museum) ก่อตั้งโดย ดร. เล แค็ก เติม (Lê Khắc Tâm) นักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนโบราณ เปิดให้เข้าชมในปี ค.ศ. 2007 ปัจจุบัน ฟิโตเป็นหนึ่งในธุรกิจเอกชนที่ผลิตและพัฒนายาสมุนไพรของเวียดนาม

               พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในตึกแถวสูง 6 ชั้น บนตรอกแห่งหนึ่งในนครโฮจิมินห์ ซึ่งมีการตกแต่งภายในด้วยโครงสร้างไม้แบบเวียดนามดั้งเดิม ซึ่งแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกอาคารอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังมีห้องจัดแสดง 18 ห้อง และวัตถุจัดแสดงมากกว่า 3,000 ชิ้น บางชิ้นมีอายุเก่าแก่กว่า 3,500 ปี รวมถึงบรรยากาศของการจัดแสดงในแต่ละชั้นยังให้ความรู้สึกราวกับย้อนอดีตผ่านห้วงเวลาหนึ่งสู่อีกห้วงเวลาหนึ่ง

 

ภาพที่ 1 (ซ้าย) บรรยากาศด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ฟิโต และ (ขวา) หอคอยศิลปะจาม

 

ประวัติศาสตร์และพัฒนาการการแพทย์แผนเวียดนาม

               กลิ่นเฉพาะตัวของสมุนไพรทำให้ผู้ชมรับรู้ได้ทันทีว่ามาถึงพิพิธภัณฑ์แล้ว ผู้เขียนเข้าเยี่ยมชมพร้อมกับกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวในชุดอ่าวหญ่าย (Ao Dai) หลากหลายสีสันที่พร้อมสำหรับการถ่ายรูป หลังจากชมวีดิทัศน์เพื่อเข้าใจภาพรวมของประวัติศาสตร์และพัฒนาการการแพทย์แผนเวียดนามที่ชั้น 1 แล้ว การเดินชมนิทรรศการด้วยตัวเอง เริ่มต้นที่ชั้น 6 ชั้นบนสุดของอาคาร โดยย้อนกลับไปสำรวจภูมิทัศน์การแพทย์ตะวันออก เล่าเรื่องราวด้วยด้วยรูปภาพแขวนเรียงรายบนผนังยาวตลอดแนว มีทั้งภาพบุคคล อวัยวะภายในร่างกาย หรือกายวิภาคแบบโบราณ ตำรายา บรรยากาศการเรียนการสอน รวมทั้งการตรวจวินิจฉัย

               ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นถ้วยและโถในตู้กระจก ซึ่งมีข้อมูลเพียงชื่อที่เขียนด้วยตัวอักษรจีน ทำให้ผู้เขียนปะติดปะต่อเรื่องราวและตีความด้วยตัวเองว่าเป็นรูปภาพของบุคคลสำคัญในวงการแพทย์ และเข้าใจว่าการแพทย์พื้นบ้านของเวียดนามได้รับอิทธิพลจากการแพทย์แผนจีนอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับสมดุลของร่างกายและพลังชีวิตที่มีเครือข่ายความรู้เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันกับวัฒนธรรมอื่นอย่างแพทย์แผนเกาหลีและญี่ปุ่น จุดที่น่าสังเกตคือชั้นนี้มีการสร้างหอคอยศิลปะจาม ทำเป็นโครงสร้างอิฐซ้อนชั้นลดหลั่นลงมา ประดับด้วยเทวรูปหลายขนาด เช่น นางอัปสรา ศิวลึงค์ แท่นโยนี เพื่อจำลองเทวสถานฮินดู

               เมื่อลงมาที่ชั้น 5 นิทรรศการนำเสนอแนวคิดและบุคคลสำคัญของวงการแพทย์เวียดนาม จัดแสดงด้วยรูปต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาพร้อมรายชื่อหมอผู้มีคุณูปการสำคัญต่อการแพทย์เวียดนาม และตัวอย่างเครื่องมือการแพทย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ด้านข้างเป็นระเบียงที่มองเห็นทิวทัศน์ของเมือง มีอ่างล้างเท้าทำจากหินอ่อนพร้อมก๊อกน้ำ รองเท้าแตะ ผ้าขนหนูที่วางเตรียมไว้ และด้านข้างมีถุงสมุนไพรวางไว้ในตะกร้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุจัดแสดง และเชิญชวนให้ผู้ชมทดลองสัมผัสประสบการณ์แช่เท้าในน้ำสมุนไพร

