*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น
ในปัจจุบันวัฒนธรรมฝรั่งเศสมีเทพี ‘มารีแอนน์’ (Marianne) เป็นสัญลักษณ์เชิงบุคคล (Personified Symbol) ของความเป็นชาติฝรั่งเศสในฟาก ‘สาธารณรัฐ’ ขณะที่ขั้วตรงข้ามอย่างกลุ่มกษัตริย์นิยมใช้รูปของสตรีที่เคยมีชีวิตอยู่จริงอย่าง ‘ฌาน ดาร์ก’ (Jeanne d’Arc) หรือรู้จักกันทั่วไปในชื่อภาษาอังกฤษว่า โจน ออฟ อาร์ก (Joan of Arc, มีชีวิตอยู่เมื่อราว ค.ศ. 1412-1431) เป็นสัญลักษณ์ของฟาก ‘กษัตริย์นิยม’
ฝ่ายกษัตริย์นิยมเลือก ฌาน ดาร์ก มาใช้เป็นสัญลักษณ์เชิงบุคคลไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ด้วยเธอได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็น “วีรสตรีของฝรั่งเศส” จากบทบาทที่เคยเป็นผู้นำของทัพฝรั่งเศสเข้ารบในสงครามร้อยปี (สงครามระหว่างราชวงศ์แพลนแทเจนิต [House of Plantagenet] ที่ปกครองอังกฤษในขณะนั้นกับราชวงศ์วาลัว [Maison de Valois] เพื่อแย่งกันปกครองฝรั่งเศสในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1337-1453) โดยอ้างว่าพระเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง ต่อมาคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกได้สถาปนา ฌาน ดาร์ก ขึ้นเป็นนักบุญ
ดังนั้น ฌาน ดาร์ก จึงมีความเหมาะสมที่สุดที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ หรือความเป็นฝรั่งเศสแบบกษัตริย์นิยม (เพราะเธอต่อสู้เต็มกำลังเพื่อราชวงศ์วาลัวด้วย) อีกประการหนึ่งภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มีเพศกำกับอยู่ในคำศัพท์ทุกตัวเสมอ ซึ่งคำว่า ‘ฝรั่งเศส’ เป็น ‘เพศหญิง’ ดังนั้น ฌาน ดาร์ก มีเหตุผลที่สมบูรณ์อย่างยิ่งที่จะเป็นสัญลักษณ์เชิงบุคคลแทนความเป็นฝรั่งเศสในแบบที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมใฝ่ฝันถึง

ภาพที่ 1: ภาพเทพีมารีแอนน์นำฝูงชนในการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของฝรั่งเศสตามจินตนาการ วาดเมื่อ ค.ศ. 1830
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Marianne

