Museum Core
สุดสายปลายนํ้า
Museum Core
10 ก.ค. 69 77
ประเทศอิตาลี

ผู้เขียน : กระต่ายหัวฟู

ภาพปก - ภาพแกะสลักที่นํ้าพุเทรวี่ แสดงหญิงสาวนําทหารโรมันไปที่แหล่งต้นนํ้าของอควาเวอร์โกแหล่งนํ้าที่มีคุณภาพที่สุดของกรุงโรมจนถึงปัจจุบัน

 

               กรุงโรมโบราณมีท่อส่งนํ้า (aqueduct) มาหล่อเลี้ยงทั้งหมด 11 สาย สร้างขึ้นในช่วงเวลาต่างกัน ระหว่างปี 312 ก่อนคริสต์ศักราช ถึงปี ค.ศ.226 ท่อส่งนํ้าแต่ละสายมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่แหล่งต้นนํ้า เทคนิคในการก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนา ปริมาณและคุณภาพของนํ้า วัตถุประสงค์ของการใช้งาน “นํ้า”มหาศาลที่ท่อส่งเหล่านี้นําเข้ามาเมืองเป็นสัญลักษณ์ของความเฟื่องฟูหรูหราของกรุงโรมในสมัยนั้น คล้ายกับการมีไฟฟ้าใช้ในเมืองที่ไม่เคยหลับไหลในปัจจุบัน

               โรมันไม่ใช่กลุ่มชนแรกที่มีท่อส่งนํ้า ชาวอีทรัสคัน (Etruscan) ที่เคยอยู่ในแผ่นดินโรมันมาก่อนก็มีท่อส่งนํ้าใช้ ซึ่งก่อนมีท่อส่งนํ้าก็ใช้นํ้าจากแหล่งธรรมชาติ เช่น นํ้าพุ แม่นํ้าลําธาร และบ่อนํ้าบาดาล เหมือนคนโบราณทั่วไป ซึ่งแหล่งนํ้าเหล่านี้อาจเสี่ยงกับการปนเปื้อนและโรคระบาด ไม่มีความแน่นอนพอที่จะหล่อ เลี้ยงเมืองให้เติบโตได้อย่างมั่นคง ท่อส่งนํ้าเส้นแรกของกรุงโรมคืออควาแอปเปีย (Aqua Appia) สร้างขึ้น ในปี 312 ก่อนคริสต์ศักราช (ขณะที่โรมยังคงมีสถานะเป็นเพียงสาธารณรัฐ) โดยมีการออกแบบระบบส่งและจ่ายนํ้าที่สามารถขนส่งนํ้าให้กับเมืองได้มากถึง 19 ล้านแกลลอนต่อวัน ในสมัยต่อมาท่อส่งน้ำก็พัฒนาให้ดีขึ้นอีกหลายเท่าตัว ประชาชนทั่วไปใช้นํ้าจากนํ้าพุสาธารณะที่มีมากกว่าพันแห่ง ขุนนางและผู้มีฐานะสามารถเชื่อมต่อท่อส่งนํ้าเข้าสู่บ้านของตนโดยตรงแบบเสียค่าใช้จ่าย

               นํ้าที่มีเหลือเฟือจากการใช้ในชีวิตประจําวัน การเกษตร และอุตสาหกรรม ถูกนําไปใช้กับความหรูหรา เช่น การตกแต่งเมืองและพระราชวัง การละเล่นที่จําลองฉากรบทางเรือ บริการโรงอาบนํ้าสาธารณะกว่าเก้าร้อยแห่ง และการแข่งกันสร้างโรงอาบนํ้าขนาดใหญ่ของจักรพรรดิต่างๆ เพื่อเอาใจประชาชนและเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งยุคสมัยของตน โรงอาบนํ้าขนาดยักษ์มีกลุ่มอาคารที่มีร้านค้า สวนหย่อม โรงยิม สนามกีฬา ห้องประชุม ห้องสมุด ฯลฯ เปรียบได้กับศูนย์การค้าขนาดใหญ่แบบครบวงจร (super-regional mall) ในปัจจุบัน