               กล่าวกันว่า เท้าเป็นอวัยวะที่เป็นศูนย์รวมของระบบประสาทและเชื่อมสัมพันธ์กับอวัยวะภายในร่างกายผ่านจุดต่าง ๆ บนฝ่าเท้า เช่น บริเวณปลายเท้าเชื่อมโยงกับศีรษะ สมอง ตา บริเวณกลางเท้าเชื่อมโยงกับปอด หัวใจ กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ขณะที่บริเวณเท้าส่วนล่างจะสัมพันธ์กับลำไส้ ระบบขับถ่าย อวัยวะภายในส่วนล่าง ดังนั้น การแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นผสมด้วยสมุนไพรนอกจากช่วยให้เกิดความผ่อนคลายแล้ว ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเส้นลมปราณหรือ ‘ชี่’ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดได้สะดวกขึ้น นับเป็นวิธีหนึ่งในการดูแลสุขภาพที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

 

เบื้องหลังของเภสัชกรรมพื้นบ้าน

               ชั้นที่ 4 การจัดแสดงนำเสนอเกี่ยวกับระบบการแพทย์แผนโบราณของเวียดนาม ด้วยคำถามว่า วงจรของการผลิตยาเป็นอย่างไร เครื่องมือเภสัชกรรมพื้นที่บ้านประกอบด้วยอะไรบ้าง และพื้นที่ของร้านขายยาสมุนไรในอดีตมีบทบาทกับผู้คนอย่างไร และชวนให้ผู้ชมค้นพบข้อมูลผ่านร้านขายยาจำลองบรรยากาศในศตวรรษที่ 19 เริ่มต้นจากตัวอย่างวัตถุดิบ อาทิ พืชสมุนไพร ซากสัตว์ แร่ธาตุที่ดองผสมรวมกันอยู่ในขวดโหล มีตู้ลิ้นชักไม้เล็ก ๆ หลายช่องเก็บยา ทั้งแบบแห้ง ผง และสำเร็จรูป รวมทั้งอุปกรณ์กระบวนการเตรียมยาอย่างครก มีดหั่นสมุนไพร เป็นต้น สมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาที่ใช้รักษาและป้องกันโรค ได้แก่ ขิง หมาก ลูกเดือย ชะพลู โป๊ยกั๊ก พืชตระกูลเถา อบเชย ไม้กฤษณา และเครื่องเทศอีกหลายชนิด

               การรักษาแบบแพทย์แผนโบราณมักสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ดื่มชาเพื่อช่วยย่อย เคี้ยวหมากเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย นิยามของยาจึงไม่ได้จำกัดแค่เพียงการรักษา แต่ครอบคลุมถึงกลไกป้องกันและดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อสร้างความสมดุลและพลังชีวิต ความเชื่อนี้สะท้อนผ่านสุภาษิตเวียดนามที่กล่าวว่า Nam dược tr Nam nhân [นามเยือก จิ่ นามเญิน] หรือ ‘สมุนไพรเวียดนามรักษาคนเวียดนาม’

 

ภาพที่ 2 การคัดแยกและเก็บรักษาสมุนไพรในกระสอบป่าน

 

ภาพที่ 3 (ซ้าย) เครื่องมือในงานแพทย์แผนโบราณเวียดนาม และ

(ขวา) ไหลากหลายรูปทรงสำหรับดองสมุนไพรด้วยเหล้า

 

