เช้าวันหนึ่งที่ฝนตก คนทั่วไปมักหยิบร่มขึ้นมากางแล้วก้าวออกจากบ้านอย่างไม่ลังเลสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันร่มเป็นเพียงของใช้สามัญที่ผู้คนมักพกพาติดตัวไว้เพื่อกันฝน หรือกันแดด แต่หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราวสี่พันปีก่อนแล้วการกางร่มเหนือศีรษะ คนธรรมดาอาจไม่ได้รับสิทธิ์นั้นเลยแม้แต่น้อย
“ร่ม” นับเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติที่เดินทางข้ามอารยธรรม ข้ามทวีป และข้ามชั้นวรรณะมานานนับพันปีกว่าจะกลายเป็นสิ่งสามัญที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างในปัจจุบัน

ภาพที่ 1 ร่มถูกใช้ทั่วไปในวันฝนตก
แหล่งที่มาภาพ: https://unsplash.com/photos/people-holding-umbrella-on-sidewalk-pH2Y6RkPjL4
Photo by Adrien Bruneau on Unsplash
ในอดีตร่มไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้กันฝนเป็นอันดับแรก หากแต่เป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจ เกียรติยศ และสถานะอันสูงส่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสงวนไว้เฉพาะสำหรับกษัตริย์ จักรพรรดิ และผู้ที่ได้รับการยกย่องเสมือนตัวแทนของเทพเจ้า การกางร่มไว้เหนือศีรษะจึงไม่ใช่การหลบเลี่ยงแดด ทว่าเป็นการกระทำที่ประกาศให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงฐานันดรและอำนาจของผู้ที่อยู่ใต้ร่มนั้น
อียิปต์และเมโสโปเตเมีย: เมื่อร่มยังเป็นของพระเจ้า
ย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ หลักฐานการใช้ร่มที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏขึ้นเมื่อราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ปรากฎเป็นภาพแกะสลักและจิตรกรรมบนผนังสุสานของราชวงศ์หลายแห่งบันทึกภาพร่มที่กางอยู่เหนือพระเศียรของฟาโรห์และเหล่าขุนนางชั้นสูงในอารยธรรมอียิปต์โบราณ
ยุคสมัยนั้นร่มไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันสายฝน แต่มีหน้าที่ปกป้องชนชั้นกษัตริย์จากแสงอาทิตย์ที่แผดเผาดินแดนแอฟริกาเหนือ ช่างฝีมือประดิษฐ์ร่มจากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ใบปาล์ม ขนนก หรือแผ่นกระดาษทำมาจากต้นกกปาปิรัส (Cyperus papyrus) ที่นำมาขึงตึงบนโครงก่อนติดตั้งเข้ากับด้ามยาวให้เหล่าข้าทาสรับใช้ถือเดินตามฟาโรห์ตลอดพระราชพิธี

ภาพที่ 2 จิตกรรมฝาผนังแสดงการใช้ร่มในอียิปต์โบราณ
นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานตามแนวคิดนี้ในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) โดยเฉพาะจักรวรรดิอัสซีเรีย ( Assyrian Empire) พบว่ามีภาพสลักนูนต่ำจำนวนมากแสดงให้เห็นกษัตริย์ประทับอยู่ใต้ร่มขนาดใหญ่ เปรียบเสมือน “ท้องฟ้าส่วนพระองค์” มีนัยเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองและศาสนาที่ทรงพลัง บ่งบอกว่าผู้อยู่ใต้ร่มนั้นดำรงสถานะเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป และได้รับสิทธิในการปกครองโดยอำนาจแห่งสวรรค์
จีนโบราณ: จุดเริ่มต้นของร่มกันฝน
ขณะที่ฟากอารยธรรมตะวันออก จีนเป็นดินแดนแห่งแรกที่เปลี่ยนสถานภาพของร่ม จากเครื่องแสดงฐานันดรศักดิ์ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่นำมาใช้งานในชีวิตคนทั่วไป มีข้อสันนิษฐานว่าในช่วงสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก (Western Zhou period ราวศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล) เริ่มมีการทำร่มจากผ้าไหม ซึ่งมีราคาแพงมากกว่าคนทั่วไปจะซื้อได้ ช่างฝีมือชาวจีนได้พัฒนาร่มให้ใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ขี้ผึ้งหรือน้ำมันพืชเคลือบกระดาษหรือผ้าไหม เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการกันน้ำได้ ถือกำเนิดเป็นร่มกันฝนในยุคแรกของโลกที่มีหลักฐานบันทึกไว้
ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) มีการพัฒนาโครงร่มให้สามารถกางและหุบได้สะดวกยิ่งขึ้น นับเป็นความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่ล้ำหน้าอย่างยิ่งในยุคสมัยนั้น จนกลายเป็นต้นแบบของร่มสมัยใหม่ที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน
แม้ว่าร่มเริ่มมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น แต่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ก็ยังดำรงอยู่ ในราชสำนักจีนใช้ร่มเป็นเครื่องหมายแห่งพระราชอำนาจและลำดับชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน ร่มพิธีการสำหรับจักรพรรดิมีลักษณะซ้อนกันหลายชั้น ประดับอย่างวิจิตรเหนือพระเศียร ขณะที่เชื้อพระวงศ์และขุนนางจะใช้ร่มที่มีจำนวนชั้นและการตกแต่งลดหลั่นลงมาตามลำดับตำแหน่ง

