Fun Facts on Muse
มรดกไหมมีชีวิตแห่งโทมิโอกะ
Fun Facts on Muse
26 ส.ค. 69 83

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

โรงไหมโทมิโอกะตั้งอยู่ในเมืองโทมิโอกะ จังหวัดกุนมะ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1872 ช่วงต้นสมัยเมจิ เมื่อญี่ปุ่นกำลังปรับระบบเศรษฐกิจและขยายการส่งออก รัฐบาลจึงจัดตั้งโรงงานแห่งนี้ขึ้นในฐานะโรงงานสาวไหมต้นแบบแห่งแรกของประเทศ โรงงานผสานเทคโนโลยีการสาวไหมจากฝรั่งเศสเข้ากับงานช่างไม้ญี่ปุ่น จนเกิดกลุ่มอาคารอิฐโครงสร้างไม้ที่มีลักษณะเฉพาะ โรงไหมแห่งนี้มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบการผลิตไหมดิบคุณภาพสูงให้มีมาตรฐานสม่ำเสมอ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกใน ค.ศ. 2014 ประวัติศาสตร์ของที่นี่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยี เครือข่ายการเลี้ยงไหมในภูมิภาค และทักษะของแรงงานหญิงซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการผลิต

รุ่งอรุณแห่งเส้นไหม

การเปิดประเทศของญี่ปุ่นในช่วงต้นยุคเมจิ (ปลายศตวรรษที่ 19) ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งแสวงหารายได้จากการส่งออกเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เส้นไหมกลายเป็นสินค้าหลักที่ตลาดตะวันตกต้องการอย่างมาก แต่การผลิตดั้งเดิมที่พึ่งพาแรงงานในครัวเรือนกลับไม่สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณให้ได้มาตรฐานสากล ญี่ปุ่นจึงต้องหาทางยกระดับการผลิตจากการเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่างเร่งด่วน

เครื่องสาวไหมอัตโนมัติที่ติดตั้งในช่วงทศวรรษ 1960 เรียงอยู่ภายในอาคารสาวไหม แสดงการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีฝรั่งเศสเมื่อก่อตั้งโรงงานใน ค.ศ. 1872 สู่การผลิตยุคหลัง (ภาพ: Jo Shimizu, Tomioka Silk Mill and Related Sites. © Gunma Prefecture. UNESCO World Heritage Centre, https://whc.unesco.org/en/documents/129777)

กระทรวงการคลังและกิจการภายในของญี่ปุ่นจึงริเริ่มโครงการสร้างโรงงานสาวไหมต้นแบบ โดยว่าจ้าง ปอล บรูนาต์ (Paul Brunat) วิศวกรชาวฝรั่งเศส เข้ามาเป็นที่ปรึกษาหลัก บรูนาต์นำเข้าเครื่องจักรสาวไหมระบบไอน้ำจากยุโรป และคัดเลือกพื้นที่เมืองโทมิโอกะในจังหวัดกุมมะเป็นที่ตั้งโรงงาน เนื่องจากมีความพร้อมทั้งแหล่งน้ำ ถ่านหินสำหรับเป็นเชื้อเพลิง และพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่อุดมสมบูรณ์ ช่างฝีมือญี่ปุ่นร่วมมือกับทีมช่างชาวฝรั่งเศสในการก่อสร้างอาคาร โดยปรับใช้วิธีการเข้าไม้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นผสานเข้ากับการก่ออิฐแบบตะวันตก จนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมโครงไม้ก่ออิฐที่แข็งแรง

การจัดตั้งโรงงานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเข้าเครื่องจักร แต่คือการวางรากฐานการจัดการแรงงานและมาตรฐานการผลิตใหม่ทั้งหมด รัฐบาลรับสมัครสตรีรุ่นใหม่จากทั่วประเทศเข้ามาฝึกทักษะการใช้เครื่องจักรสมัยใหม่ เพื่อส่งพวกเธอกลับไปเป็นครูผู้ฝึกสอนในโรงงานท้องถิ่นแห่งอื่น ทว่าความสำเร็จของอุตสาหกรรมไหมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำงานภายในโรงงานสาวไหมเท่านั้น หากยังต้องอาศัยการผสมผสานองค์ความรู้ด้านการเพาะพันธุ์ การถ่ายทอดเทคนิคการเลี้ยง และการจัดการรังไหมจากแหล่งต่าง ๆ ในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นวงจรการผลิตที่สมบูรณ์