               โซนถัดมาในชั้นที่3 นิทรรศการชี้ชวนให้ผู้ชมหาคำตอบว่ายาสมุนไพรหมักอย่างไร ใส่ภาชนะแบบไหน ใช้วิธีการหมักอย่างไร และแพทย์พื้นบ้านเวียดนามเชื่อมโยงกับการยาดองสมุนไพรอย่างไร ซึ่งการทำยาดองนั้นต้องอาศัยความพิถีพิถีน ทั้งวัตถุที่ใช้ ภาชนะบรรจุ และระยะเวลา มีการจัดแสดงเครื่องมือที่แพทย์แผนโบราณใช้งาน เช่น มีดหั่นยา ทำจากเหล็กหนาหนัก ใช้ในการหั่น หรือซอยสมุนไพรได้ทุกส่วน ทั้งราก เหง้า เนื้อไม้ที่แข็งและหนาให้เป็นชิ้นเล็กบางสม่ำเสมอกันก่อนนำไปต้มหรือตุ๋น รางบดยา อุปกรณ์ที่ใช้บดสมุนไพรให้เป็นผงละเอียดที่มีการแกะสลักส่วนฐานเป็นรูปสัตว์มงคล เป็นต้น

               อีกด้านหนึ่งของห้องจัดแสดงไหจำนวนมากหลากหลายรูปทรง ทั้งทรงสูงและเตี้ย มีหูไม่มีหู เคลือบสี หรือมีลวดลายหลากหลาย ทำให้ผู้เขียนค้นพบว่า การดองสมุนไพรในไหสุราเป็นวิธีเก่าแก่ที่นิยมมาก เพราะเชื่อว่าช่วยปรับสมดุลหยิน-หยาง เปิดเส้นลมปราณ อีกทั้งสุรากลั่นที่ใช้ดองสมุนไพรก็มีหลายชนิด ทั้งทำจากข้าว ข้าวเหนียว และมันฝรั่งขึ้นอยู่กับสภาพภูมิศาสตร์ นอกจากนี้รูปทรงไหยังสัมพันธ์กับหน้าที่ใช้สอยอย่างไหที่มีหูจับสองข้างออกแบบให้ง่ายสำหรับยกฝังดินหลายร้อยวัน ดังนั้นไหสำหรับดองยาจึงมีเทคนิคและภูมิปัญญาเฉพาะ รวมถึงเป็นมรดกทางศิลปะที่ล้ำค่า ซึ่งร่องรอยของวัตถุเหล่านี้ช่วยบอกเล่าความรู้ และฝีมือของช่าง

               การแพทย์แผนเวียดนามมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนทุกชนชั้นในสังคม ร้านขายยาสมุนไพรเป็นทั้งพื้นที่ปรุงยา ตรวจรักษา และซื้อขายยา เมื่อสมุนไพรเดินทางสู่ราชสำนักก็ก่อเกิดเป็นสถาบันแพทย์หลวงที่จัดแสดงภายในชั้นที่ 2 มีการตกแต่งภายในด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้หนักที่ดูโอ่อ่าเพื่อจำลองภาพของสำนักแพทย์หลวงที่มีบทบาทในฐานะอุปถัมภ์ความรู้ พร้อมกับจัดแสดงตำรายาโบราณและรายชื่อตำราสำคัญ ซึ่งเป็นรูปแบบการสะสมความรู้จากคำบอกเล่าปากต่อปากผ่านการจดจำ คัดเลือก จัดหมวดหมู่ แล้วบันทึกอย่างเป็นระบบผ่านตัวอักษรเวียดนามโบราณ หรือตัวอักษรฮั่นโนม (Hán-Nôm) ก่อนการใช้อักษรโรมัน นับเป็นกระบวนการสร้างความเป็นศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางขึ้น

 

จากแพทย์แผนโบราณสู่สินค้าสมัยใหม่

               ตลอดทางระหว่างบันไดเชื่อมต่อชั้น 1 และชั้น 2 มีการประดับตกแต่งด้วยภาพโปสเตอร์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ภาพหนุ่มสาวในชุดพื้นเมืองทันสมัยเคียงคู่กับสินค้าที่มีฉากหลังเป็นพืชสมุนไพร เพื่อให้ผู้ชมเกิดภาพจำกิจการปรุงยาในยุคเฟื่องฟูช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ใบปลิว สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ‘สร้างแบรนด์’

