ญี่ปุ่นมีเส้นทางรถไฟครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่แม้ในชนบทห่างไกล หากสุดทางรถไฟเป็นทะเลแล้วต้องการเดินทางไปยังเกาะที่อยู่ห่างออกไป 100 กิโลเมตร ต้องทำอย่างไร? คำตอบนี้บริษัทรถไฟญี่ปุ่นได้คิดเตรียมไว้ให้ผู้โดยสารแล้ว
ในอดีตเรือเฟอร์รีข้ามฟากดำเนินกิจการโดยการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japanese National Railways : JNR) เพื่อขนส่งผู้โดยสารในเส้นทางรถไฟที่ติดทะเล เริ่มแห่งแรกเมื่อ ค.ศ.1882 ที่ทะเลสาบบิวะใกล้เมืองเกียวโต และขยายไปยังเส้นทางอื่นเพื่อเชื่อมการเดินทางระหว่าง 4 เกาะหลักในญี่ปุ่น
ในปีค.ศ.1908 ญี่ปุ่นมีธุรกิจเรือข้ามฟากที่ไม่เพียงรับส่งผู้โดยสาร แต่ยังบรรทุกรถไฟหลายสิบตู้ไปส่งถึงแผ่นดินปลายทางด้วย การใช้เรือขนส่งรถไฟในญี่ปุ่นเริ่มขึ้นเมื่อ ค.ศ.1915 โดยติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายรถไฟบรรทุกสินค้าจากบนบกมาลงเรือ และมีอุปกรณ์ยึดตรึงรถไฟไว้ไม่ให้เคลื่อนที่เมื่อเผชิญคลื่นลมแรง ปัจจุบันมีเรือสองลำที่ปลดระวางแล้ว และจอดเป็นเรืออนุสรณ์ (Memorial-ship) อยู่ที่สองฟากฝั่งของแผ่นดิน ฝากหนึ่งบนเกาะฮอนชูที่ท่าเรืออาโอโมริเป็นที่ตั้งของเรือ “ฮักโกดะมารุ” ส่วนฝากเกาะฮอกไกโดที่ท่าเรือฮาโกดาเตะเป็นที่ตั้งของเรือ “มาชุมารุ” ผู้เขียนใช้เวลาเดินสำรวจเรือทั้งสองลำที่เคยสัญจรอยู่ในเส้นทางเดียวกัน และต่างช่วยกันฉายภาพการคมนาคมในศตวรรษที่ 20 ให้โลดแล่นขึ้นมาอีกครั้ง
จังหวัดอาโอโมริตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอนชู ริมชายฝั่งจะมองเห็นเรือเฟอร์รีสีขาวเหลืองขนาดใหญ่จอดเทียบท่า มีตัวอักษรข้างเรือว่า “ฮักโกดะมารุ อาโอโมริ (Hakkoda Maru Aomori)” เรือลำนี้เป็น 1 ในจำนวนเรือ 55 ลำของอาณาจักรเรือเฟอร์รีเซกัง (Seikan Ferry) ซึ่งให้บริการขนส่งข้ามช่องแคบสึการุ (ช่องแคบระหว่างเกาะฮอนชูและเกาะฮอกไกโด) ในช่วง ค.ศ.1908-1988 หรือ 80 ปีก่อนที่อุโมงค์ลอดใต้ทะเลเซกังเปิดใช้งาน โดยเรือลำนี้เริ่มให้บริการตั้งแต่ ค.ศ.1964-1988 รวมเวลา 23 ปี 7 เดือนนับว่ายาวนานที่สุดในบรรดาเรือเฟอร์รีที่ให้บริการภายในประเทศ ทำสถิติขนส่งผู้โดยสาร 160 ล้านคน และสินค้า 250 ล้านตัน