               เมื่อโรมันตะวันตกล่มสลาย ท่อส่งนํ้าก็ชํารุดทรุดโทรมขาดการบํารุงรักษา และส่วนใหญ่ถูกทําลายโดยกองทัพชาวกอธและกองทัพโรมันตะวันออกในสงครามกอธิก (Gothic War ระหว่างปี ค.ศ. 535 ถึง 554) ในฐานะที่เป็นปัจจัยทางยุทธศาสตร์ มีท่อส่งนํ้าบางเส้นทางที่ยังคงใช้งานได้บ้าง และได้รับการซ่อมแซมจากรัฐสันตะปาปาเป็นระยะในช่วงหลายร้อยปีต่อมา นักวิชาการไม่อาจระบุวันเดือนปีที่ไม่มีนํ้าจากท่อส่งนํ้าให้ชาวโรมใช้อีกต่อไป แต่ค่อนข้างมีความมั่นใจว่าปลายศตวรรษที่ 10 จำนวนประชากรชาวโรมคงเหลือเพียง 2-3 หมื่นคน หันกลับไปใช้นํ้าจากแหล่งนํ้าแบบโบราณ ความต้องการใช้นํ้ามีผลต่อการเลือกที่ตั้งถิ่นฐาน ผู้คนย้ายไปอยู่ใกล้แม่นํ้าลําธาร ละทิ้งพื้นที่การเกษตร ชุมชน และบ้านเรือนดั้งเดิมในกรุงโรมให้กลายเป็นที่รกร้าง ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ท่อส่งนํ้าโรมันบางท่อได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้จริงจังอีกครั้ง

 

การกลับมาของท่อส่งนํ้าโรมัน และมอสตรา

               บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจกล่าวถึงมอสตรา (mostra) แปลว่า นิทรรศการ หรือสิ่งจัดแสดง ซึ่งใช้เรียกสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่สร้างขึ้น ณ จุดสิ้นสุดของท่อส่งนํ้า เป็น “นํ้าพุจัด แสดงปลายทาง” ทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรําลึกถึงความสําเร็จทั้งหมดของการสร้างท่อส่งนํ้า ลักษณะสถาปัตยกรรมมักมีรูปแบบคล้ายประตูชัย ด้านบนสุดมีสัญลักษณ์ประจําตัวของผู้สร้าง มีจารึก ประกาศถึงความสําเร็จและการอุทิศ โดยนักวิชาการบางส่วนแสดงความเห็นว่าเป็นการฟื้นฟูขนบแบบโรมันในการสร้างนํ้าพุปลายทางเป็นอนุสรณ์สถาน แต่นักวิชาการรุ่นหลังบางส่วนมีความเห็นว่าเป็นขนบที่เกิดขึ้นในยุคฟื้นฟูฯ 

 

นํ้าพุในจัตุรัสโกรชีเฟรีและอควาเวอร์โก

               พระสันตปาปานิโคลัสที่ 5 (Pope Nicholas V ดํารงตําแหน่งปี ค.ศ.1447-1455) 8 ปีในการดํารง ตําแหน่งของพระองค์เป็นช่วงหนึ่งที่สําคัญของกรุงโรม เนื่องจากพระองค์ได้นําจิตวิญญาณอันสดใหม่ของ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยามาถ่ายทอดทั้งในด้านสติปัญญาและสถาปัตยกรรมเพื่อฟื้นฟูโรมให้สง่างามสมกับ เป็นเมืองหลวงของคริสเตียน นอกจากการดูแลรักษาเมืองให้สะอาดเรียบร้อย ทําถนน เสริมสร้างป้อมปราการ และซ่อมสร้างโบสถ์หลายแห่ง ท่านได้ริเริ่มโครงการสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์หลังใหม่ ในปี ค.ศ.1453 และจุดประกายแนวคิดบูรณะท่อส่งนํ้าอควาเวอร์โก (Aqua Virgo สร้างตั้งแต่ปี 19 ก่อนคริสตกาล) นับเป็นการเริ่มศตวรรษใหม่ของการนํานํ้าสะอาดมาสู่เมืองอีกครั้ง

