Museum Core
แบร์นีนี: พรสวรรค์ที่สลักก้อนหิน และตัวตนที่ขัดเกลาด้วยศรัทธา
Museum Core
23 ก.ย. 69 51

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น


               “เด็กคนนี้จะเป็นมิเกลันเจโลแห่งศตวรรษของเขา” ประโยคนี้เป็นพระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 5 (Pope Paul V) หลังจากโปรดให้จัน โลเรนโซ แบร์นีนี (Gian Lorenzo Bernini) วัย 8 ขวบเข้าเฝ้าแสดงพรสวรรค์เป็นครั้งแรก และกาลเวลาได้พิสูจน์ว่าคำทำนายแม่นยำนัก เพราะชายผู้นี้ได้อุทิศชั่วชีวิตให้กับการสร้างสรรค์งานน้ำพุ โบสถ์ จัตุรัส อนุสาวรีย์ สุสาน รูปสลักบุคคลสำคัญ ภาพจิตรกรรม อีกทั้งเขียนบทละคร กำกับละคร รวมถึงแสดงละครด้วยตัวเอง ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระสันตะปาปาถึง 8 พระองค์ และพากรุงโรมเข้าสู่ยุคศิลปะบาโรก (Baroque Art) ที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด โดยเฉพาะงานแกะสลักหิน จนกระทั่งมีคำกล่าวว่า กรุงโรมที่ทุกคนเห็นในปัจจุบันแทบไม่มีอะไรที่ปราศจากอิทธิพลของแบร์นีนีเลยทีเดียว

 

ภาพที่ 1 จัน โลเรนโซ แบร์นีนี

แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/File:Gian_Lorenzo_Bernini,_self-portrait,_c1623.jpg.

 

               จัน โลเรนโซ แบร์นีนี เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1598 เป็นลูกคนที่ 6 จาก 13 คนของประติมากร ปิเอโตร แบร์นีนี (Pietro Bernini) ในเมืองเนเปิลส์ (Naples) ผู้เป็นพ่อมองเห็นว่าลูกชายฉายแววอัจฉริยะจึงอบรมฝึกฝนอย่างเต็มที่ และย้ายครอบครัวมาอาศัยอยู่ในกรุงโรมเพื่อแสวงหาโอกาสทางศิลปะ ผลงานที่มีชื่อเสียงชิ้นแรก ๆ ของแบร์นีนีในช่วงปี ค.ศ. 1615-1620 เป็นงานแกะสลักหินอ่อนร่วมกับพ่อ ได้แก่ เด็กชายกับมังกร (Boy with a Dragon) บุคลาธิษฐานสี่ฤดู (Aldobrandini Four Seasons) สัตว์ครึ่งคนครึ่งแพะถูกเด็กมีปีกแกล้ง (Faun Teased by Putti) เป็นต้น หลังจากนั้นไม่นาน พระคาร์ดินัลชีปีโอเน บอร์เกเซ (Cardinal Scipione Borghese) ทรงรับแบร์นีนีไว้ในพระอุปถัมภ์ และให้เขาออกแบบตกแต่งสวน วิลล่า บูรณะซ่อมแซมงานแกะสลักสมัยโบราณ โดยสันนิษฐานว่าแบร์นีนีมีผลงานประติมากรรมด้วยฝีมือตัวเองชิ้นแรกเป็นรูปแพะอมัลเธียกับเทพจูปิเตอร์วัยทารกและสัตว์ครึ่งคนครึ่งแพะ (The Goat Amalthea with the Infant Jupiter and a Faun) ขณะที่เขาอายุราว 17 ปี  

 

ภาพที่ 2 เด็กชายกับมังกร และ แพะอมัลเธียกับเทพจูปิเตอร์วัยทารกและสัตว์ครึ่งคนครึ่งแพะ

แหล่งที่มาภาพ:  https://en.wikipedia.org/wiki/The_Goat_Amalthea_with_the_Infant_Jupiter_and_a_Faun#/media/File:Gianlorenzo_bernini,_la_capra_amaltea,_ante_1615_(galleria_borghese).jpg.

