ทุกเช้าเรือด่วนเจ้าพระยา (ธงส้ม) ขนส่งมนุษย์เงินเดือน นักเรียน นักศึกษาจนแน่นขนัดเกือบเต็มลำ เสียงเร่งเครื่องยนต์ดังกระโชก พร้อมเรือเคลื่อนตัวแหวกสายน้ำออกจากท่าเรือ N30 หรือท่าน้ำนนท์ เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ขณะที่เรือข้ามฝากจากท่าน้ำบางศรีเมืองพาผู้คนมาขึ้นที่ท่าน้ำแห่งนี้ บางคนเร่งซอยฝีเท้าไปยังป้ายรถเมล์บ้าง คิวรถตู้บ้าง และมีหลายคนมองหารถโดยสารรูปแบบอื่น เช่น แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อรีบเดินทางไปยังจุดหมายให้เร็วที่สุด
ท่ามกลางความเร่งรีบโดยรอบวงเวียนหอนาฬิกาท่าน้ำนนท์ที่บอกเวลาอย่างแม่นยำและสม่ำเสมอมาเกือบ 70 ปี ยังมี “สามล้อ” รถโดยสารในตำนานที่ไม่สามารถแข่งขันทำเวลาเทียบกับยานพาหนะชนิดไหน ชายผู้เป็นสารถีสามล้อถีบรับจ้างต่างยืนบ้าง นั่งบ้าง เพื่อรอลูกค้าสักคนเรียกใช้บริการยานพาหนะ ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยพละกำลังขาของคนสูงวัย ในระดับความเร็วเพียงสิบกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเทียบได้กับการวิ่งเหยาะๆ ทำให้ผู้เขียนสนใจและตั้งคำถาม...วันนี้ยังมีใครเรียกใช้สามล้ออีกไหม?

ตาต้อย สามล้อถีบคนนนท์ คนสุดท้าย
ย้อนกลับไปในปีพ.ศ.2502 ยุครัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัชต์ ได้ออกประกาศคำสั่งห้ามรถสามล้อถีบวิ่งในเมืองหลวงอย่างเด็ดขาด เนื่องด้วยความแออัดและไม่เป็นระเบียบของการจารจรในสมัยนั้น ทำให้สามล้อถีบกว่า 15,000 คัน อพยพและกระจายตัวไปทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดนนทบุรี
ตาต้อย ชายวัย 64 ปี คนพื้นเพจังหวัดนนทบุรี กล่าวยืนยันกับผู้เขียนว่าเขาเป็นคนเก่าที่สุด และเป็นคนนนท์เพียงคนเดียวในพื้นที่ที่ยังยึดอาชีพถีบสามล้อตามรุ่นพ่อตั้งแต่อายุ 15 ปี และเน้นว่า “ที่วินผมมาจากอีสานหมด” พร้อมเล่าย้อนถึงอดีตการค้าขายที่เคยรุ่งเรืองของตลาดท่าน้ำนนท์แห่งนี้
“สมัยก่อนวิ่งดีมาก คึกคักมาก...สามล้อถีบวิ่งกันได้ทั้งคืนยันเช้า เมื่อก่อนของขายดีหมด ร้านค้าขายกันทั้งคืน คนเดินซื้อกันทั้งคืน...เดี๋ยวนี้ไม่ถึง 6 โมงเย็นก็เงียบแล้ว“
“ทุกวันนี้อยู่ได้เพราะขาประจำ พวกแม่ค้า ไปรับตามบ้าน เวลาจะออกไปตลาดหรือกลับบ้าน”
รถสามล้อของตาต้อยทำจากเหล็กแข็งตีตรานางฟ้า ยี่ห้อของอู่รถโบราณที่เลิกผลิตไปนานแล้ว เช่นเดียวกับ อู่สามล้อถีบชื่อดังในอดีตอย่างยี่ห้อ เพียวเส็ง ตรานกอินทรี และ ปอฮะ ตราม้า ต่างล้มเลิกกิจการไปตามกาลเวลา แม้สภาพโครงรถที่ดูเก่าแต่ยังทนทาน สามารถแบกรับน้ำหนักสิ่งของจากแม่ค้าที่ยังพึ่งพากันและช่วยให้อาชีพถีบสามล้อเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยปัจจุบันผู้โดยสารขาจรนั้นหาได้ยากมาก
ตาต้อยยังเล่าต่อไปด้วยความภูมิใจถึงความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้โดยสารขาประจำ และมีความแม่นยำในเส้นทางสูงโดยไม่ต้องบอกเส้นทาง รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่แม้แต่แอปพลิเคชันเดลิเวอรียุคใหม่ก็อาจสร้างความเชื่อมั่นไม่เทียบเท่า
“เห็นหน้าก็รู้แล้ว เดินมาก็รู้แล้วว่าจะไปไหน ไม่ต้องถาม รับกันทุกวัน”
“ส่งถึงประตูบ้านเลย ของครบปลอดภัยแน่นอน“
นอกจากนี้ ตาต้อยยังเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มแม่ค้าที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันเพื่อการอยู่รอดของปากท้อง และทำให้อาชีพสามล้อมถีบ เส้นเลือดฝอยที่เข้าถึงชีวิตชุมชนยังคงมีลมหายใจอยู่จนถึงปัจจุบันว่า
“เมื่อก่อนมีการออกกฎจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะไม่ให้พวกสามล้อถีบออกมา เพราะเกะกะกีดขวาง
พวกแม่ค้ายังออกมาช่วยประท้วงด้วยกัน ยกพวกไปกันทั้งจังหวัดถึงทำเนียบเลย”

