*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น
“เหม่อมองฟ้าคืนนี้ แสงดาวเรียงรายสวยเด่น แต่ใจฉันคืนนี้สุดแสนลำเค็ญหม่นหมาง...” ท่อนหนึ่งของเพลง “ดาวประดับใจ” เพลงของดอน สอนระเบียบ ศิลปินเลื่องชื่อที่เคยได้รับความนิยมในช่วงยุคทศวรรษ 80s อาจคุ้นหูใครหลายคน ด้วยเนื้อร้องที่แสนวิจิตรผสานกับเสียงร้องไพเราะ พร้อมกับท่วงทำนองดนตรีแสนกินใจทำให้เพลงนี้ติดหู ผู้เขียนเชื่อว่าแม้บางคนอาจร้องตามไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินท่วงทำนองเพลงแล้วน่าจะฮัมเพลงคลอตามได้ไม่ยากนัก เพราะเพลงดังกล่าวดัดแปลงท่วงทำนองจากเพลงฮิตอย่าง “ซุบะรุ” ของชินจิ ทะนิมุระ (Shinji Tanimura)
ในปีค.ศ. 1980 ชินจิ ทะนิมุระ ได้แต่งเนื้อร้องและทำนองของบทเพลงหนึ่งขึ้น โดยมีแรงบันดาลใจหลังจากได้ไปชมความสวยงามของท้องฟ้าและดวงดาว ณ มณฑลเฮยหลงเจียง ประเทศจีน และตั้งชื่อเพลงว่า “ซุบารุ” ผลงานชิ้นนี้วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน ปีค.ศ. 1980 และกลายเป็นผลงานเพลงที่ฮิตที่สุดของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยว โดยมียอดขายสะสมถึง 600,000 แผ่น และถูกนำไปขับร้องในรายการมหกรรมงานแสดงดนตรีขาวแดง (NHK Kohaku Uta Gassen) ถึง 5 ครั้ง ซึ่งบทเพลงนี้นอกจากไพเราะแล้วยังสามารถก้าวข้ามผ่านกำแพงด้านภาษาและพรมแดน เข้าถึงจิตใจผู้ฟังมากมายจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย จนมีเรื่องเล่ากันว่า หากคนขับแท็กซี่ทราบว่าผู้โดยสารเดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่นจะเปิดเพลงนี้ต้อนรับด้วยความอบอุ่น

ภาพที่ 1: ชินจิ ทะนิมุระ
แหล่งที่มาของภาพ: https://www.chunichi.co.jp/article/789636
คำว่า “ซุบะรุ (昴)” หมายถึง “กระจุกดาวลูกไก่” หรือ “กระจุกดาวไพลยาดีส” (The Pleiades) ที่อยู่ในกลุ่มดาวพฤษภ ตัวอักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่น (昴) มีที่มาจากภาษาจีนว่า “เหมาซิ่ว” (昴宿) ในยุคจีนโบราณ กระจุกดาวนี้ถูกใช้เป็นจุดสังเกตเพื่อบอกฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร และเป็นเครื่องนำทางในการเดินเรือ อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็น “ดวงดาวแห่งความมั่งคั่ง” นำพาความร่ำรวยมาให้

ภาพที่ 2: กระจุกดาวลูกไก่
แหล่งที่มาของภาพ: https://thaiastro.nectec.or.th/skyevent/article/pleiades/
การทำความเข้าใจเพลงนี้อยู่ที่เนื้อเพลงท่อนจบสุดท้ายที่ร้องว่า “さらば昴よ (Saraba Subaru yo)” (ลาก่อน ซุบะรุ) ซึ่งเนื้อเพลงท่อนนี้มิได้เป็นเพียงการกล่าวอำลากระจุกดาวลูกไก่ทั่วไป ทว่า มีความหมายแฝงลึกซึ้ง โดยผู้แต่งเพลงตีความหมายเชิงนามธรรมว่า ซุบะรุเป็นดวงดาวแห่งความมั่งคั่ง หรือการยึดติดกับเงินทองและสิ่งของทางโลกเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิวัตถุนิยม (Materialism) และต้องการสื่อสารไปยังผู้ฟังเพลงถึงการบอกลาวิถีชีวิตที่ยึดติดกับคุณค่าทางวัตถุที่มองเห็นได้ด้วยตา หรือคุณค่าทางโลก และหันกลับมาให้ความสำคัญกับความคุณค่าทางจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นแทน ดังนั้นจึงควรกล่าวคำลา ‘ซุบารุ’ เพื่อมุ่งหน้าสู่หนทางอื่นที่สร้างความมั่นคงทางจิตวิญญาณมากยิ่งขึ้น