 

               เอกลักษณ์ของแบร์นีนีที่แตกต่างจากประติมากรทั่วไปในสมัยนั้น เขามักชอบเลือกชั่วขณะหนึ่งของเหตุการณ์ที่มีอารมณ์รุนแรงและความเคลื่อนไหวสูง (Dramatic Moment) ดูคล้ายฉากหนึ่งในละครมาแกะสลัก อาทิ รูปการลักพาตัวเทพีโพรเซอร์พินา (Rape of Proserpina) ซึ่งแกะสลักช่วงปี ค.ศ. 1621-1622 แสดงภาพพลูโต เทพผู้ปกครองยมโลก โผล่ขึ้นมาอุ้มลักพาตัวโพรเซอร์พินา เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิที่กำลังดิ้นรนบิดตัวผลักไสเต็มแรง มองเห็นรายละเอียดของอาการร้องอ้าปาก มีน้ำตาหยดลงมา รวมถึงมือของพลูโตบีบกดน้ำหนักลงบนต้นขาจนเห็นรอยผิวเนื้อยุบลงสมจริง ดูราวกับว่าวัสดุนั้นอ่อนนุ่มไม่ใช่หิน

               ในขณะที่เขาแกะสลักรูปเดวิด (David) ในช่วงปี ค.ศ. 1623-1624 โดยละทิ้งขนบที่ศิลปินในอดีตนิยมทำ เช่นมิเกลันเจโล แกะสลักเดวิดในท่ายืนอย่างมั่นใจและครุ่นคิดก่อนเข้าสู่สมรภูมิ หรือโดนาเทลโล (Donatello) จัดท่าทางให้เดวิดเท้าสะเอว ถือดาบและเหยียบหัวยักษ์โกลิอัธ (Goliath) ด้วยความเหนื่อยหลังได้รับชัยชนะ แต่แบร์นีนีเลือกแกะสลักเดวิดในท่ากำลังเอี้ยวตัว มือง้างสลิงเพื่อเหวี่ยงก้อนหินเข้าไปที่หน้าผากของยักษ์ เม้มปากสีหน้าเคร่งเครียดกับการเล็งเป้า กล้ามเนื้อทุกมัดแข็งเกร็ง ทำให้ดูราวกับว่าก้อนหินจะถูกเหวี่ยงออกไปในเสี้ยววินาทีข้างหน้า ผู้ที่ได้ชมผลงานจึงมักตื่นเต้นและจดจำงานของแบร์นีนีได้ทันที

 

ภาพที่ 3 การลักพาตัวเทพีโพรเซอร์พินา และ เดวิด

แหล่งที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Rape_of_Prosepina_September_2015-3a.jpg

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Bernini%27s_David_02.jpg.

               

               ความน่าตื่นเต้นในอีกแง่มุมหนึ่งที่อดกล่าวถึงเสียมิได้เลย คือ แบร์นีนีกล้าสร้างงานที่ดู ‘ล้ำเส้น’ มาตรฐานความเหมาะสมของสังคม ตัวอย่างสำคัญเป็นประติมากรรม รูปความปลื้มปีติของนักบุญเทเรซา (Ecstasy of Saint Teresa) แกะสลักในปี ค.ศ. 1651 โดยเขาตีความจากคำบรรยายของนักบุญที่ว่า “ข้าเห็นในมือของเทวทูตมีหอกทองยาว ที่ปลายเหล็กคล้ายจะติดไฟ ท่านแทงเข้าออกหัวใจข้าหลายครั้ง จนทะลุเข้าสู่อวัยวะภายใน เมื่อท่านดึงออกก็คล้ายจะดึงอวัยวะภายในออกไปด้วย ทำให้ข้าร้อนเหมือนอยู่บนกองไฟด้วยความรักอันยิ่งใหญ่แห่งพระเจ้า ความเจ็บปวดนั้นมากจนข้าครางออกมาหลายครั้ง ความหวานล้ำแห่งความเจ็บปวดนี้รุนแรงเสียจนไม่อยากให้หยุดลง” คล้ายเป็นนัยยะทางเพศมากกว่าจิตวิญญาณ แบร์นีนีจึงแกะสลักให้เทวทูตใช้หอกแทงนักบุญในท่าสยบยอมและมีความสุขปนเจ็บปวด อ้าปากและเปลือยเท้าทั้งที่แม่ชีควรใส่ถุงน่องและรองเท้าอยู่เสมอ ซึ่งผู้ว่าจ้างงานนี้คือพระคาร์ดินัลเฟเดริโก คอร์นาโร (Cardinal Federico Cornaro) ไม่ได้ทรงขัดข้องเนื่องจากต้องการภาพที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และทรงเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างความทรมานกับการบรรลุเชิงศาสนา

 

ภาพที่ 4 ความปลื้มปีติของนักบุญเทเรซา

แหล่งที่มาภาพ:  https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Cornaro_chapel_in_Santa_Maria_della_Vittoria_in_Rome_HDR.jpg.