               อควาเวอร์โกเป็นท่อส่งนํ้าที่มีคุณภาพสูง มีแหล่งกําเนิดนํ้าใต้ดินที่ใสบริสุทธิ์ ไม่มีตะกอนดิน แม้จะมีฝนตก นํ้าเย็นฉํ่าตลอดเวลา มีบันทึกร่วมสมัยมากมายที่สรรเสริญนํ้าจากอควาเวอร์โกว่าบริสุทธิ์เหมือนเด็กสาวตามชื่อ ด้วยเส้นทางท่อส่งน้ำที่อยู่ใต้ดินทําให้รอดพ้นจากการทําลาย และยังคงส่งนํ้าได้แม้ว่าจะทรุดโทรมลงตามกาลเวลา อีกทั้งเป็นท่อส่งนํ้าที่คนพยายามบํารุงรักษาไว้เท่าที่ทําได้เพราะคุณภาพนํ้าที่ดีมาก

               ณ จุดสิ้นสุดของท่อส่งนํ้าเป็นนํ้าพุผนังที่ไหลลงในอ่างใหญ่ที่เรียบง่ายในจัตุรัสโกรชีเฟรี (Piazza dei Crociferi ชื่อของจัตุรัสตั้งขึ้นตามชื่อโกรชีเฟรี คณะนักบวช Crociferi Order หรือคณะคามิลเลียนตามที่รู้จักกันในปัจจุบัน ก่อตั้งขึ้นในกรุงโรมในปี ค.ศ. 1586 และได้สร้างสถานดูแลผู้ป่วยขึ้น ฉายา "โกรซิเฟรี" (ผู้แบกไม้กางเขน) มาจากรูปไม้กางเขนสีแดงบนเสื้อคลุมของพวกเขา) นํ้าพุ ออกแบบโดยลีออน บัตติสต้า อัลแบร์ติ (Leon Battista Alberti, 1404-1472) ที่ปรึกษาของพระสันตะปาปา ปัจจุบันจัตุรัสนี้อยู่ด้านหลังของนํ้าพุเตรวี่ (Trevi Fountain) หากหันหน้าเข้าหานํ้าพุ จัตุรัสอยู่ทางซ้ายมือ กล่าวกันว่านํ้าพุแห่งนี้เป็นมอสตราแห่งแรกของอัลแบร์ติ แต่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง นักวิชาการบางคนกล่าวว่าเป็นเพราะพระสันตะปาปานิโคลัสไม่ได้ทําอะไรมากไปกว่าการปรับปรุงนํ้าพุผนังที่มีอยู่ดั้งเดิม แค่ปรับเปลี่ยนจากอ่างเล็ก 3 อ่างเป็นอ่างใหญ่ และใส่คําจารึกชื่อของตนลงไปบนผนังเท่านั้น

               หลายสิบปีต่อมา มีพระสันตะปาปาหลายพระองค์ที่มีบทบาทในการบูรณะซ่อมแซมอควาเวอร์โก เช่น พระสันตะปาปาปอลที่ 2 ในปี ค.ศ.1466 พระสันตะปาปาซิกซ์ตุสที่ 4 ในปี ค.ศ.1472 และพระ สันตปาปาจูเลียสที่ 2 ในปี ค.ศ.1510

 

ภาพสุดท้ายของนํ้าพุผนังที่จัตุรัสโกรชีเฟรี ในคู่มือท่องเที่ยวของเฟเดอริโก ฟรันซีนี (Federico Franzini)

ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1643 ปีที่นํ้าพุถูกรื้อถอน บนผนังมีจารึกชื่อพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5

และความสําเร็จในการบูรณะท่อส่งนํ้าอควาเวอร์โก

 