ภาพที่ 1 เรืออนุสรณ์ฮักโกดะมารุที่เมืองอาโอโมริ
หลังขึ้นเรือ สิ่งแรกที่เห็นเป็นกระบะแอปเปิลผลไม้ขึ้นชื่อของอาโอโมริพร้อมหุ่นจำลองพ่อค้าหน้าตายิ้มแย้ม เมื่อผู้เขียนเดินตามลูกศรนำทางไปตามทางเดินแคบ ๆ แค่พอสวนกันได้ ห้องแรกจัดแสดงประวัติการเดินเรือผ่านช่องแคบสึการุว่ามีบันทึกการเดินเรือตั้งแต่ ค.ศ.1189 ต่อมาในสมัยเอโดะ (ค.ศ.1603-1868) มีเส้นทางเดินเรือเชื่อมฝั่งตะวันออกและตะวันตก ได้แก่ อาโอโมริ มัตสึมาเอะ เอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) และโอซากะ ทำให้ช่องแคบนี้เริ่มมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และสมัยเมจิ (ค.ศ.1868-1912) คณะกรรมการพัฒนาฮอกไกโดเริ่มใช้เรือใบขนส่งสินค้าจากเมืองต่าง ๆ แต่เดิมเมืองอาโอโมริไม่มีท่าเทียบเรือ ผู้โดยสารต้องลงเรือเล็กไปขึ้นเรือหลักที่จอดรออยู่กลางน้ำ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะผู้โดยสารชั้น 3 ที่มีความเสี่ยงมากกว่าผู้โดยสารชั้น 1 และ 2 เพราะต้องเข้าออกผ่านช่องเล็ก ๆ ทางเดียวกับสัมภาระ หากมีคลื่นลมแรงอาจทำให้เมาเรือหรือพลัดตกเรือได้ ซึ่งปัญหานี้ได้รับการแก้ไขโดยสร้างท่าเทียบเรือในอีก 15 ปีต่อมา
ภายในห้องยังมีเรือเฟอร์รีจำลองหลายลำ มีอุปกรณ์ที่ใช้งานในเรือจัดวางเป็นหมวดหมู่พร้อมคำอธิบายประกอบ แสดงถึงการเก็บรักษาไว้เป็นระบบอย่างดี มีผ้าห่มที่พับเป็นรูปร่างต่าง ๆ เช่น ภูเขาไฟฟูจิ ดอกไม้ที่ผลิบานเต็มที่ เป็นต้น โดยมีภาพถ่ายแสดงขั้นตอนการพับผ้าห่มอย่างละเอียดเพื่อเผยแพร่ให้กับผู้ชมที่สนใจ นับเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก

ภาพที่ 2 ผ้าห่มในเรือเฟอร์รีมาชุมารุ ผืนบนพับเป็นดอกทานตะวัน ผืนล่างพับเป็นรวงข้าว
ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับเรือถูกประดับไว้เต็มผนังรอบห้อง น่าสังเกตว่ามีข้อมูลเชิงสถิติหลายรายการ เช่น มีบันทึกว่า ค.ศ.1938 มีผู้โดยสารเดินทางไปกลับเส้นทางอาโอโมริ-ฮาโกดาเตะเกิน 1 ล้านคน และเกิน 100 ล้านคนเมื่อ ค.ศ.1970 เฉพาะปี 1973 ปีเดียวมีผู้โดยสารไปกลับเกือบ 5 ล้านคน รวมแล้วตลอด 80 ปีเรือเซกังเฟอร์รีให้บริการผู้โดยสารเกือบ 160 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวได้ชัดเจนไม่แพ้รูปภาพและข้อความ การบันทึกข้อมูลทางสถิตินั้นนอกจากเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจในด้านการวิเคราะห์ตลาดแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังเป็นหลักฐานสะท้อนสภาพสังคมและเศรษฐกิจด้วย