 

               แม้ว่าแบร์นีนีเป็นคนขยันมีวินัย โฆษณาตัวเองได้ดี รวมถึงสร้างผลงานไว้มากกว่าร้อยชิ้น ทว่าอัจฉริยะผู้นี้ก็มีข้อผิดพลาดเช่นกัน โดยความล้มเหลวครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นที่หอระฆังมหาวิหารนักบุญปีเตอร์ (The Bell Towers of St. Peter's Basilica) ในปี ค.ศ. 1636 พระสันตะปาปาเออร์บันที่ 8 (Pope Urban VIII) มีพระบัญชาให้แบร์นีนีสร้างหอระฆังตามแบบที่สถาปนิกคาร์โล มาแดร์โน (Carlo Maderno) วางแผนไว้ในปี ค.ศ. 1608-1614 แต่เนื่องจากพื้นดินเกิดทรุดตัวจึงหยุดสร้าง เมื่อแบร์นีนีมาแก้ไขและสร้างใหม่ในปี ค.ศ. 1641 ก็ปรากฏว่าเกิดรอยแตกขึ้น บรรดาคู่แข่งของแบร์นีนี โดยเฉพาะฟรานเชสโก บอร์โรมีนี (Francesco Borromini) จึงประโคมข่าวว่าหอระฆังจะถล่ม ทำให้แบร์นีนีถูกปรับเงินและหอระฆังถูกรื้อทิ้งทั้งหมดตามพระบัญชาของพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 10 (Pope Innocent X) ซึ่งเป็นพระสันตะปาปาองค์ใหม่และสนับสนุนบอร์โรมีนี แม้ว่าภายหลังมีการสืบสวนแล้วพบว่าปัญหาเกิดจากโครงสร้างเก่าที่สถาปนิกมาแดร์โนทำไว้ ไม่ใช่ความผิดของแบร์นีนีก็ตาม แบร์นีนีต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีเพื่อกู้หน้าและความไว้วางพระทัยของพระสันตะปาปา และกว่าจะได้สร้างผลงานที่น่าภูมิใจอย่างน้ำพุแห่งแม่น้ำสี่สาย (Fountain of Four Rivers) ที่จัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona) สำเร็จในปี ค.ศ. 1651 โดยสร้างเป็นเสาโอเบลิสก์ (Obelisk) และถ้ำทะเล มีเทพแห่งแม่น้ำคงคา ไนล์ ดานูบ และพลาตา (ในอเมริกาใต้) พร้อมด้วยสัตว์สวยงามที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละทวีป

 

ภาพที่ 5: น้ำพุแห่งแม่น้ำสี่สาย

แหล่งที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Fountain_of_the_Four_Rivers_-_river_god_Ganges_(Rome).jpg.

 

               ในด้านชีวิตส่วนตัว แบร์นีนีมีจุดอ่อนในเรื่องอารมณ์ที่รุนแรงเกินควบคุมจนเกือบทำลายอนาคตตัวเอง โดยเฉพาะความคลั่งรัก แบร์นีนีหลงรักภรรยาของประติมากรผู้ช่วย คือ คอสตันซา พิกโกโลมินี โบนาเรลลี (Costanza Piccolomini Bonarelli) เขาลักลอบเป็นชู้ และแกะสลักรูปเธอไว้ในปี ค.ศ. 1638 ทว่า ต่อมาคอสตันซาได้เป็นชู้กับวิศวกร ลุยจิ แบร์นีนี (Luigi Bernini) ซึ่งน้องชายของแบร์นีนีเอง ทำให้เขาโกรธจัด วิ่งไล่น้องชายออกไปในท้องถนนกรุงโรม และใช้เหล็กชะแลงทำร้ายน้องจนซี่โครงหัก เมื่อกลับมาพบกันที่บ้านแบร์นีนีก็ดึงดาบออกมาจะสังหาร จนน้องชายต้องหนีเอาชีวิตรอดไปขอลี้ภัยที่โบสถ์ จากนั้นแบร์นีนีส่งคนไปใช้มีดฟันใบหน้าของคอสตันซาจนเสียโฉม

