Museum Core
Masjid Jamek จากสุสานมลายูสู่มัสยิดอิฐแห่งแรกของกัวลาลัมเปอร์
Museum Core
29 มิ.ย. 69 119
ประเทศมาเลเซีย

ผู้เขียน : รหัท กิจจริยภูมิ

               ทำไมอาคารศาสนสถานหรือโบราณสถานบางแห่ง ยิ่งผ่านกาลเวลาไปนานเท่าไรก็ยิ่งมีความขลังและคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น มัสยิดสุลต่านอับดุล ซามัด จาเม็ก หรือชื่อย่อว่ามัสยิดจาเม็ก (Masjid Jamek)

 

ภาพที่ 1 ประตูทางเข้าด้านในมัสยิดจาเม็ก

 

               ด้านสถาปัตยกรรม มัสยิดแห่งนี้เป็นผลงานการออกแบบของ อาร์เทอร์ เบนิสัน ฮับแบ็ก (Arthur Benison Hubback) หัวหน้าสถาปนิกของรัฐบาลแห่งสหพันธรัฐมลายูในสมัยที่มาเลเซียยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยฮับแบ็กได้เลือกนำเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแบบโมกุล (Mughal) จากอินเดียมาประยุกต์เข้ากับศิลปะอินโด-ซาราเซนิก (Indo-Saracenic) ซึ่งเป็นการผสมผสานอัตลักษณ์อิสลามเข้ากับโครงสร้างตะวันตกในยุควิกตอเรียนได้อย่างลงตัว

 

ภาพที่ 2 ต้นมะพร้าวและสวนขนาดย่อมที่ประดับให้บรรยากาศของมัสยิดร่มรื่นขึ้น

 

               มัสยิดสร้างขึ้นบนพื้นที่เดิมของสุสานชาวมลายู ซึ่งตั้งอยู่บนจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำแกลง (Klang River) และแม่น้ำกอมบัก (Gombak River) โดยมีความตั้งใจให้เป็นมัสยิดหลักของกรุงกัวลาลัมเปอร์แทนที่มัสยิดถนนชวา (Java Street Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดเก่าแก่ของชุมชนมุสลิมในกัวลาลัมเปอร์ยุคแรกและถูกรื้อถอนเพื่อการพัฒนาเมืองและขยายถนน หลุมศพหลายแห่งถูกขุดย้ายในช่วงการก่อสร้าง ขณะที่หลุมศพบางส่วนยังคงหลงเหลืออยู่ในบริเวณสุสานที่สังเกตเห็นได้จากแผ่นศิลาเก่า

               ชื่อมัสยิด "จาเม็ก" มาจากคำในภาษาอาหรับว่า "จามิอ์" (جامع) ซึ่งแปลว่าสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อประกอบศาสนกิจ นอกจากนี้ผู้คนยังนิยมเรียกมัสยิดแห่งนี้ว่า "มัสยิดวันศุกร์" (Friday Mosque) เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันสำคัญที่ชาวมุสลิมจะมารวมตัวกันเพื่อละหมาดวันศุกร์ (Friday prayer) ณ มัสยิดที่เป็นศูนย์กลาง

 

ภาพที่ 3 ศิลาฤกษ์ที่บอกเล่าเรื่องราวการก่อสร้างมัสยิดจาเม็ก

แหล่งที่มาภาพ: https://www.freemalaysiatoday.com/category/top-lifestyle/2021/01/30/masjid-jamek-kls-oldest-and-most-significant-mosque

 

               วัสดุหลักที่ใช้สร้างอาคารมัสยิดเป็นหินอ่อนจากเมืองอิโป (Ipoh) เมืองใหญ่ในรัฐเพรัก ซึ่งขับเน้นโดมทรงหัวหอมยอดทรงฉัตรที่สง่างาม ให้โดดเด่นสะดุดตา และซุ้มประตูมีการออกแบบที่หลากหลาย รูปแบบผสมผสานเข้ากับการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิต ลวดลายพรรณไม้อาราเบสก์ (Arabesque) ที่อ่อนช้อยเป็นลายต่อเนื่องกัน หรือลวดลายที่บรรจงสลักเสลาตามเสาและผนังที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปะอิสลามจากตะวันออกกลางและอินเดียที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างวิจิตรงดงาม

