กาลเวลาผ่านไปเกินกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว หลังการเดินทางล่วงสู่สัมปรายภพของอดีต ‘ราชาเพลงลูกทุ่ง: สุรพล สมบัติเจริญ’ (พ.ศ. 2473 - 2511) ทว่านามของท่านถูกกล่าวขานถึงตลาดกาลในฐานะนักร้อง และนักแต่งเพลงคนสำคัญของวงการเพลงลูกทุ่งไทยที่ทุกคนต่างยังยกย่องเชิดชูให้เป็น ‘ครู’ ผู้เบิกม่านวงการเพลงลูกทุ่งไทย
ครูสุรพล (ชื่อเดิม ลำดวน) สมบัติเจริญ เป็นผู้ที่มีความสามารถอย่างมากบนเส้นทางอาชีพนักร้องที่นอกจากขับร้องเพลงได้ไพเราะแล้วยังมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ชั้น ‘ครู’ ในการประพันธ์เนื้อร้องเพลงต้นฉบับที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เรียกได้ว่า ‘แต่งเอง - ร้องเอง’ ซึ่งนับเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของวงการ อีกทั้ง เนื้อเพลงที่แต่งขึ้นยังเป็นเสมือนบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนั้นอีกด้วย ซึ่งจำนวนผลงานทั้งสิ้นกว่า 400 เพลงนับเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของเขาได้เป็นอย่างดี
ครั้งหนึ่ง ไพรวัลย์ ลูกเพชร (พ.ศ. 2484 - 2545) ศิษย์เอก เคยกล่าวถึงวิธีการแต่งเพลงของครูสุรพลไว้ว่า “...ครูสุรพลเป็นคนเท่าทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันตลอด สมัยนั้นผู้หญิงนุ่งมินิสเกิร์ต ครูก็แต่งเพลง ‘เสียวไส้’ มาร้อง โดยมากครูจะจับจุดอันนี้ รับรองว่าเพลงนี้ต้องไปได้ ขายได้ และท่านเชื่อว่าอย่างไรเพลงของท่านต้องติดปากคน”
(กระโปรงมินิสเกิร์ตเป็นกระโปรงที่สั้นกว่าหัวเข่า หนึ่งในแฟชั่นที่เด่นชัดในยุคทศวรรษ 1960 ออกแบบโดยแมรี่ ควอนท์ (Mary Quant) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแฟชั่น และมาตรฐานทางสังคม กลายเป็นสัญลักษณ์ของความวัยรุ่นและความมีอิสระ - กองบรรณาธิการ)
ในขณะที่ผ่องศรี วรนุช ((พ.ศ. 2482 - 2568) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง - ดนตรีลูกทุ่ง พ.ศ. 2535) ลูกศิษย์คนสำคัญอีกคนหนึ่งได้พูดถึงครูสุรพลว่า “…ท่านมีความสามารถในการแต่งเพลง เป็นคนทันสมัย หากมีเหตุการณ์ใดที่เป็นกระแสนิยมช่วงขณะนั้น ก็สามารถหยิบมาแต่งเป็นเพลงได้หมด อีกทั้งสุรพลยังมีจินตนาการ และมักเอาพื้นเพชีวิตของคนมาแต่งเพลง เช่นเดียวกับเพลง ‘ด่วนพิศวาส’ และ ‘กรุงเทพฯ’ ของผ่องศรีที่เล่าช่วงชีวิตตัวเองให้ครูฟัง จนนำมาแต่งเป็นเพลงอมตะทั้งสองของเธอ”

ภาพที่ 1 ผ่องศรี วรนุช
แหล่งที่มาภาพ: https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1174733