               เหตุการณ์นี้ทำให้แบร์นีนีทั้งสูญเสียเงินค่าปรับมหาศาลและอับอายผู้คน พระสันตะปาปาเออร์บันที่ 8 จึงมีพระบัญชาให้แบร์นีนีปรับปรุงตัวด้วยการฝักใฝ่ในศาสนาและแต่งงานกับสตรีที่เหมาะสมในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1639 โดยพระองค์ทรงเลือก คาเทรินา เทซีโอ (Caterina Tezio) ลูกสาวของทนายผู้มีเกียรติให้เป็นภรรยา นับแต่นั้นแบร์นีนีก็ไม่มีข่าวชู้สาวอีกเลย เขามีลูกกับภรรยาถึง 11 คน และเข้าร่วมพิธีมิสซาประจำวัน (Daily Mass) ทุกวันตลอดชีวิตเป็นเวลากว่า 40 ปี 

               ในวัยชรา แบร์นีนีศรัทธาแนวทางปฏิบัติของนักบุญอิกนาติอุสแห่งโลโยลา (Ignatius of Loyola) ชาวสเปนผู้ก่อตั้งนิกายเยซูอิต (Jesuit) และสอนการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ (Exercitia spiritualia - Spiritual Exercises) ด้วยการนั่งสมาธิ อธิษฐาน แยกแยะความผิดชอบชั่วดี อีกทั้ง เขายังแยกตัวไปปฏิบัติธรรมครั้งละ 30 วัน ผลงานศิลปะของเขาจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากเรื่องเทพปกรณัมกรีกโรมัน หรือสัตว์มหัศจรรย์มาสู่เรื่องราวทางศาสนาและนักบุญ เพื่อนำทางให้ผู้คนพบเจอพระเจ้าผ่านความครุ่นคิด สมจริง และงดงาม แบร์นีนีสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเส้นเลือดในสมองแตกสองสัปดาห์ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1680 อายุรวม 81 ปี โดยผลงานชิ้นสุดท้าย คือ รูปสลักครึ่งตัวของพระเยซู (Salvator Mundi)

               ในที่สุดแล้ว ชีวิตของแบร์นีนีอาจไม่ได้ต่างจากก้อนหินอ่อนที่เขาสลักเสลาเรื่อยมา ในวัยหนุ่มเขาดิบเถื่อน รุนแรง มีเหลี่ยมมุมที่แหลมคมจนทำร้ายคนรอบข้าง แต่เมื่อผ่านการสกัดด้วยบทเรียนชีวิต และขัดเกลาด้วยศรัทธาในบั้นปลาย เขาก็กลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่สง่างามที่สุดแห่งศตวรรษ

 

ภาพที่ 6 รูปสลักครึ่งตัวของพระเยซู

แหล่งที่มาภาพ: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/e1/Gianlorenzo_bernini_%28attr.%29%2C_busto_del_salvator_mundi%2C_1679_circa_%28norfolk%2C_chrysler_museum_of_art%29_01.jpg.

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

“Gianlorenzo Bernini (1598-1680)”. IgnatianSpirituality.com, n.d., https://www.ignatianspirituality.com/ignatian-voices/16th-and-17th-century-ignatian-voices/gianlorenzo-bernini.

Hibbard, Howard. “Patronage of Urban VIII of Gian Lorenzo Bernini”. Britannica, 19 Feb. 2026, https://www.britannica.com/biography/Gian-Lorenzo-Bernini/Patronage-of-Innocent-X-and-Alexander-VII.

Lubow, Arthur. “Bernini’s Genius.” Smithsonian magazine, Oct. 2008, https://www.smithsonianmag.com/arts-culture/berninis-genius-11934809.

Mormando, Franco. Bernini: His Life and His Rome. University of Chicago Press., 2011.

Mussio, Gina. “The Genius of Bernini, Rome’s Most Famous Sculptor.” Walks of Italy, 19 Jan. 2026, https://www.walksofitaly.com/blog/art-culture/things-to-see-in-rome-bernini.

Schama, Simon. “When stone came to life”. The Guardian, 16 Sep. 2006, https://www.theguardian.com/artanddesign/2006/sep/16/art.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