นํ้าพุโมเสสและอควาเฟลิเซ

               ในช่วงศตวรรษที่ 15 – 16 มีพระสันตะปาปาหลายพระองค์ที่นําความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เมือง อาทิ พระสันตะปาปาซิกซ์ตุสที่ 5 (Pope Sixtus V ดํารงตําแหน่งปี ค.ศ.1585-1590) ที่บังคับใช้กฎหมายอย่าง เข้มข้นทําให้เมืองกลับมาปลอดภัย สร้างสิ่งต่างๆ มากมายตามโครงการปฏิรูปเมืองอควาเฟลิเช (Aqua Felice ทั้งนี้ ชื่อเฟลิเช มาจากนามเดิมของพระสันตะปาปา เฟลิเช เปเรตติ (Felice Peretti)) รวมถึงโครงการสร้างท่อส่งนํ้าใหม่ โดยอาศัยแหล่งนํ้าเดียวกันกับอควาอเลกซานดริน่า (Aqua Alexandrina สร้างในปี ค.ศ.226)

               โครงการเริ่มต้นในปี ค.ศ.1585 โดยสถาปนิกชื่อ มัตเตโอ บอร์โตลานี (Matteo Bartolini) คํานวณ ความลาดเอียงของท่อส่งนํ้าผิดพลาดทําให้นํ้าไหลย้อนกลับ ทำให้จิโอวานนี ฟอนตานา (Giovanni Fontana, 1540-1614) สถาปนิกถูกตามตัวมาแก้ไขข้อผิดพลาด เวลาใกล้เคียงกันโดมิเนโก ฟอนตานา (Domenico Fontana (1543-1607)) ซึ่งเป็นน้องของจิโอวานนี ก็ได้รับมอบหมายให้สร้างมอสตราที่สุดทางนํ้า ทั้งสองสิ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1587 และท่อส่งนํ้าอควาเฟลิเชได้จ่ายนํ้าไปยังนํ้าพุใหม่อีก 27 แห่ง

               มอสตรานี้มีชื่อว่า นํ้าพุแห่งอควาเฟลิเช (Fontana dell'Aqua Felice) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า นํ้าพุโมเสส (Fountain of Moses) โดยได้รับยอมรับทั่วไปว่าเป็นนํ้าพุจัดแสดงปลายทางแห่งแรกของกรุงโรมนับตั้งแต่สมัยโบราณ มอสตราแห่งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเรื่องสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้สัดส่วน แผ่นจารึกเหนือประตูใหญ่เกินไป ซุ้มโค้งทั้งสามดูแข็งทื่อไม่มีมิติ และประติมากรรมตกแต่งซุ้มน่าอับอาย

               ซุ้มซ้ายมือเป็นประติมากรรมนูนตํ่ารูปอาโรน (Aaron) ผู้นําชาวยิวไปพบนํ้าในทะเลทราย ถัดมาเป็นซุ้มกลางตั้งรูปโมเสส (Moses) และซุ้มขวามือเป็นประติมากรรมนูนตํ่าที่สันนิษฐานว่าสร้างเป็นรูปที่ระลึกถึงการสร้างอควาอเลกซานดริน่าที่ใช้เป็นต้นนํ้าของอควาเฟลิเช โดยเฉพาะรูปโมเสสถูกวิจารณ์ว่าไร้ซึ่งความงามและมีขนาดไม่สมดุลกับขนาดของซุ้ม แต่นํ้าพุโมเสสก็อยู่มาจนถึงปัจจุบัน

 

นํ้าพุโมเสส

 