ซอยติวานนท์ 3 พื้นที่แห่งโอกาสที่โอบอุ้มสามล้อถีบ
ความผูกพันระหว่างสามล้อถีบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะผู้คนในตลาดสดแบบดั้งเดิมเท่านั้น แม้โครงสร้างการคมนาคมเมืองจะก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไป แต่พื้นที่ที่มีสถานีรถไฟฟ้าพาดผ่านอย่างซอยติวานนท์ 3 (ซอยพิชยนันท์) เจ้าของพื้นที่มีความเห็นอกเห็นใจและเปิดโอกาสให้อาชีพสามล้อถีบยังสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้จึงสงวนพื้นที่บริเวณปากซอยไว้ให้เป็นที่ตั้งเฉพาะของวินสามล้อถีบเท่านั้น ซึ่งสามารถขับขี่ภายในซอยติวานนท์ 3 รวมทั้งซอยแยกย่อยที่เชื่อมต่อไปยังชุมชนซอยเรวดีที่อยู่ข้างเคียงได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงอุบัติเหตุกับรถจำนวนมากบนถนนสายหลัก
เสื้อวินสีส้มกับชื่อชุมชนซอยพิชยนันท์ที่พาดอยู่ตรงกลางบ่งบอกถึงสิทธิในการใช้ถนนร่วมกับยานพาหนะอื่นๆ ในซอยอย่างเสมอภาค แม้ในบางช่วงของซอยแคบ สามล้อเคลื่อนที่ด้วยความเชื่องช้าก็ไม่ปรากฏเสียงบีบแตรจากรถด้านหลังไล่ให้หลบหรือหลีกทาง มีการแบ่งปันทั้งพื้นที่ทางกายภาพและน้ำใจให้แก่อาชีพเก่าแก่นี้ และในบางจังหวะยังได้เห็นมิตรภาพของเพื่อนร่วมทางอย่างรถแท็กซี่ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันบนถนน ส่งเสียงทักทายระหว่างทางที่รถสวนกัน นับเป็นมิตรภาพที่หาได้ยากขึ้นบนท้องถนนที่ทุกคนต่างรีบเร่งกัน

นับถอยหลังกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2476 นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ ให้กำเนิดสามล้อถีบคันแรกที่จังหวัดนครราชสีมา กว่า 93 ปีแล้วที่รถสามล้อถีบในประเทศไทยผ่านร้อนผ่านหนาว เผชิญการเปลี่ยนผ่านของกระแสเศรษฐกิจและสังคมมาแล้วมากมาย จากสถิติที่เคยบันทึกไว้ว่ามีรถสามล้อถีบรับจ้างในพระนครกว่า 15,000 คัน ปัจจุบันกลุ่มอาชีพนี้คงเหลือจำนวนเพียงหยิบมือเดียว แม้ว่าอาชีพนี้จะเคยสงวนไว้เฉพาะให้คนไทยทำกิน ทว่ากลับไม่มีทายาทสืบทอดมรดกของชาติ ในไม่ช้าอาชีพสามล้อถีบอาจสูญหายไปจากสังคมไทย คงเหลือไว้เพียงรถสามล้อที่กลายเป็นโบราณวัตถุที่ได้รับการอนุรักษ์และจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์
ผู้เขียนได้แต่คาดหวังว่าสายใยความผูกพันและการเกื้อกูลกันในสังคมของคนไทยจะช่วยยืดเวลาให้สามล้อถีบ...พิพิธภัณฑ์มีชีวิตนี้ยังเคลื่อนที่ต่อไปได้ในวงล้อแห่งกาลเวลา