ภาพที่ 3 ลูกศรนำทางผู้ชมเดินผ่านย่านท่าเรืออาโอโมริในอดีต
ระหว่างเดินผู้เขียนได้ยินเสียงพูดภาษาญี่ปุ่นดังขึ้นอย่างเร่งเร้าสร้างความตื่นเต้นจากวิดีโอและหุ่นจำลองฉากเหตุการณ์ที่ท่าเรืออาโอโมริในอดีตให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะโซน “โลกของเซกัง (Seikan World)” ผู้ชมต้องเดินผ่านแผงขายสินค้านานาชนิดเสมือนจริงทั้งกุ้งหอยปูปลา ข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป พร้อมมีเสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกความสนใจ สร้างบรรยากาศชวนสนุกเพลิดเพลิน
ผู้เขียนสะดุดตากับหุ่นผู้ชายสวมหมวกสีแดงที่มีชื่อเรียกว่า อากาโบซัง (akabou-san) หรือพนักงานหมวกแดงกำลังเข็นรถบรรทุกสัมภาระท่าทางหนักอึ้ง เป็นเจ้าหน้าที่ในสถานีรถไฟ มีหน้าที่ช่วยขนสัมภาระให้ผู้โดยสารที่เพิ่งขึ้นเรือและโดยสารรถไฟต่อ สามารถวิ่งไปจองที่นั่งบนรถไฟได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งช่วยอุ้มผู้โดยสารที่เป็นเด็ก หรือจูงผู้สูงอายุไปส่งที่รถไฟ ซึ่งเป็นบทบาทที่แสดงถึงความใส่ใจละเอียดสไตล์ญี่ปุ่นที่ช่วยให้การเดินทางราบรื่น ไม่มีสะดุดแม้แต่นิดเดียว

ภาพที่ 4 อากาโบซังหรือพนักงานหมวกแดงช่วยขนส่งสัมภาระ
เนื่องจากเรือฮักโกดะมารุเป็นเรือข้ามฟากบรรทุกรถไฟ (Railway Ferry) ภายในชั้น 1 ของเรือจึงมีรถไฟจอดอวดโฉมอยู่หลายรุ่น เรือลำนี้บรรทุกตู้รถไฟได้สูงสุด 48 ตู้ เทียบเท่ากับช้างแอฟริกา 96 เชือก รถไฟทุกตู้เปิดไฟภายในห้องโดยสารราวกับอยู่ระหว่างใช้งานจริง ตัวอย่างเช่น รถจักรดีเซลรุ่น DD16, รถไฟสึยุนิ 50 ที่ใช้เก็บสัมภาระและไปรษณีย์, รถดีเซลราง คิฮะ (kiha) 82, รถควบคุมระยะไกล (Idler car) Hi 600 ซึ่งช่วยเคลื่อนย้ายรถไฟลงเรือ โซนนี้จึงได้รับความสนใจถ่ายรูปจากนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ

ภาพที่ 5 รถไฟคิฮะ 82 หนึ่งในตู้รถไฟที่จอดอยู่ที่ชั้น 1 ของเรือ
เมื่อลงไปชั้น B1 เป็นห้องเครื่องยนต์ มีเครื่องยนต์ดีเซลขนาดกลาง 8 เครื่อง เครื่องละ 1,600 แรงม้า แยกเป็น 2 กลุ่ม สำหรับกราบซ้ายและกราบขวา มีห้องควบคุมทั่วไปที่เปรียบได้กับสมองของเรือ และประตูผนึกน้ำซึ่งทนแรงดันน้ำจากทั้งสองด้านได้ ใช้ปิดกั้นระหว่างห้องโดยสารหรือห้องเครื่องยนต์เพื่อไม่ให้น้ำไหลผ่านไปยังห้องอื่นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เทคโนโลยีเครื่องกลที่ใช้ในเรือฮักโกดะมารุมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เครื่องกลของญี่ปุ่นอย่างมากจนได้รับเครื่องหมายรับรองการเป็นมรดกทางวิศวกรรมเครื่องกลจากสมาคมวิศวกรเครื่องกลแห่งประเทศญี่ปุ่น (The Japan Society of Mechanical Engineers : JSME) เรือลำนี้จึงไม่เป็นเพียงบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นอนุสรณ์แห่งความทุ่มเทของเหล่าวิศวกรในการสร้างผลงานอันเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ
ภายในเวลา 3 ชั่วโมง 50 นาที เรือฮักโกดะมารุจะพาผู้โดยสารมาถึงท่าเรือฮาโกดาเตะแห่งเกาะฮอกไกโด ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ปัจจุบันมีเรืออนุสรณ์อีกหนึ่งลำชื่อว่า “มาชุมารุ” จอดคอยผู้มาเยือน เรือเฟอร์รีสีขาวน้ำเงินลำนี้เคยสัญจรในเส้นทางฮาโกดาเตะ-อาโอโมริ และมีฉายาว่าราชินีแห่งช่องแคบ ในสมัยเอโดะการสัญจรผ่านช่องแคบสึการุที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกรากทำได้เพียงใช้เรือไม้เท่านั้น ต่อมาเมื่อมีการขยายเส้นทางรถไฟมาสิ้นสุดที่อาโอโมริ บริษัทนิปปอนยูเซน (Nippon Yusen) ทำธุรกิจเดินเรือจากอาโอโมริต่อไปยังฮาโกดาเตะ ในปี ค.ศ.1925 มีการนำรถบรรทุกลงเรือเพื่อประหยัดเวลาและแรงงานในการขนย้ายสินค้า หลังจากพ้นวิกฤติสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ.1945 ญี่ปุ่นก็เร่งฟื้นฟูเรือเดินสมุทรให้กลับมาบริการอย่างรวดเร็วดังคำกล่าวว่า “การขนส่งทรัพยากรอย่างสะดวกมีส่วนช่วยพลิกฟื้นญี่ปุ่นกลับมาอีกครั้งภายหลังสงคราม”