นํ้าพุเปาลาและอควาไตรยานา

               อย่างไรก็ตาม ชานเมืองทางฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าไทเบอร์และทุ่งวาติกันไม่ได้รับอานิสงฆ์จากท่อ ส่งนํ้าใหม่ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์และผู้คนในแถบนั้นต้องพึ่งพานํ้าจากแม่นํ้า พระสันตะปาปาปอลที่ 5 (Pope Paul V ดํารงตําแหน่งปี ค.ศ.1605-1621) ขอให้เทศบาลกรุงโรมสนับสนุนเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนนํ้า โดยบูรณะบางส่วนของท่อส่งนํ้าอควาไตรยานา (Aqua Traiana สร้างในปี ค.ศ.109) ควบคุมดูแลโดย จิโอวานนี ฟอนตานา ผู้มีวัยวุฒิและประสบการณ์แล้ว ท่อส่งนํ้าสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1612 และตั้งชื่อว่าอควาเปาลา (Aqua Paola) เพื่อเป็นเกียรติแก่พระสันตะปาปาปอลที่ 5

               ด้วยแรงบันดาลใจจากนํ้าพุโมเสส พระสันตะปาปาปอลที่ 5 ให้สร้าง Mostra dell'Acqua Paola เป็นนํ้าพุอนุสรณ์สถานที่ปลายท่อส่งนํ้าอควาเปาลาบนเนินจานิคูลัม (Janiculum hill) มอสตราออกแบบโดยฟลามินีโอ ปอนโซ (Flaminio Ponzio, 1560-1613) เป็นนํ้าพุขนาดใหญ่แห่งแรกบนฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าไทเบอร์ คนทั่วไปมักเรียกว่า นํ้าพุใหญ่ตามขนาด สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ตรงกลางมีซุ้มโค้งใหญ่ 3 ซุ้ม และมีซุ้มโค้งเล็กขนาบทั้ง 2 ข้าง รวมเป็น 5 ซุ้ม นํ้าพุตกลงบนอ่างนํ้า 5 ใบ ต่อมาในปี ค.ศ.1690 พระ สันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 8 (Pope Alexander VIII ดํารงตําแหน่งปี ค.ศ.1689-1691) ให้คาร์โล ฟอนตา นา (Carlo Fontana เป็นหลานของจิโอวานนี) เปลี่ยนอ่างนํ้าพุขนาดเล็กห้าอ่างเป็นอ่างนํ้าพุขนาดใหญ่เพียงใบเดียวดังที่เห็นในปัจจุบัน

               ด้านบนของนํ้าพุมีประติมากรรมรูปมงกุฎและกุญแจของพระสันตปาปาอยู่เหนือตราประจํา ตระกูลบอร์เกเซ (ต้นตระกูลของพระสันตะปาปา) ซึ่งเป็นรูปนกอินทรีและมังกรที่มีทูตสวรรค์พยุงไว้ จารึกเหนือซุ้มนํ้าพุเขียนว่า "เปาโลที่ห้า พระสันตะปาปาทรงนําน้ำมาจากแคว้นบรัซเซียโน โดยรวบรวมจากแหล่งน้ำที่มีคุณค่าสูงสุด โดยการฟื้นฟูช่องทางเก่าของท่อส่งน้ำอลัซเอทินาและเพิ่มช่องทางใหม่จากระยะทาง 35 ไมล์ ในปีแห่งพระเจ้า 1612 ซึ่งเป็นปีที่เจ็ดของการครองราชย์ของพระองค์"

               อควาอัลเซียตินา (Aqua Alsietina) ที่ถูกกล่าวถึงในจารึกสร้างในปีที่ 2 ก่อนคริสตกาล เพื่อใช้เล่นจําลองการรบทางเรือ นํ้าไม่ค่อยมีคุณภาพ จากการศึกษาและสํารวจเส้นทางของท่อส่งนํ้าในยุคหลังพบว่าคําประกาศนี้ไม่ถูกต้อง ท่อส่งนํ้าที่ได้รับการกล่าวถึงเป็น อควาไตรอานา (Aqua Traiana)

 

นํ้าพุเปาลาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นํ้าพุเตรวีต่อไป

 