จังหวะชีวิตหลังฟันเฟือง

วงจรการผลิตที่สมบูรณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน หากเป็นผลลัพธ์ของการลองผิดลองถูกและทยอยแก้ปัญหาทีละขั้นตลอดหลายทศวรรษ เริ่มตั้งแต่ปลายยุคเอโดะในปี 1863 ที่ฟาร์มทาจิมะ ยาเฮอิ พัฒนาเรือนเลี้ยงไหมแบบระบายอากาศธรรมชาติเพื่อรับมือกับโรคระบาดในหนอนไหม เมื่อรัฐบาลสร้างโรงงานสาวไหมโทมิโอกะขึ้นในปี 1872 เพื่อแปรรูปรังไหมด้วยเครื่องจักรไอน้ำขนาดใหญ่ ก็พบโจทย์ใหม่ว่าเกษตรกรยังขาดทักษะการเลี้ยงไหมให้ได้มาตรฐาน จึงนำไปสู่การก่อตั้งโรงเรียนทาคายามะ-ฉะในปี 1884 เพื่อเผยแพร่วิธีควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอย่างเป็นระบบ และต่อมาในปี 1904 มีการสร้างแหล่งเก็บความเย็นธรรมชาติอาราฟูเนะเพื่อชะลอการฟักตัวของไข่ไหม ทำให้เกษตรกรข้ามขีดจำกัดทางฤดูกาลและเพาะเลี้ยงไหมได้หลายรอบต่อปี

ภายในโรงงานสาวไหมโทมิโอกะ อาคารโกดังรังไหมขนาดใหญ่และโรงสาวไหมยาวกว่าร้อยเมตรถูกออกแบบให้รับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่เพื่อเอื้อต่องานที่ต้องใช้สายตาและความประณีต แรงงานสตรีรุ่นแรกซึ่งเป็นบุตรสาวจากครอบครัวซามูไรและชาวบ้าน ได้ปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตแรงงานสมัยใหม่ มีตารางเวลาทำงานที่แน่นอน วันหยุดประจำสัปดาห์ และหอพักพร้อมระบบสวัสดิการ แม้ว่าในยุคต่อมาเมื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงขึ้น สภาพการทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอโดยรวมของญี่ปุ่นจะเผชิญแรงกดดันและเข้มงวดขึ้นอย่างมาก แต่โทมิโอกะยังคงทำหน้าที่เป็นโรงเรียนฝึกทักษะช่างฝีมือที่กระจายองค์ความรู้สู่โรงงานทั่วประเทศ

ซากกำแพงหินของ Arafune Cold Storage แสดงระบบเก็บรักษาไข่ไหมที่อาศัยกระแสอากาศเย็นธรรมชาติจากรอยแยกของหิน เพื่อชะลอการฟักและยืดฤดูกาลเลี้ยงไหม (ภาพ: Jo Shimizu. Tomioka Silk Mill and Related Sites. © Gunma Prefecture. UNESCO World Heritage Centre. https://whc.unesco.org/en/documents/129815)

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 กิจการถูกโอนย้ายสู่ภาคเอกชน โดยมีบริษัท คาตากุระ อินดัสตรีส์ (Katakura Industries) เข้ามาบริหารและพัฒนาเครื่องจักรสาวไหมอัตโนมัติอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคหลังสงครามโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเส้นใยสังเคราะห์และต้นทุนการผลิตเส้นไหมธรรมชาติในต่างประเทศที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ความต้องการไหมในตลาดโลกลดฮวบลง โรงงานสาวไหมโทมิโอกะจึงต้องยุติการเดินเครื่องจักรในปี 1987 หลังเปิดดำเนินการมานานถึง 115 ปี ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพื่อส่งต่อพื้นที่แห่งนี้สู่บทบาทใหม่