ภาพที่ 3 ภาพวาดแสดงการใช้ร่มในจีนโบราณ
แหล่งที่มาภาพ: https://www.newhanfu.com/18259.html
กรีกและโรมัน: เมื่อร่มกลายเป็นเรื่องของผู้หญิง
ในดินแดนเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean area) การใช้ร่มค่อยๆ ปรับเปลี่ยนบทบาทจากสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุด กลายเป็นเครื่องประกอบฐานะ รสนิยมและความงามของชนชั้นสูงในกรีซโบราณ โดยเฉพาะในงานพิธีและขบวนแห่ ร่มได้รับความนิยมในหมู่สตรีผู้สูงศักดิ์ที่มักให้หญิงรับใช้หรือทาสหญิงเป็นผู้ถือร่มเดินตาม เพื่อให้ร่มเงาจากแสงแดด และเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนความสง่างามของผู้เป็นเจ้าของ
อย่างไรก็ตาม ชาวกรีกมีทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนต่อการใช้ร่ม ในสังคมยุคนั้นมีค่านิยมว่าการถือร่มเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมสำหรับสตรี แต่หากบุรุษผู้ใดถือร่มด้วยตนเองก็อาจถูกมองว่าอ่อนแอ หรือขาดความเป็นชาย ทั้งนี้ ผู้ชายชาวกรีกในอุดมคติต้องเป็นผู้ที่สามารถเผชิญกับแสงแดดและความลำบากได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด ดังนั้น เมื่ออารยธรรมกรีกส่งอิทธิพลต่อไปยังจักรวรรดิโรมัน ค่านิยมดังกล่าวก็ได้รับการสืบทอดต่อมาด้วยเช่นกัน
ยุโรปที่ลืมร่มไป และการค้นพบใหม่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
เมื่อยุโรปก้าวเข้าสู่ยุคกลาง ข้อมูลการใช้ร่มกลับเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งประดิษฐ์ที่เคยปรากฏอยู่ในอารยธรรมโบราณตัวตนมาก่อน จนกระทั่งเข้าสู่ยุคเรอเนสซองส์ เมื่อการค้าระหว่างทวีปและการเดินเรือเฟื่องฟูอีกครั้ง พร้อมกับการไหลเวียนของสินค้า ความรู้ และวัฒนธรรมจากโลกตะวันออกสู่ยุโรป
หลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับร่มที่ปรากฏอีกครั้งถูกบันทึกไว้ในหนังสือ คอเรียตส์ครูดิติส (Coryat's Crudities) โดยนักเดินทางชาวอังกฤษ โทมัส คอเรียต (Thomas Coryat) เมื่อปี ค.ศ.1611 เขาระบุว่า ระหว่างการเดินทางในอิตาลี เขาได้พบเห็นผู้คนใช้อุปกรณ์ที่กางเหนือศีรษะเพื่อป้องกันแสงแดด ซึ่งเป็นภาพแปลกตาสำหรับชาวอังกฤษในยุคนั้น จนเขาเห็นว่าควรบันทึกเรื่องราวนี้ไว้ ขณะที่ชาวอิตาลีมองว่าการใช้ร่มเป็นเรื่องธรรมดา
ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สตรีชนชั้นสูงในฝรั่งเศสเริ่มนิยมใช้ร่มเพื่อกันแดด และแสดงออกถึงรสนิยมแฟชั่น ขณะเดียวกัน ช่างฝีมือชาวฝรั่งเศสก็พัฒนาการเคลือบผ้าด้วยขี้ผึ้งและน้ำมันเพื่อให้ร่มสามารถป้องกันฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยความก้าวหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1710 เมื่อช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส ฌอง มาริอุส (Jean Marius) ได้รับพระราชทานเอกสิทธิ์ในการผลิตร่มแบบพับได้ที่มีขนาดกะทัดรัดและพกพาสะดวกกว่าร่มแบบดั้งเดิม ทำให้ร่มเริ่มเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องแสดงสถานะของชนชั้นสูงสู่สิ่งใช้สอยที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น กระนั้น ร่มส่วนใหญ่ทำจากผ้าไหมหรือผ้าเคลือบน้ำมัน และใช้แผ่นหนวดปลาวาฬเป็นโครง แม้จะแข็งแรงแต่มีน้ำหนักมาก ราคาแพงและพับเก็บได้ไม่สะดวกนัก
การปฏิวัติอุตสาหกรรม: ร่มสำหรับทุกคน
ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ร่มกลายเป็นสิ่งธรรมดาที่ผู้คนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้ มิใช่เครื่องใช้สำหรับอภิสิทธิ์ชนอีกต่อไป ในปี ค.ศ. 1852 ซามูเอล ฟอกซ์ (Samuel Fox) วิศวกรชาวยอร์กเชียร์ คิดค้นโครงร่มพารากอน (Fox’s Paragon Frame) ทำจากเหล็กกล้าน้ำหนักเบา โดยเขาได้แนวคิดมาจากการนำเหล็กเส้นสปริงที่เหลือจากการผลิตโครงชุดรัดตัวสตรี (corset stays) มาประยุกต์ใช้เป็นซี่ร่ม ทำให้โครงร่มแข็งแรง ยืดหยุ่น และมีน้ำหนักเบามาก
นวัตกรรมดังกล่าวไม่เพียงทำให้ร่มมีความทนทานและใช้งานสะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตลงอย่างมหาศาล มีการก่อตั้งโรงงานผลิตร่มขึ้นทั่วอังกฤษและยุโรป ร่มกลายเป็นสินค้าที่ผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นกลางสามารถเข้าถึงร่มได้อย่างแพร่หลาย
ศตวรรษที่ 20: ร่มกลายเป็นสิ่งของพกพา
ในปี ค.ศ. 1928 ฮานส์ เฮาพท์ (Hans Haupt) วิศวกรชาวเยอรมัน ได้พัฒนาร่มให้สามารถพับเก็บจนมีขนาดเล็กพอจะใส่กระเป๋าได้ และต่อมาได้วางจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ "คานีร์พส์" (Knirps) ซึ่งมีความหมายว่า "เด็กตัวเล็ก" ในภาษาเยอรมันเพื่อสื่อความหมายถึงขนาดอันกะทัดรัดของร่มรุ่นนี้