นํ้าพุเตรวีและอัคกวาเวอร์จิเน่

               อัคกวาเวอร์จิเน่ (Acqua Vergine) เป็นชื่อภาษาอิตาเลียนของอควาเวอร์โก (Aqua Virgo) ที่เขียนเป็นภาษาละติน และยังมีชื่อเรียกอื่นด้วยว่า อักควาเวอร์จิเนนูโอวา (Acqua Vergine Nuova) ซึ่งทําให้ต้องมีชื่อ อัคกวาเวอร์จิเนแอนติกา (Acqua Vergine Antica) อีกเพื่อสื่อความหมายว่า แห่งไหนสร้างขึ้นใหม่ แห่งไหนเป็นสิ่งดั้งเดิม ทั้งหมดนี้มาจากแหล่งนํ้าและใช้ท่อส่งดั้งเดิมของอควาเวอร์โกส่งมายังโรม แต่ได้รับการปรับปรุง หรือแตกขยายสาขาเพิ่มเติมในสมัยหลัง

               แนวคิดเกี่ยวกับนํ้าพุเตรวี เริ่มขึ้นประมาณปี ค.ศ.1629 โดยพระสันตปาปาเออร์บันที่ 8 (Pope Urban VIII ดํารงตําแหน่งปี ค.ศ.1623-1644) ทรงเห็นว่านํ้าพุปลายทางที่จัตุรัสโกรชีเฟรีไม่น่าตื่นตาตื่นใจ จึงขอให้เบอร์นินี (Giovanni Lorenzo Bernini, 1598-1680) ร่างแบบสําหรับการปรับปรุงใหม่ เบอร์นินีได้สั่งรื้อถอนนํ้าพุเดิมลงในปี ค.ศ.1643 แต่โครงการสร้างนํ้าพุใหม่ถูกยกเลิกเมื่อพระสันตปาปาสิ้นพระชนม์ โครงการของเบอร์นินีไม่เคยได้สร้าง รวมถึงมีแบบร่างอีกหลายแบบที่ทําขึ้นโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันอย่างเปียโตร ดา คอร์โทนา (Pietro da Cortona, 1596-1669) นิโกลา มิเชตติ (Nicola Michetti, 1675-1758) และเฟอร์ดินานโด ฟูกา (Ferdinando Fuga, 1699-1782) นํ้าพุเตรวีจึงมีร่องรอยของเบอร์นินี และศิลปินอีกหลายคน

               อีกร้อยกว่าปีต่อมา นํ้าพุเตรวีจึงได้สร้างในสมัยพระสันตปาปาเคลเมนต์ที่ 12 (Pope Clement XII ดํารงตําแหน่งปี ค.ศ.1730-1740) ผู้ที่ชนะการประกวดแบบในปี ค.ศ.1730 คือ นิโคลา ซัลวี (Nicola Salvi, 1697-1751) โดยเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ.1732

               ซัลวีจัดวางตำแหน่งที่ตั้งของนํ้าพุไว้ที่ด้านหลังของพาลาสโซโปลี (Palazzo Poli) ซึ่งเป็นอาคารของดยุกแห่งโปลี เจ้าของอาคารได้รื้อบางส่วนของอาคารออกเพื่อเปิดทางให้การสร้างนํ้าพุ โดยซัลวีได้ว่าจ้างสถาปนิกลุยจิ วานวิเตลลิ ( Luigi Vanvitelli, 1700-1773) ให้ออกแบบฉากหลังของนํ้าพุ วานวิเตลลิได้ออกแบบฟาซาด (façade) หรือเปลือกของอาคารใหม่ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร โดยมีเสาคอรินเทียนขนาดยักษ์เชื่อม ระหว่างชั้นหลักทั้งสองของอาคาร ต่อมาซัลวีเสียชีวิตในปี ค.ศ.1751 ซึ่งทํางานก่อสร้างไปได้ครึ่งหนึ่ง นํ้าพุเตรวีสร้างเสร็จโดยจูเซปเป ปานนินี (Giuseppe Pannini, 1720-1810) และสถาปนิกคนอื่นอีกหลายคน จนกระทั่งปีนํ้าพุเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1762 โดยพระสันตปาปาเคลเมนต์ที่ 13 (Pope Clement XIII ดํารงตําแหน่งปี ค.ศ.1758-1769)

