Museum Core
เที่ยวตำหนักสมเด็จพระสังฆราช ชมโบราณวัตถุทรงคุณค่า ณ วัดสุทัศน์
Museum Core
22 ก.ค. 69 69
ประเทศไทย

ผู้เขียน : ธัญสินี หน่องพงษ์

               นอกเหนือจากการไหว้พระ ทำบุญ เวียนเทียนที่ชาวพุทธทำเป็นปกติแล้ว ปัจจุบันมีกระแสความเชื่อเรื่องการขอขมากรรม หรือตามหาเปรตในจิตรกรรมฝาหนัง เป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้คนบางกลุ่มเดินทางไปวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร สำหรับผู้เขียนแล้วการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) นับเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ควรพลาดหากใครมีโอกาสได้แวะมาเที่ยวในเขตพระนคร

               “สนใจเข้าชมพิพิธภัณฑ์ไหมคะ” เสียงคำเชิญชวนดังขึ้นภายในศาลาแห่งหนึ่งในวัดสุทัศน์เรียกความสนใจใคร่รู้จากผู้เขียนที่กำลังเดินไปสักการะพระศรีศากยมุนีให้เปลี่ยนใจ เดินตามเจ้าหน้าที่ไปที่เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรและจุดจำหน่ายของที่ระลึกด้านซ้ายมือ หลังจากได้รับบัตรเข้าชมแล้วเจ้าหน้าที่ก็พาไปที่ตู้ล็อกเกอร์เพื่อเก็บสัมภาระ และชมวิดีทัศน์ทำความรู้จักพิพิธภัณฑ์ก่อน

               พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม รูปที่ 4 ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังการบูรณะปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนพื้นที่มาจัดแสดงพระประวัติ เครื่องบริขารส่วนพระองค์ ผลงานของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) และศิลปโบราณวัตถุของวัดสุทัศน์

               หลังวิดีทัศน์จบ เจ้าหน้าที่อธิบายเส้นทางการเดินชมพิพิธภัณฑ์ เริ่มจากศาลาสีลวัฒน์ที่เป็นโถงต้อนรับ การจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่กุฏิคณะ 6 แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วย ตำหนักประทับ หอพระกรรมฐาน หอไตร กุฏิเรือนแถวทิศตะวันตก และกุฏิเรือนแถวทิศตะวันออก จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็นำไปยังอาคารพิพิธภัณฑ์ โดยเริ่มต้นชมจากห้องทางขวาที่ได้รับคำอธิบายว่าเป็นตำหนักประทับ และภายในมีทางเดินต่อไปยังหอพระกรรมฐาน

               จากการได้ชมตำหนักประทับ ทำให้ผู้เขียนได้รู้จัก “พระกริ่ง” ซึ่งเป็นพระพิมพ์รูปพระไภษัชยคุรุ หรือพระพุทธเจ้าแพทย์ตามคติมหายานแบบทิเบต นิยมสร้างขึ้นเพื่อบูชาป้องกันโรคาพาธและสิ่งอัปมงคล หนึ่งในผลงานด้านพุทธศิลป์ชิ้นสำคัญของสมเด็จพระสังฆราช (แพ)

               โดยตามประวัติเล่าว่า สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงเลื่อมใสในพระกริ่งจากเหตุการณ์ครั้งที่สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ อาพาธเป็นอหิวาตกโรค ในคราวนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาทรงเยี่ยมและทรงนำพระกริ่งทำน้ำมนต์ประทานให้ฉัน นับแต่บัดนั้นอาการของสมเด็จพระวันรัต (แดง) ก็ดีขึ้นตามลำดับจนหาย ภายหลังสมเด็จพระสังฆราช (แพ) จึงทรงหล่อพระกริ่งโดยจำลองแบบจากพระกริ่งของสมเด็จพระวันรัต (แดง) พร้อมด้วยความรู้การผสมนวโลหะสำหรับทำพระกริ่งที่ได้มาจากตำราโบราณ พระกริ่งซึ่งทรงหล่อเองและทรงเป็นประธานเททองตลอดพระชนม์ชีพนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ปรากฏจนทำให้ “พระกริ่งสายวัดสุทัศน์” โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน

 

ภาพที่ 1 พระกริ่ง พิมพ์พระกิ่ง และวัตถุมงคล

           

               นอกจากนี้ภายในตำหนักประทับยังมีการจัดแสดงโต๊ะหมู่ 7 ลายดอกพุดตานที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงออกแบบและได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 ในการตั้งประกวดเครื่องบูชาสมัยรัชกาลที่ 5 ใบประกอบสุพรรณบัฏ-หิรัญบัฏ สัญญาบัตรของพระองค์ สิ่งของเครื่องใช้ของพระองค์ สิ่งของเครื่องใช้ของสมเด็จพระวันรัต (แดง) และศิลปวัตถุต่าง ๆ ของวัดสุทัศน์ ทว่าเมื่อผู้เขียนเงยหน้ามองผนังด้านบนกลับมองเห็นภาพพระเยซูประดับอยู่ ด้วยความสงสัยจึงถามเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในห้อง และได้คำอธิบายว่า ภาพพระเยซูเหล่านี้คือภาพพิมพ์หิน วัดสุทัศน์ได้รับมอบมาจากมิชชันนารี มีทั้งหมด 11 ภาพ ปัจจุบันบูรณะสำเร็จแล้ว 3 ภาพ และจัดแสดงอยู่ในห้องแห่งนี้

 

ภาพที่ 2 ภาพพระเยซู

 