ภาพที่ 2: ภาพเขียนรูป ฌาน ดาร์ก เลียนแบบศิลปะในยุคกลางของยุโรป วาดขึ้นช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
แหล่งที่มาภาพจาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Joan_of_Arc
หากใครสังเกตฝรั่งเศสยกให้ชาติของตนเป็นเพศหญิงก็มีเหตุผลเช่นเดียวกับอีกหลายชาติ เช่น ‘มารดาแห่งรัสเซีย’ (บางทีเรียก มารดาแห่งมาตุภูมิ [Rodina-mat'] หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Mother Motherland) ของรัสเซีย, พระแม่บริตานเนีย (Britannia) ของสหราชอาณาจักร หรือแม้กระทั่ง พระแม่ภารตมาตา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เชิงบุคคลของชาติ และความเป็นอินเดีย เป็นต้น
ทั้งนี้ มีผู้วิเคราะห์เสนอว่า ลักษณะเช่นนี้เกี่ยวข้องอยู่กับความเชื่อเรื่อง ‘แผ่นดินแม่’ หรือ ‘มาตุภูมิ’ (Motherland) โดยนักวิชาการในโลกตะวันตกหลายคนได้เชื่อมโยงศัพท์คำนี้เข้ากับรากเหง้าความเชื่อเรื่อง ‘พระแม่ธรณี’ ในสมัยโบราณที่ใช้คำภาษาอังกฤษเรียก เช่น Mother goddess/ Earth goddess/ Mother Earth/ Mother Nature ซึ่งอายุเก่าแก่ย้อนไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์
เริ่มจากทำความเข้าใจความเกี่ยวข้องกันของ ‘ผืนดิน’ กับ ‘พระแม่’ จากฉากทัศน์ที่ฉายภาพ ท้องฟ้าที่มีฝนตกพรำลงบนท้องทุ่งเขียวขจี ทำให้พืชผลชนิดใดในท้องทุ่งไม่ว่าจะเป็น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เล่ย์ หรือพืชพันธุ์ธัญญาหารชนิดใดเติบโตงอกงาม ย่อมทำให้เจ้าของท้องทุ่งยิ้มด้วยความคาดหวังว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ในสังคมเกษตรกรรมมักสร้างสัญลักษณ์เชิงบุคคลของ ‘ท้องฟ้า’ ในรูปลักษณ์ของ ‘ผู้ชาย’ ที่หลั่งน้ำฝน (เชื้อแห่งชีวิต) ลงมายังพื้น ‘แผ่นดิน’ ซึ่งมักแสดงแทนด้วยรูป ‘ผู้หญิง’ ในทำนองการอุปมาอุปไมยเหมือนการสังวาสกันของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เมื่อเชื้อแห่งชีวิตตกลงสู่พื้นดินย่อมก่อกำเนิดให้มี ‘ชีวิต’ หรือผลผลิต ดังนั้นเครื่องเพศทั้งชายและหญิงจึงเป็นสัญลักษณ์ของการก่อกำเนิด และความอุดมสมบูรณ์
พระแม่แห่งผืนดินจึงมักมีอีกสถานะเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วย ทั้งนี้ อาจรวมถึงการกลายร่างอีกสารพัดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ เช่น เทพีแห่งความงาม เทพีแห่งความรัก เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เทพีแห่งการสงคราม เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ในหลายวัฒนธรรมจึงให้ความหมายกับชาติว่าเป็นเพศหญิง และมีสัญลักษณ์เชิงบุคคลเป็น ‘มารดา’ หรือ ‘พระแม่’ ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูชาติ อีกทั้งแนวคิดเรื่องชาติ หรือรัฐชาติสมัยใหม่ได้ผสานความคิดเรื่อง ‘ผืนแผ่นดิน’ เข้ากับ ‘ดินแดน’ ซึ่งเป็นที่ตั้งทางกายภาพของชาติเข้ากันอย่างแนบแน่น ดังนั้น ไม่ว่าฝั่งกษัตริย์นิยม (ฌาน ดาร์ก) หรือฝั่งสาธารณรัฐนิยม (มารีแอนน์)ต่างก็แสดงสัญลักษณ์เชิงบุคคลด้วยรูปลักษณ์ของสตรีเพศ
อย่างไรก็ตาม ฌาน ดาร์กมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์โลก หากแต่มารีแอนน์ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากสภาวการณ์ทางสังคมที่เลวร้าย ทั้งจากพิษเศรษฐกิจ และการเมืองของฝรั่งเศสในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากสมัยราชาธิปไตย ไปสู่ความเป็นสาธารณรัฐแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์
กล่าวกันว่า จุดเริ่มต้นของมารีแอนน์ เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1775 เมื่อช่างเขียนแบบควบตำแหน่งนักวาดภาพประกอบชื่อ ฌ็อง-มิเชล โมโร (Jean-Michel Mureau, ค.ศ. 1741-1814) วาดภาพหญิงสาวในชุดสไตล์โรมันพร้อมหมวกฟริเจียน (Phrygian cap) ที่วางอยู่บนหอกอยู่ในมือข้างหนึ่ง (หมวกฟริเจียน เป็นหมวกทรงกรวย ทำจากผ้าสักหลาด ปลายยอดของหมวกแหลมโค้งลงมาทางด้านหน้า และมักมีสีแดง โดยพวกโรมันใช้หมวกแบบนี้ให้ ‘ทาส’ ซึ่งได้รับการปลดปล่อยให้เป็น ‘อิสระ’ แล้วใช้สำหรับสวมใส่เพื่อบ่งบอกสถานภาพนั่นเอง)
ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่าต้นแบบของ ‘มารีแอนน์’ คือเทพีแห่งเสรีภาพตามความเชื่อของชาวโรมันที่ชื่อว่า ‘ลิเบอร์ตาส’ (Libertas) ซึ่งมักปรากฏกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างชาวโรม สวมหมวกฟริเจียน หรือถือไว้ในมือขวา มีนัยเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ และมักถือหอกไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานอย่างแน่ชัดว่า มีหญิงสาวในรูปภาพของ ฌ็อง-มิเชล โมโร มีการอ้างอิงว่าเป็นเทพีลิเบอร์ตาส รวมทั้งไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ในช่วงนั้นมีเทพีชื่อมารีแอนน์ หรือไม่?
อนึ่ง ช่วงเวลาที่เริ่มปรากฏตัวตนของมารีแอนน์เป็นยุคที่ประชาชนชาวฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นอย่างสาหัส ก่อนเกิดการปฏิวัติครั้งสำคัญหลังจากนั้นในอีกสิบกว่าปีถัดมา ภาพของมารีแอนน์สวมใส่เสื้อผ้าอย่างโรมัน และหมวกอันเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ทาส’ โรมัน ที่ได้รับอิสระและเสรีภาพจึงประทับในใจผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก
นับจากนั้นภาพของหญิงสาวได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพไปโดยปริยาย ในระยะแรก ‘มารีแอนน์’ จึงไม่ได้เป็นแค่พระแม่แห่งจิตวิญญาณที่เรียกร้องความเป็นสาธารณรัฐให้กับชาวฝรั่งเศส แต่ยังพ่วงฐานะของ ‘เทพีแห่งเสรีภาพ’ อีกด้วย
ภายหลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายประชาชนชาวฝรั่งเศส ภาพของมารีแอนน์ถูกนำมาใช้บนเหรียญตราเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ถล่มคุกบาสตีย์ และกลายเป็นสัญลักษณ์เชิงบุคคลในเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ซึ่งเป็นคำขวัญสำคัญในการปฏิวัติ และบางครั้งก็รวมความมีเหตุผลด้วย
แม้ว่าภาพลักษณ์ของ ‘มารีแอนน์’ จะเป็นขั้วตรงข้ามกับ ‘ฌาน ดาร์ก’ อย่างชัดเจนด้วยรากฐานจากอุดมการณ์ทางการเมืองการปกครองที่ขัดแย้งกัน แต่ก็มีรากเหง้าเรื่องแนวคิดของ ‘พระแม่’ ผู้เป็นใหญ่ของผืนแผ่นดินร่วมกัน

ภาพที่ 3: เทพีลิเบอร์ตาสบนเหรียญโรมัน
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Libertas

ภาพที่ 4: กลุ่มหญิงสาวชาวฝรั่งเศสสวมหมวกฟรีเจียน เพื่อระลึกถึงมารีแอนน์
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Marianne