ภาพที่ 6 เรือมาชุมารุ มองเห็นอักษรย่อสีแดง JNR (Japanese National Railways)
หัวเรือมุ่งหน้าไปทางภูเขาฮาโกดาเตะ

ภาพที่ 7 เรือมาชุมารุมีชุดกัปตันและพนักงานต้อนรับให้สวมใส่ถ่ายรูปได้ฟรี
กระจกบานกว้างใสแจ๋วในสะพานเดินเรือปรากฏภาพทิวเขาฮาโกดาเตะที่ใบไม้เริ่มมีสีเหลืองส้ม ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส จนไม่น่าเชื่อว่าที่อ่าวนี้เคยเกิดอุบัติภัยทางทะเลครั้งร้ายแรงจากพายุไต้ฝุ่น คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือเซกังเฟอร์รีถึง 1,400 คน จากเหตุการณ์นี้กลายเป็นปัจจัยเร่งให้มีการสร้างอุโมงค์เซกัง (Seikan Tunnel) ลอดใต้ทะเลเชื่อมเกาะฮอนชูกับฮอกไกโด ต่อมาการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่นจึงได้ยุติเส้นทางเดินเรือหลังอุโมงค์เปิดใช้ในปี ค.ศ.1988 ปิดตำนานเรือเฟอร์รีเส้นทางอาโอโมริ-ฮาโกดาเตะที่ดำเนินการโดยการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันผู้โดยสารในเส้นทางนี้สามารถเลือกใช้บริการเรือเฟอร์รีของบริษัทเอกชนซึ่งใช้เวลา 3 ชั่วโมง 40 นาที หรือนั่งรถไฟชินกันเซนแล่นผ่านอุโมงค์ใต้ทะเลในเวลา 1 ชั่วโมง

ภาพที่ 8 ที่นั่งชั้น 3 ในเรือมาชุมารุ
ไม่ว่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกรากหรือฟากฝั่งอันห่างไกลก็ไม่อาจกีดขวางความพยายามของนักเดินทางได้ เรือทั้งสองลำล้วนตอกย้ำว่า การเดินทางที่สะดวกสบายนั้นพัฒนาขึ้นมาจากความช่างสังเกต ขยันเก็บข้อมูล และไม่เพิกเฉยต่อปัญหาแม้เพียงเล็กน้อย เมื่อมีการคมนาคมที่ดีก็นำพาความเจริญไปสู่พื้นที่ และส่งผลให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แม้ว่าเรืออนุสรณ์ทั้งสองลำจะปลดระวางแล้ว แต่กลิ่นอายของคลื่นลมทะเลยังอบอวลอยู่ และรอวันถ่ายทอดคุณค่าของการเดินทางแห่งยุคสมัยให้คนรุ่นถัดไปได้รับรู้ ดังคำกล่าวว่า “ทุก ๆ การเดินทางมีเรื่องราวซ่อนอยู่เสมอ”