              ชื่อของนํ้าพุแห่งนี้มาจากคําภาษาละตินว่า ทริฟ-เวียม (trivium แปลว่า ทางสามแยก) จุดตัดถนนสามสาย ได้แก่ ถนนวียา เด โครกิกกี (Via De' Crocicchi) ถนนวียา โปลี (Via Poli) และถนนวียา เดเล มูราเต (Via Delle Muratte) วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นหินทราเวอร์ทีน (Travertine) ซึ่งขุดได้ใกล้เมืองติโวลี (Tivoli ) ห่างจากกรุงโรมไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กิโลเมตร

               ฉากหน้าของนํ้าพุเป็นรูปไทรทัน (Triton) เทพเจ้าแห่งท้องทะเลประทับมาบนรถเปลือกหอย มีโอ เชียนุส (Oceanus เทพแห่งน้ำในก่อนยุคโอลิมปัสและเป็นต้นกําเนิดของนํ้าทั้งหมด) เป็นผู้ควบคุมฮิปโปแคมปัส (hippocampus ม้านํ้าในตํานาน มีปีก) ในการลากรถทรง เบื้องหลังฉากเคลื่อนไหวที่นตระการตานี้ทําเป็นซุ้มประตูชัยซ้อนบนฟาซาดที่วานวิเตลลิออกแบบไว้ ซุ้มใหญ่ตรงกลางเป็นเหมือนกรอบที่ขับเน้นประติมากรรมไทรทัน สร้างความลึกและแสงเงาด้วยเสาปลอมสี่ต้นที่คํ้ายันลวดลายบนเพดานโค้ง ในช่องสี่เหลี่ยมสองข้างมีประติมากรรมรูปสตรีที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น ด้านซ้ายแทนความอุดมสมบูรณ์ ด้านขวาแทนสุขภาพดี

               เหนือประติมากรรมสตรีมีกรอบขนาดเล็กเล่าประวัติของท่อส่งนํ้าอควาเวอร์โก รูปทางขวามือเห็นหญิงสาวพาทหารไปดูนํ้าพุที่เป็นแหล่งต้นนํ้า ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นที่มาชื่อเวอร์โก รูปทางซ้ายมือแม่ทัพอกริปปา (Marcus Agrippa (63-12 ปีก่อนคริสต์ศักราช)) กําลังสั่งการให้สร้างท่อส่งนํ้า ซึ่งแม่ทัพคนนี้เป็นเพื่อนคนสําคัญของจักรพรรดิออกุสตุส เขาใส่ใจกับการพัฒนาระบบท่อส่งและแจกจ่ายนํ้าของเมือง อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้ว่าการประปาคนแรกของกรุงโรม ทั้งนี้ มีคนสันนิษฐานว่าชื่อเวอร์โก ไม่ได้หมายถึงหญิงสาวบริสุทธิ์ ทว่าหมายถึงคุณภาพของนํ้าที่สะอาดบริสุทธิ์จนสามารถดื่มได้

               ในปัจจุบันมีนํ้าพุและนาโซนี (nasoni) หรือแท่นนํ้าพุ สาธารณะสําหรับดื่มมากกว่า 2,500 แห่งในกรุงโรม ซึ่งใช้นํ้าจากท่อส่งนํ้าโบราณแม้จะไม่ใช่อควาเวอร์โกทั้งหมด ซึ่งกรุงโรมยืนยันว่าน้ำสะอาดดื่มได้ เฉพาะนํ้าพุเตรวีที่ห้ามดื่มเพราะมีคนโยนเหรียญลงไปวันละหลายพันเหรียญ ในปี ค.ศ.2013 กรุงโรมติดตั้งปั๊มหมุนเวียนที่นํ้าพุเตรวีเพื่อไม่ให้สิ่งปนเปื้อนลุกลามไปยังแหล่งอื่น และเก็บเหรียญทุกวันจันทร์และศุกร์ รวมถึงปิดนํ้าพุทุกเช้าวันจันทร์เพื่อทําความสะอาดนํ้าพุ

