ในวัยเด็กผู้เขียนเคยมีความฝันว่าอยากเป็นลูกสาวเจ้าของโรงงานช็อกโกแลต ด้วยหลงใหลในรสชาติความอร่อยของช็อกโกแลต อยากรับประทานทุกวันและอยากเห็นว่าขนมหวานเลิศรสนี้ทำอย่างไร และนับเป็นความโชคดีที่ความฝันนี้ได้รับการเติมเต็มบางส่วน เมื่อผู้เขียนมีเพื่อนรักคนหนึ่งแต่งงานกับชาวเบลเยี่ยม และมีโอกาสพาครอบครัวไปเยี่ยมเพื่อน ณ กรุงบรัสเซลล์ (Brussels) ทั้งนี้ ประเทศเบลเยี่ยมมีพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต (Chocolate Museum) ในหลายเมือง ได้แก่ เมือง บรูจส์ (Bruges) เมืองแอนท์เวิร์ป (Antwerp) และเมืองบรัสเซลส์ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งช็อกโกแลต” มายาวนานหลายร้อยปี
ผู้เขียนพาหลานไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบรัสเซลล์ แม้ทางเข้าพิพิธภัณฑ์จะเล็กและเรียบง่ายแต่ภายในมีพื้นที่กว้างขวางและรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการน่าสนใจ สิ่งที่ทำให้ผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่รู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่เริ่มต้น คือ อ่างใบใหญ่ที่มีช็อกโกแลต 3 ชนิด (ไวต์ช็อกโกแลต มิลค์ช็อกโกแลต และ ดาร์กช็อกโกแลต) วางไว้ให้เลือกหยิบชิมได้ตามใจชอบ นับเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นสร้างรอยยิ้มให้ผู้มาเยือนได้ทันที

ภาพที่ 1 ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต
พิพิธภัณฑ์เริ่มต้นเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของวัตถุดิบก่อนที่จะกลายเป็นช็อกโกแลต และให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการผลิต ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับการทำช็อกโกแลตแบบดั้งเดิมจนถึงแบบร่วมสมัยปัจจุบัน
ช็อกโกแลตทำมาจากผลโกโก้ (Cacao) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแถบลุ่มน้ำแอมะซอน (Amazon) ทวีปอเมริกาใต้และบางส่วนในอเมริกากลาง โดยชาวมายา (Maya) และชาวแอซเท็ก (Aztec) เป็นชนกลุ่มแรกที่นำเมล็ดโกโก้มาบดผสมน้ำ ทำเป็นเครื่องดื่มขม เรียกว่า โซโคลัตล์ (Xocolatl) และปรากฏหลักฐานว่าโกโก้ในยุคนั้นไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่ยังใช้เพื่อบูชาในพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงใช้เป็นเงินตราเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของ ซึ่งในวัฒนธรรมโบราณโกโก้มีมูลค่าสูงยิ่งกว่าทองคำ จนกระทั่งเมื่อ 500 กว่าปีก่อน เมล็ดโกโก้ถูกนำเข้าสู่ทวีปยุโรปโดยเฮอร์นัน คอร์เตซ (Hernan Cortés) นักสำรวจชาวสเปน พิพิธภัณฑ์ได้ออกแบบประสบการณ์ให้ผู้ชมได้จินตานาการ พร้อมสัมผัสบรรยากาศจำลองการเดินทางของโกโก้บนเรือข้ามทวีปอย่างสมจริง ทั้งสภาพเรือที่โคลงเคลง พร้อมเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของพื้นเรือ ชวนให้เกิดความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปอดีต

ภาพที่ 2 หุ่นแสดงภาพการแกะเมล็ดโกโก้จากผลโกโก้

ภาพที่ 3 (เรียงจากซ้ายไปขวา) อุปกรณ์เครื่องมือยุคโบราณในการทำผงโกโก้จนมาเป็นเครื่องดื่ม