               จากนั้น ผู้เขียนเดินไปยังหอพระกรรมฐาน ซึ่งเป็นห้องขนาดเล็กที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของวัดสุทัศน์ อาทิ พระนิรโรคันตรายและราวเทียนพระแสงศรกำลังคำรามที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปประจำพระองค์สมเด็จพระสังฆราช (แพ) นอกจากนี้ยังมีภาพพระสุนทรีวาณี เทพธิดาบนดอกบัวที่เขียนขึ้นตามนิมิตของสมเด็จพระวันรัต (แดง) โดยองค์ประกอบของภาพแต่ละส่วนต่างมีความหมายโดยนัยซ่อนไว้ เช่น นางฟ้าคือพระไตรปิฎก ดอกบัวคือพระพุทธโอษฐ์ สระน้ำคือสังสารวัฏ

 

ภาพที่ 3 พระสุนทรีวาณี

           

               ครั้นออกจากหอพระกรรมฐานและตำหนักประทับก็มองเห็นหอไตรตั้งอยู่ตรงกันข้าม ผู้เขียนรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับลวดลายบนตาลปัตรหลายเล่มที่ตั้งเรียงรายกันในตู้กระจก มีคำอธิบายว่าตาลปัตรเหล่านี้เป็นพัดยศ พัดรัตนาภรณ์ และพัดรองที่ได้รับในงานพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พัดรองงานเฉลิมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พ.ศ. 2425 พัดรองงานฉลองพระชนมายุสมมงคลรัชกาลที่ 5 เสมอด้วยรัชกาลที่ 2 พ.ศ. 2452 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีย่ามและผ้ากราบที่ปักลวดลายอย่างประณีตจัดแสดงให้ชม อาทิ ย่ามหักทองขวางอันเป็นเครื่องยศประกอบสมณศักดิ์ชั้นต่าง ๆ ของสมเด็จพระวันรัต (แดง) ผ้ากราบงานสมโภชสิริราชสมบัติครบ 25 ปี รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2436

 

ภาพที่ 4 พัดรองเนื่องในงานพระราชพิธีต่าง ๆ 

           

               หลังชมสิ่งจัดแสดงหอไตรจบแล้ว ผู้เขียนเดินต่อไปที่กุฏิเรือนแถวทิศตะวันตก จัดแสดงเครื่องพุทธบูชา มีการแบ่งพื้นที่จัดแสดงเป็น 4 ส่วน ได้แก่ เครื่องโต๊ะ เครื่องกระเบื้อง เครื่องมุก และที่ชา ที่โซนเครื่องโต๊ะมี “เครื่องโต๊ะอย่างสยาม” จัดแสดงไว้อย่างโดดเด่นดึงดูดสายตา ทั้งนี้ เครื่องโต๊ะ (หรือเครื่องโต๊ะบูชาจีนอย่างไทย) มีต้นเค้ามาจากเครื่องบูชาและเครื่องแต่งเรือนตามมงคลคติของจีน โดยเครื่องโต๊ะอย่างสยามที่จัดแสดงในห้องนี้เป็นการตั้งแต่งตามขนบนิยมในการคุมเครื่องโต๊ะสำหรับการประกวดเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 ไว้อย่างเต็มที่

 

ภาพที่ 5 เครื่องโต๊ะอย่างสยาม

 

               ขณะที่โซนเครื่องกระเบื้องก็จัดแสดงสิ่งของชิ้นสำคัญที่โดดเด่นอย่าง “แจกันลายครามไฟ” ขนาดใหญ่ที่เคยตั้งถวายเบื้องหน้าพระพุทธศรีศากยมุนี รวมถึงมีเครื่องลายคราม และเครื่องเบญจรงค์จำนวนหนึ่งจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ถัดมาเป็นโซนเครื่องมุกที่มีเครื่องพุทธบูชาที่ประดับตกแต่งด้วยเปลือกหอยมุกสีเหลือบแวววาวหลายชิ้นอย่างตะลุ่ม เตียบ ฝาบาตร และโซนสุดท้ายจัดแสดง “ที่ชา” เป็นชุดอุปกรณ์สำหรับการชงและใช้ดื่มชา จัดแสดงที่ชาประเภทต่าง ๆ เช่น ที่ชาชุดปั้นหน่วยถ้วยใบ ที่ชาชุดญวน เป็นต้น

               อาคารหลังสุดท้ายเป็นกุฏิเรือนแถวทิศตะวันออก จัดแสดงเอกสารโบราณต่าง ๆ แบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดง 4 ส่วน ได้แก่ คัมภีร์อักษรขอม พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์อักษรไทย พระนิพนธ์พระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ผ้าห่อคัมภีร์และสมุดไทย

               ในห้องนี้ผู้เขียนได้พบกับอาจารย์สุพิชัย พิมพ์ศิริจันทร์ ผู้ค้นพบคัมภีร์ใบลานพระนิพนธ์พระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ซึ่งท่านได้กรุณาเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระสุนทรีวาณีให้ฟัง แล้วยังเขียนชื่อของผู้เขียนด้วยอักษรขอมลงบนแผ่นการ์ดที่ด้านหน้าเป็นภาพพระสุนทรีวาณี พร้อมกับคาถาบูชา มอบให้กับผู้เขียนด้วย

 

ภาพที่ 6 การ์ดพระสุนทรีวาณีที่มีชื่ออักษรขอมของผู้เขียน

 

               นอกเหนือจากการได้ชมวัตถุโบราณที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและความวิจิตรงดงามแล้ว ผู้เขียนยังรู้สึกประทับใจในการต้อนรับที่อบอุ่นของเจ้าหน้าที่ ความเอาใจใส่ให้บริการ พร้อมตอบคำถามและให้ข้อมูลความรู้ สิ่งนี้เป็นความทรงจำที่ทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้จากการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