 

นํ้าพุเทรวี ดูใหม่เอี่ยมเพราะเพิ่งบูรณะเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2024

 

นํ้าพุเทพีโรมาและอักควาเวอร์จิเนนูโอวา

               บริเวณจัตุรัสโปโปโล (Piazza del Popolo) เป็นปลายทางของท่อส่งนํ้าสาขาใหม่ของอควาเวอร์จิน ซึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1820 มอสตรามีชื่อเต็มยศว่า นํ้าพุแห่งเทพีโรมาและระเบียงปินชิโอ (Fontana della Dea Roma e terrazza del Pincio) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจัตุรัส ประกอบด้วยรูปปั้นเทพีโรมาในชุดเกราะขนาบข้างด้วยรูปสัญลักษณ์ตัวแทนของแม่นํ้า คือ แม่นํ้าไทเบอร์ (Tiber River) และแม่นํ้าอานีเอเน ตรงเท้าของเทพีมีรูปหมาป่าตัวเมียกําลังให้นมลูกแฝด ซึ่งเป็นภาพที่เฉลิมฉลองต้นกําเนิดในตํานานของเมือง ระเบียงปินชิโอและสวนบนเนินด้านหลังออกแบบเป็นองค์ประกอบของมอสตรา

               บริเวณทั้งหมดของจัตุรัสนี้ตั้งใจสร้างเป็นแลนด์มาร์กทางเข้าสู่เมืองด้านทิศเหนือ ด้านตรงข้ามนํ้าพุเทพีโรมาจึงตกแต่งด้วยนํ้าพุแห่งเนปจูน (Fontana del Nettuno) และตรงกลางจัตุรัสมีเสาโอเบลิสก์ล้อมรอบด้วยนํ้าพุรูปสิงโต ซุ้มประตูทางเข้าเมืองที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นฝีมือเบอร์นินี ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมยุคปัจจุบันที่ดูค่อนข้างยุ่งเหยิง และมีโบสถ์ที่สร้างให้คล้ายเป็นแฝดตรงทางแยกเข้าเมือง อย่างไรก็ตามของดีที่ไม่ควรพลาดถ้ามาถึงจัตุรัสนี้คือโบสถ์ซาน ตามาเรียเดลโปโปโล (Santa Maria del Popolo) ซึ่งมีงานศิลป์ชั้นเยี่ยมอยู่หลายชิ้น

               นํ้าพุเทพีโรมาเป็นมอสตราที่ไม่เห็นจารึกถึงผู้สร้าง อาจเป็นเพราะเวลาได้ล่วงมาถึงสมัยที่คนไม่ เชื่อถือแล้วว่าคนผู้เดียวเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ด้านหลังเห็นระเบียงปินชิโอ (Pincio Terrace) บนเนินปินเชียน (Pincian Hill) เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกอีกแห่งของกรุงโรม

 

หมายเหตุ : ตัวเลขที่วงเล็บไว้หลังชื่อบุคคล เช่น (Leon Battista Alberti, 1404-1472) เป็นตัวเลขช่วงปี ค.ศ.ที่เขาเกิดจนถึงเสียชีวิต

 

แหล่งที่มาของข้อมูล
http://www.romanaqueducts.info/

E.J. Dembskey: The aqueducts of Ancient Rome" (master thesis 2009) https://it.m.wikipedia.org/wiki/Fontana_dell’Acqua_Felice

https://www.paideiainstitute.org/fontana_dell_acqua_paola

ถ้าสนใจประวัติของนํ้าพุเทรวีและแบบร่างของศิลปินหลายคน อ่านบทความ Never built trevi
fountain : the story behind its creative conception ได้จากเว็บไซต์ของ Milestone Rome มีข้อมูลที่ ครอบคลุมตามลิงค์นี้ https://www.milestonerome.com/2015/11/never-built-trevi-fountain-the-story-behind-its-creative-conception/

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