ภาพที่ 4 ภาชนะใส่เครื่องดื่ม “โซโคลัตล์” ของชาวมายา
นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้โบราณที่ใช้ในกระบวนการผลิตโกโก้ ตั้งแต่เริ่มต้นเก็บฝักโกโก้มาหมัก ตาก คั่ว บด จนได้เป็นผงโกโก้และน้ำมันโกโก้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์ออกแบบกิจกรรมให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมด้วยการเล่นเกมส์โม่บดผงโกโก้ผ่านจอดิจิทัล กิจกรรมนี้เด็กให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ภาพที่ 5 พิพิธภัณฑ์ให้ผู้เข้าชมได้ดมกลิ่นโกโก้ประเภทต่างๆ

ภาพที่ 6 กิจกรรมบดผงโกโก้ผ่านจอดิจิทัล
ในยุคแรก ช็อกโกแลตในยุโรปยังไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากมีรสขม ต่อมาชาวสเปนได้เติมน้ำตาลและอบเชยลงไป ทำให้ช็อกโกแลตมีรสชาติหวาน กลิ่นหอม และเริ่มแพร่หลายไปทั่วยุโรป ต่อมาช็อกโกแลตได้กลายเป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูง ยุคหลังจากนั้นชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้เป็นผู้ริเริ่มใส่นมลงไปในช็อกโกแลตจนกลายเป็นมิลค์ช็อกโกแลตอันเลื่องชื่อ ขณะที่ชาวเบลเยี่ยมมีความคิดสร้างสรรค์คิดค้นการทำช็อกโกแลตสอดไส้พราลีน (Praline) ซึ่งเป็นการนำครีม คาราเมล ถั่วอัลมอนด์ หรือเฮเซลนัทมาสอดไส้เป็นครั้งแรกของโลก ทำให้ได้ช็อกโกแลตที่มีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงมาก
ในพิพิธภัณฑ์มีการสาธิตวิธีการทำช็อกโกแลตสอดไส้พราลีนที่เป็นเอกลักษณ์ของเบลเยี่ยมให้ชมด้วย การสาธิตจัดเป็นรอบ แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 15 นาที ผู้สาธิตอธิบายขั้นตอนวิธีทำอย่างชัดเจนด้วยความชำนาญ จนดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย และเมื่อการสาธิตสิ้นสุดลง ผู้เข้าชมทุกคนจะได้ชิมพราลีนที่ทำสดใหม่ ซึ่งอร่อยละมุนลิ้นแบบไม่มีคำบรรยาย

ภาพที่ 7 การสาธิตการทำ Praline (ช็อกโกแลตสอดไส้)

ภาพที่ 8 ผู้เข้าชมการสาธิตจะได้ชิมพราลีนที่ทำสดใหม่
การเดินชมพิพิธภัณฑ์ในแต่ละห้องเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน และทำให้ได้รู้จักขนมหวานรสเลิศชนิดนี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งได้ความรู้ ความสนุก และความอิ่มเอมจากการได้ชิมช็อกโกแลตหลากหลายรสชาติชนิดต่างๆ ที่ใส่ขวดโหลแก้วให้ผู้เข้าชมเลือกชิมได้ตามใจชอบ เช่น ช็อกโกแลตกลิ่นวานิลลา ช็อกโกแลตกลิ่นส้ม กลิ่นมะนาวฯ