ภาพที่ 3: เนื้อเพลงซุบะรุ ถอดเสียงเป็นคำอ่านภาษาอังกฤษ
ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า เพลงนี้แต่งขึ้นในปีค.ศ. 1980 (ก่อนเศรษฐกิจสู่ยุคฟองสบู่ในช่วงปีค.ศ. 1986) ช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก สภาพสังคมเป็นแบบบริโภคนิยมสุดโต่ง ผู้คนใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ให้ความสำคัญกับคุณค่าของเงินและวัตถุสิ่งของ ซึ่งอาจเป็นมูลเหตุของการแต่งเพลงนี้ หลังจากนั้นเพียง 1 ปี ท่วงทำนองเพลงซุบะรุถูกนำมาดัดแปลงให้มีเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยในชื่อเพลง “ดาวประดับใจ” และขับร้องโดยดอน สอนระเบียบ (นักร้องและนักแสดงชาวไทยที่มีผลงานเป็นที่น่าจดจำหลายเพลงในช่วงยุคทศวรรษ 70s-80s)

ภาพที่ 4: ดอน สอนระเบียบ
แหล่งที่มาของภาพ: https://open.spotify.com/artist/0tHJh22vkACino9nomzjXj
เนื้อร้องของเพลงดาวประดับใจถูกถ่ายทอดด้วยภาษาเชิงกวีที่เน้นถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคลอย่างลึกซึ้ง โดยใช้การเปรียบเปรยระหว่างความงดงามของธรรมชาติกับความอ้างว้างในจิตใจ และบอกเล่าถึงความโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญกับสายลมหนาวเหน็บ หนาวทั้งกายและใจ ความสุขในวันวานที่เคยเคียงคู่กับคนรักเลือนหายไป คงเหลือเพียงความปรารถนาที่รอคอยให้คนรักหวนกลับมาเป็น “ดาวประดับหัวใจ” ส่องแสงนำทางให้ชีวิตที่หม่นหมองกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นใหม่อีกครั้ง
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเนื้อเพลงทั้งสองเวอร์ชัน ผู้เขียนพบว่ามีการให้ความหมายเกี่ยวกับการเดินทางที่น่าสนใจ ในเนื้อเพลงต้นฉบับมุ่งเน้น “การเดินทางออก” จากวิถีวัตถุนิยมเพื่อไปแสวงหาเสรีภาพทางจิตวิญญาณ ขณะที่เพลงดาวประดับใจให้ความหมายกับ “การเดินทางกลับ” ไปสู่ความทรงจำอันหอมหวาน เพื่อยึดเหนี่ยวในคุณค่าของความรักและการมีตัวตนของใครอีกคน ซึ่งแม้ความมุ่งหมายอาจต่างกัน แต่เพลงทั้งคู่กลับพยายามมองหา “แสงสว่างจากดวงดาว” นำพาชีวิตให้ข้ามผ่านความมืดมิดบนสังคมโลกไปให้ได้ ไม่ว่าแสงสว่างนั้นจะเกิดจากความตระหนักรู้ในปรัชญาที่ลุ่มลึกของชินจิ ทะนิมุระ หรือมาจากความรักอันอบอุ่นจากคนรักเก่าที่ดอน สอนระเบียบ เพรียกหา
แม้เวลาผ่านมานานกว่า 46 ปี แล้ว ในปัจจุบันสังคมยังขับเคลื่อนด้วยค่านิยมทางวัตถุ ผู้คนจำนวนมากตัดสินผู้อื่นเพียงมองจากรูปลักษณ์ภายนอก หรือฐานะทางเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มให้คุณค่ากับคนที่มีทรัพย์สินมากกว่าคนที่มีจิตใจเมตตาเอื้ออาทร คนจำนวนมากสูญเสียความสงบสุขในจิตใจ และดิ้นรนวิ่งตามหาสิ่งที่ตนถวิลหา ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาของบทเพลงนี้ยังคงมีความหมายที่สอดคล้องอย่างยิ่งในบริบทสังคมปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
十和田櫂. (2020). 谷村新司さんの「昴」の歌詞の意味を考えてみた, จาก https://www.hoshizorabu.com/lyrics-subaru/
森康弘. (2022). 谷村新司「昴」歌詞の意味とは?夢を追い続ける者が放つ「さらば昴よ」の真意に迫る, จาก https://utaten.com/specialArticle/index/7528
MGR Online. (2558). “ทานิมูระ ชินจิ” นักร้องญี่ปุ่นต้นตำรับเพลง “ซุบารุ” ผู้สอนคนจีนร้องเพลง (ชมคลิป), จาก https://mgronline.com/japan/detail/9580000111499