เรื่องเล่าใหม่ในโรงงานเดิม

หลังเสียงเครื่องจักรยุติลงอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1987 โรงงานสาวไหมโทมิโอกะและหมู่อาคารมรดกที่เกี่ยวข้องได้ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในการอนุรักษ์และการสื่อสารคุณค่าสู่สาธารณะ ความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นระหว่างชุมชนท้องถิ่น นักวิจัย กับหน่วยงานภาครัฐ ในการปกป้องอาคาร บันทึกประวัติศาสตร์ ตลอดจนภูมิทัศน์การเพาะเลี้ยงไหมโดยรวม กลายเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันให้ “โรงงานสาวไหมโทมิโอกะและแหล่งมรดกที่เกี่ยวข้อง” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ค.ศ. 2014

ศูนย์มรดกโลกกุมมะ หรือ "เซไคโตะ" (Sekaito: ชื่อที่ผสานคำว่า เซไก ที่แปลว่าโลก เข้ากับ อิโตะ ที่แปลว่าเส้นด้าย) ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าเปิดประตูสู่ภูมิทัศน์มรดกที่เชื่อมโยงถึงกัน นิทรรศการภายในศูนย์ช่วยฉายภาพรวมของแหล่งมรดกโลกทั้งสี่แห่ง พร้อมทั้งอธิบายตำแหน่งแห่งที่ของจังหวัดกุมมะในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งด้านการเพาะเลี้ยงไหม การแลกเปลี่ยนวิทยาการและการค้าในระดับสากล และระบบการผลิตเส้นไหม ศูนย์แห่งนี้ช่วยให้ผู้มาเยือนมองเห็นภาพรวมว่าแต่ละแหล่งทำงานสอดประสานกันอย่างไรในฐานะระบบการผลิตที่เป็นหนึ่งเดียว

ภาพมุมสูงของโรงไหมโทมิโอกะแสดงผังโรงงานที่ประกอบด้วยอาคารสาวไหมและคลังเก็บรังไหม ภายในบริบทเมืองร่วมสมัย สะท้อนการคงอยู่ของมรดกอุตสาหกรรมท่ามกลางชุมชนเมือง (ภาพ: Gunma Prefecture. Tomioka Silk Mill and Related Sites. © Gunma Prefecture. UNESCO World Heritage Centre. https://whc.unesco.org/en/documents/129773

จากจุดเริ่มต้นที่ศูนย์เซไคโตะ เรื่องราวนำพาผู้มาเยือนออกเดินทางสำรวจทั่วทั้งภูมิภาค โดยฟาร์มเลี้ยงไหมทาจิมะ ยาเฮอิ ถ่ายทอดนวัตกรรมยุคแรกเริ่มในการเพาะเลี้ยงหนอนไหม โรงเรียนสอนเลี้ยงไหมทาคายามะ-ฉะ อธิบายการพัฒนาองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ และแหล่งเก็บความเย็นธรรมชาติอาราฟูเนะ แสดงให้เห็นภูมิปัญญาการนำเงื่อนไขทางธรรมชาติมาควบคุมการฟักตัวของไข่ไหม ก่อนที่เส้นทางทั้งหมดจะมาบรรจบกันที่โรงงานสาวไหมโทมิโอกะ สู่กระบวนการสาวไหมระดับอุตสาหกรรม ด้วยการนำชมโดยอาสาสมัคร การสาธิตเครื่องจักรโบราณ และกิจกรรมเวิร์กช็อปจากรังไหม

พื้นที่ทั้งหมดนี้ได้เปลี่ยนเครือข่ายอุตสาหกรรมในอดีตให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างมีชีวิต เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ย้อนรอยเส้นทางตั้งแต่วงจรหนอนไหมไปจนถึงเส้นไหมสาวสำเร็จ พร้อมกับได้ตระหนักถึงภูมิปัญญาทางเทคโนโลยี หยาดเหงื่อแรงงาน และพลังของชุมชนท้องถิ่นที่เคยหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมแห่งนี้ให้ยืนหยัดข้ามกาลเวลา

แหล่งข้อมูล

Gunma Prefecture. (n.d.). World Heritage Site Sekaito Visitor Center: Tomioka Silk Mill and Related Silk Industry Sites. https://worldheritage.pref.gunma.jp/en/

Tomioka Silk Brand Promotion Organization. (n.d.). Tomioka Silk: The brand of silk in the lineage of the Tomioka Silk Mill. https://www.tomioka-silkbrand.jp/en/

UNESCO World Heritage Centre. (n.d.). Tomioka Silk Mill and Related Sites. https://whc.unesco.org/en/list/1449/

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