               นอกจากความงามของวัสดุ ภายในมัสยิดยังแฝงด้วยรายละเอียดความประณีต ทั้งบันไดวนที่ทำจากเหล็กหล่อ และพื้นกระเบื้องลวดลายคล้ายเสื่อละหมาดที่สั่งผลิตโดยตรงมาจากแดนไกลอย่างอังกฤษ รวมถึงลานกว้างตรงกลางที่เปิดโล่งรับแสงแดด และมีสระน้ำตั้งอยู่เป็นตรงกลางเพื่อเป็นจุดชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งปัจจุบันสระน้ำนี้ยังคงปรากฏอยู่พร้อมหออะษาน (minaret) ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่สองข้าง

               ย้อนกลับไปในอดีต ภาพที่ปรากฏทั่วไปจนคุ้นตาเป็นภาพผู้คนพายเรือลัดเลาะตามจุดบรรจบของแม่น้ำแกลงและกมบัค เพื่อใช้ผืนน้ำจากแม่น้ำสายในการชำระร่างกายก่อนก้าวเท้าเข้าสู่มัสยิดเพื่อประกอบพิธีศรัทธา สายน้ำแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสัญจร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวสู่ความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณของชาวกัวลาลัมเปอร์มาอย่างยาวนาน

               มัสยิดแห่งนี้ใช้งบประมาณในการสร้างราว 32,625 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1 ล้านบาทไทย) โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งชุมชนชาวมลายูและรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ มีพิธีวางศิลาฤกษ์อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1908 และต่อมาสุลต่านอะเลดดิน สุไลมาน ชาห์ (Sultan Alaeddin Sulaiman Shah) สุลต่านแห่งรัฐสลังงอร์ (Selangor) เป็นประธานในพิธีเปิดมัสยิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ.1909

 

ภาพที่ 4 เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ค.ศ. 1971

แหล่งที่มาภาพ: https://www.nst.com.my/news/nation/2021/12/756470/how-kl-weathered-great-floods-1971

 

ภาพที่ 5 เมื่อฝนตกจนน้ำท่วมเอ่อล้นจนมัสยิดจาเม็กกลายเป็นมัสยิดกลางน้ำ

แหล่งที่มาภาพ: https://malaysia.news.yahoo.com/masjid-jamek-now-island-central-103033244.html

 

               ในฐานะศาสนสถานหลักของเมือง มัสยิดแห่งนี้ประสบกับเหตุการณ์พลิกผันหลายครั้ง ทั้งน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1926 มีฝนตกหนักติดต่อกันนานกว่า 50 ชั่วโมง ทำให้ระดับน้ำจากแม่น้ำทั้งสองสายเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์อุทกภัยที่รุนแรงที่สุด และมีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่อีกครั้งภายในมาเลเซียได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1971 นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์น้ำท่วมอีกหลายครั้งในยุคปัจจุบัน ทำให้ภาพมัสยิดจาเม็กตั้งอยู่ท่ามกลางสายน้ำประหนึ่งมัสยิดกลางน้ำกลายเป็นภาพจำสำคัญ

               ยิ่งไปกว่านั้น มัสยิดจาเม็กไม่ได้เผชิญเฉพาะน้ำท่วม ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดครองมลายู ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1941 มัสยิดแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีทางอากาศ แรงระเบิดพุ่งเข้าใส่บริเวณมัสยิด รวมถึงคร่าชีวิตผู้คนที่เข้ามาหลบภัย 3 คน ทิ้งรอยแผลทางประวัติศาสตร์ไว้กับสถานที่แห่งนี้ ต่อมาภายหลังมัสยิดได้รับการบูรณะหลายครั้งพร้อมต่อเติมพื้นที่หลายส่วน โดยเฉพาะห้องโถงที่สามารถขยายการรองรับผู้คนจากเดิม 400 คน เป็น 5,000 คน ในปัจจุบัน เนื่องด้วยมัสยิดมีผู้คนมาประกอบพิธีทางศาสนาหนาแน่นเป็นพิเศษในช่วงละหมาดวันศุกร์