ภาพที่ 4 ฮานส์ เฮาพท์ (Hans Haupt)
แหล่งที่มาภาพ: https://knirps.com/company/
เบื้องหลังความสำเร็จของนวัตกรรมร่มพับพกพานั้น เรื่องเล่าว่า เฮาพท์ได้รับบาดเจ็บจากสงครามต้องใช้ไม้เท้า หรือใช้มือข้างหนึ่งช่วยพยุงตัว การใช้ร่มขนาดใหญ่เป็นเรื่องไม่สะดวกในการพกพา เขาจึงออกแบบร่มที่สามารถพับเก็บได้ง่าย พกติดตัวได้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของตนเองเท่านั้น ไม่คาดคิดว่าแนวคิดนี้จะกลายเป็นต้นแบบของร่มพับที่ผู้คนทั่วโลกใช้มาจนถึงทุกวันนี้
ตลอดศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีการผลิตร่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง วัสดุอย่างผ้าไหมและผ้าเคลือบขี้ผึ้งถูกแทนที่ด้วยวัสดุสังเคราะห์ด้วยผ้าไนลอน (Nylon) และโพลีเอสเตอร์ (Polyester)ที่มีคุณสมบัติดีกว่า ทั้งมีน้ำหนักเบา แห้งเร็ว และทนทาน ขณะที่การใช้เคมีสังเคราะห์สมัยใหม่เคลือบเป็นผ้าเทฟลอน (Teflon Fabric) ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการกันน้ำ รวมถึงการเปลี่ยนวัสดุส่วนโครงร่มให้เป็นอะลูมิเนียมและไฟเบอร์กลาส ทำให้ร่มทั้งเบา แข็งแรง และทนแรงลมได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบัน มีร่มถูกผลิตขึ้นจำนวนหลายพันล้านคันในแต่ละปี และวางจำหน่ายเกือบทั่วโลก

ภาพที่ 5 ร่มในปัจจุบัน
แหล่งที่มาภาพ: https://www.nytimes.com/wirecutter/reviews/best-umbrella/
ตลอดเวลากว่าสี่พันปี “ร่ม” เคยมีสถานภาพเป็นเครื่องใช้สอยที่แสดงถึงอำนาจสูงสุด และเป็นอภิสิทธิ์ของชนชั้นสูง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะผ่านการค้า นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงของสังคม จนกลายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ธรรมดาสามัญที่ทุกคนสามารถครอบครองได้ในทุกวันนี้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
The history of umbrellas: from its origins to the present day: https://www.beau-nuage.fr/en/?fc=module&module=prestablog&controller=blog&id=8
1911 Encyclopædia Britannica/Umbrella:
https://en.wikisource.org/wiki/1911_Encyclop%C3%A6dia_Britannica/Umbrella
The rise of umbrellas: https://www.discoverbritain.com/history/traditions/british-umbrellas-history/