ภาพที่ 9 ช็อกโกแลตหลากหลายรสที่ทางพิพิธภัณฑ์ให้ผู้เข้าชมได้ชิมตามใจชอบ
จากนั้นผู้เขียนได้หาสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์ช็อกโกแลตเบลเยี่ยมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นช็อกโกแลตระดับพรีเมียมของโลก ได้แก่ นอยเฮาส์ (Neuhaus) โกดิวา (Godiva) เลโอนิดาส (Leonidas) ปิแอร์ มาร์โคลินี (Pierre Marcolini) โกตดอร์ (Côte d'Or) แมรี่ ช็อกโกแลตเทียร์ (Mary Chocolatier) และ วิททาเมร์ (Wittamer) เป็นต้น แต่ละแบรนด์ล้วนมีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว โดยเฉพาะนอยเฮาส์ ผู้คิดค้นช็อกโกแลตสอดไส้พราลีน ในปีค.ศ.1912 มีชื่อเสียงเรื่องความหรูหราและกล่องใส่ช็อกโกแลตแบบกล่องของขวัญหรูหรางดงาม ถือว่าเป็นหนึ่งในช็อกโกแลตระดับ “คลาสสิกที่สุด” ของเบลเยี่ยม ซึ่งกระตุ้นให้ผู้เขียนนึกถึงความทรงจำครั้งอดีตที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของการบินไทยเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว และยังรู้สึกภาคภูมิใจจนถึงวันนี้
บนเที่ยวบินจากบรัสเซลส์สู่กรุงเทพ ในห้องโดยสารชั้นธุรกิจมีการเสิร์ฟช็อกโกแลต “ปิแอร์ มาร์โคลินี” เป็นของหวานหลังมื้ออาหาร มีผู้โดยสารชาวเบลเยี่ยมสังเกตเห็นกล่องช็อกโกแลตวางอยู่ใต้โต๊ะเข็นเสิร์ฟ จึงให้คำแนะนำว่าควรนำกล่องช็อกโกแลตนั้นขึ้นมาวางจัดแสดงไว้บนโต๊ะ เพื่อแสดงให้ผู้โดยสารท่านอื่นได้รับรู้ว่าในฐานะสายการบินแห่งชาติได้คัดเลือกสรรแต่สิ่งที่มีคุณภาพมอบให้แก่ผู้โดยสาร ด้วยช็อกโกแลตยี่ห้อนี้มีชื่อเสียงในระดับหรูหราที่สุดของเบลเยี่ยม เนื่องจากปิแอร์ มาร์โคลินี เชฟ ผู้ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่คัดเมล็ดโกโก้จากแหล่งคุณภาพดีทั่วโลกไปจนถึงผลิตออกมาเป็นแท่งช็อกโกแลต (bean-to-bar) และรังสรรค์ช็อกโกแลตให้สวยงามราวงานศิลปะ
อย่างไรก็ตาม พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตมิได้มีเฉพาะในประเทศเบลเยี่ยม แต่มีอีกหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี อังกฤษ เม็กซิโก และญี่ปุ่น ทว่า ช็อกโกแลตของเบลเยี่ยมได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงเป็นพิเศษในด้านช็อกโกแลตที่มีคุณภาพสูง ในขณะที่ประเทศไทยก็มีช็อกโกแลตแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลระดับโลกด้วยเช่นกัน ได้แก่ สยามมายา กานเวลา ภราดัย กาดโกโก้ มัชฌิมา เป็นต้น ซึ่งแต่ละแบรนด์มีการคิดสร้างสรรรสชาติที่มีความพิเศษด้วยการผสมผสานกับอาหารหรือผลไม้ไทย ทำให้ได้ช็อกโกแลตรสชาติที่มีความแปลกใหม่เป็นอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร อย่างรสทุเรียน เมี่ยงคำ ข้าวคั่ว พะโล้ ต้มข่า ชาไทย พริก แกงมัสมั่น เป็นต้น ซึ่งเสน่ห์เฉพาะตัวนี้สะท้อนถึงศักยภาพและเสน่ห์ของวัตถุดิบจากภูมิปัญญาไทยได้เป็นอย่างดี
ช็อกโกแลต ไม่ใช่เพียงขนมหวานที่มีรสชาติน่าหลงใหล หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่บอกเรื่องราว ประวัติศาสตร์และความภูมิใจในเอกลักษณ์ของประเทศ การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตของผู้เขียน ไม่เพียงเติมความฝันในวัยเด็ก หากยังจุดประกายความฝันว่าในวันหนึ่งประเทศไทยอาจมีพิพิธภัณฑ์ขนมหวานไทยที่ถ่ายทอดความงามและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของหวานไทยไปสู่สายตาชาวโลกได้เช่นกัน
แหล่งที่มาข้อมูล