               แม้มัสยิดจาเม็กทำหน้าที่เป็นมัสยิดหลักของกัวลาลัมเปอร์มาอย่างยาวนาน แต่การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้พื้นที่ของมัสยิดไม่สามารถรองรับผู้คนได้มากพอต่อความต้องการ จึงนำไปสู่การสร้างมัสยิดแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่และทันสมัยกว่าในปี ค.ศ. 1965 โดยมัสยิดเนการา (Masjid Negara) ทำหน้าที่เป็นมัสยิดแห่งใหม่ประจำเมืองแทน อย่างไรก็ตาม คุณค่าของมัสยิดจาเม็กไม่เคยลดน้อยลงไป

 

ภาพที่ 6 ทัศนียภาพริมน้ำหน้ามัสยิดจาเม็กหลังการปรับปรุงในโปรเจกต์ River of Life

 

               ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม มัสยิดจาเม็กยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมด้วยต้นมะพร้าวท่ามกลางความทันสมัยของตึกระฟ้าที่โอบล้อมได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกแห่งชาติของมาเลเซียอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2009 และในปัจจุบัน มัสยิดจาเม็กได้รับการดูแลภายใต้โครงการฟื้นฟูแม่น้ำและปรับปรุงทัศนียภาพครั้งใหญ่ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ (KL River of Life) ซึ่งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์และเพิ่มพื้นที่สาธารณะ มีการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มความร่มรื่น ติดตั้งน้ำพุ และประดับไฟ ช่วยเนรมิตให้มัสยิดดูสว่างไสวสวยงามยามค่ำคืน

               มัสยิดจาเม็กไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา แต่ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ พื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เป็นพื้นที่สงบใจของชาวเมืองกัวลาลัมเปอร์ที่จังหวะชีวิตเร่งรีบ ท่ามกลางความทันสมัยและตึกระฟ้ามัสยิดแห่งนี้คงตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาวมาเลเซีย เพราะไม่ว่าเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหน มัสยิดแห่งนี้ยังเตือนใจถึงรากเหง้าและจุดเริ่มต้นของกัวลาลัมเปอร์ที่ยังคงส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่น

*ข้อควรรู้ก่อนเยี่ยมชมมัสยิด: การแต่งกายควรแต่งกายสุภาพมิดชิด หากชุดไม่เรียบร้อย บริเวณทางเข้าจะมีบริการให้ยืมชุดคลุมสำหรับนักท่องเที่ยว

 

ข้อมูลอ้างอิง

Abubakar, M., & Ibrahim, M. S. (2023). PROSIDING SAKAPARI 7: Analytical study of architectural heritage. Universitas Islam Indonesia. https://dspace.uii.ac.id/bitstream/handle/123456789/43178/PROSIDING%20SAKAPARI%207_51.pdf?sequence=1&isAllowed=y

Free Malaysia Today. (2021, January 30). Masjid Jamek: KL’s oldest and most significant mosque. https://www.freemalaysiatoday.com/category/top-lifestyle/2021/01/30/masjid-jamek-kls-oldest-and-most-significant-mosque

Jabatan Wilayah Persekutuan. (n.d.). Masjid Jamek: River of Life (RoL) project. https://rolkl.jwp.gov.my/en/posts/masjid-jamek

Leverage Hotel. (n.d.). Masjid Jamek Sultan Abdul Samad: A historical landmark. https://leveragehotel.com/blogs/yu-hotel-chinatown/masjid-jamek-sultan-abdul-samad?srsltid=AfmBOooP1TmSCOIqQU6b_qp7rXE7D2kcRps99yVGh6MCQbgBt7NKQkM4

Pritchard, A. B. (n.d.). Masjid Jamek Kuala Lumpur: Architecture of A.B. Hubback. https://www.abhubback.com/masjidjamekkualalumpur

Yahaya, N., & Ahmad, Y. (2024). Path, Portal, Place: Cultural Heritage Site Observations at Jamek Mosque, Kuala Lumpur as a Spiritual Tourism Destination. ResearchGate. https://www.researchgate.net/publication/380212571_Path_Portal_Place_Cultural_Heritage_Site_Observations_at_Jamek_Mosque_Kuala_Lumpur_as_a_Spiritual_Tourism_Destination

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