               หลังชมนิทรรศการจบลงมาที่จุดเดิมบริเวณชั้นที่ 1 มีร้านขายยาสมุนไพรและของที่ระลึกที่เชื่อมโยงเรื่องราวประวัติศาสตร์กว่า 2 พันปี เข้ากับเภสัชอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ประกอบด้วยสูตรตำรับ ควบคุมคุณภาพการผลิต บรรจุและเก็บรักษา ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของยาสมุนไพรจากวัตถุดิบธรรมชาติให้กลายเป็นยาภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่มีกฎหมายกำกับ รวมถึงแปลงโฉมยาสมุนไพรไปสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสมุนไพรในรูปแบบอาหารเสริม ชาสมุนไพร และเครื่องสำอาง

 

ภาพที่ 4 (ช้าย) ตู้แสดงตัวอย่างสมุนไพร ปัจจุบันค้นพบพืชสมุนไพรในเวียดนามอย่างน้อย 1,863 ชนิด

ครอบคลุม 238 วงศ์พืช และ (ขวา) ตัวอย่างภาพวาดพืชสมุนไพรในเวียดนาม

 

ภาพที่ 5 (ซ้าย) ใบปลิวโฆษณายาสมุนไพร/ยาแผนโบราณ และ

(ขวา) ตู้จัดแสดงยาสมุนไพร/ยาแผนโบราณที่วางขายในท้องตลาด

 

               ระบบการแพทย์แบบดั้งเดิมสะท้อนกระบวนการแก้ปัญหาของคนในอดีต ผ่านการสังเกต ลองผิดลองถูก จากประสบการณ์ธรรมดาสามัญค่อย ๆ เป็นความรู้อย่างเป็นรูปธรรมอย่าง ‘กินเป็นยา’ หรือการดูแลรักษาร่างกายด้วยอาหาร แม้ไม่อาจรับรองว่าจะทำให้มีอายุยืนยาว แต่การดูแลใส่ใจอาหารการกินในชีวิตประจำวันนำมาสู่คุณภาพชีวิตได้ นอกจากนี้การแพทย์พื้นบ้านยังสะท้อนถึงความเคารพของคนต่อธรรมชาติ อันเป็นหนึ่งในกลไกของการทำให้ธรรมชาติกลับคืนสู่สมดุล

               ข้าวของในพิพิธภัณฑ์ฟิโตทำหน้าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์การแพทย์แผนเวียดนามตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงสมัยใหม่  พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ของความทรงจำที่แสดงให้เห็นว่าเวียดนามมีความรู้ทางการแพทย์ของตัวเองมายาวนาน การแพทย์ไม่ได้เป็นแค่เพียงวิธีรักษาโรคหรือความเจ็บป่วย แต่ยังสัมพันธ์กับระบบความเชื่อที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างชาติและสัญลักษณ์ของชุมชน

               การจัดแสดงที่เอื้อให้วัตถุได้บอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวเองผ่านกลิ่น รูปร่าง วัสดุ น้ำหนักและผิวสัมผัส อาจมีส่วนเสริมสร้างพลังการรับรู้ได้มากกว่าการให้ข้อมูลผ่านบอร์ดนิทรรศการ หรือฟังเรื่องเล่าจากภัณฑารักษ์ วัตถุจัดแสดงช่วยหล่อหลอมประสบการณ์ให้ผู้ชมได้ย้อนอดีต ทำให้ความรู้แพทย์แผนโบราณไม่เคยเลือนหายไปจากสังคมเวียดนาม

 

เอกสารอ้างอิง

Arnold, K., & Söderqvist, T. (2011). Medical Instruments in Museums: Immediate Impressions and Historical Meanings. Isis102(4), 718–729. https://doi.org/10.1086/663613

Chen, N. N. (2009). Food, Medicine, and the Quest for Good Health: Nutrition, Medicine, and Culture. Columbia University Press.

FITO Museum. (n.d.). https://fitomuseum.com.vn/

Latour, B. (2007). Reassembling the Social: An Introduction to Actor-Network-Theory. Oxford          University Press.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