‘ผ่าไฟแดง’ ‘เสียวไส้’ และ ‘ของปลอม’ ทั้งสามเพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งในผลงานเพลงของครูสุรพลที่แสดงความสามารถในการแต่งเพลงด้วยภาษาคำร้องฟังง่ายและติดหู มีการใช้ถ้อยคำลักษณะหยอกเย้าผู้หญิงไทยตามสมัยนิยมในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2506-2511 ซึ่งเป็นห้วงเวลาสะท้อนให้เห็นถึงความคิดก้าวหน้าของผู้หญิง และสังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากวิถีชีวิตแบบเดิมเข้าสู่สังคมยุคใหม่ที่มีการเปิดรับอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกอย่างแฟชั่นการแต่งกาย การทำศัลยกรรมเสริมความงาม การทำงานนอกบ้าน เป็นต้น
ตัวอย่างเนื้อเพลง
“เสียวไส้จริงจริง คุณผู้หญิงคุณผู้หญิงสมัยนี้ แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที...ช่างสั้นสิ้นดีนะแม่คุณเอ๋ย ผ้าผ่อนเมตรละไม่กี่สตางค์ ทำไมน้องนางจึงขี้เหนียวจังเลย ขาขาวขาวก็พอไหว...แต่บางคนขาลายไม่เอาไหนเลย” (เพลงเสียวไส้)
“...ผู้หญิงไทยสมัยนี้ผิดกว่าเดิม หน้าอกเสริมใส่ฟองน้ำกันให้ยุ่ง ผิดกว่ายายของฉันละที่บ้านทุ่ง...แกปล่อยเสื้อเลยพุงยานเป็นถุงกาแฟ” (เพลงของปลอม)
“...โน่นแน่ะจราจรหญิง แต่งตัวสวยพริ้งงามดี อยู่บ้านเธอเป็นแม่ศรีเรือน ออกจากบ้านเธอเหมือนชายชาตรี แต่งตัวรัดกุมทะมัดทะแมงสวยดี รถเมล์รถแท็กซี่ยังต้องเหลือบแลมอง...น่ารักเสียจริงน้องสาว เห็นเจ้าแล้วพี่ต้องมองเพลิน หุ่นเจ้าคมขำดี ทำหน้าที่แหมน่าสรรเสริญ ขี่มอเตอร์ไซด์ดูวิไลเหลือเกิน เล่นเอาพี่มองเพลินจนวิ่งผ่าไฟแดง” (เพลงฝ่าไฟแดง)
หากใช้มุมมองยุคปัจจุบันอย่างนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีแบบ ‘เฟมินิสต์’ (Feminist) คาดเดาได้ไม่ยากว่าผลงานเพลงเหล่านี้น่าจะถูกโจมตีด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงว่า ‘บูลลี่’ (bully) ด้วยเนื้อเพลงมีการใช้คำไม่สุภาพ เสียดสี ล้อเลียนลักษณะบุคลิกภาพ
เพลง ‘สนุกเกอร์’ นับเป็นอีกเพลงหนึ่งที่สะท้อนภาพสังคมไทยยุคกึ่งพุทธกาลไว้ได้อย่างละเอียดละออและมีจังหวะดนตรีที่สนุกสนานแบบออฟบีท (Off·Beat) เป็นเอกลักษณ์ ในการแต่งเนื้อร้องมีการบรรยายถึงความนิยมของเกมกีฬาบนโต๊ะผ้าสักหลาดที่เพิ่งเข้าสู่สังคมไทยในสมัยนั้นได้ไม่นาน และแพร่หลายทั่วทุกหัวระแหงด้วยมีการก่อตั้ง ‘สมาคมสนุกเกอร์’ ขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด แม้ว่าจะมีค่าบริการที่ค่อนข้างสูงก็ตามดังเนื้อเพลงที่ร้องว่า “ว่างงาน เราไปสังสรรค์กันหน่อย คนละร้อยสองร้อย ไปพักผ่อนสมอง”
ทั้งนี้ เมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับมูลค่าราคาทองคำรูปพรรณที่ขายทั่วไปในท้องตลาดขณะนั้น มีราคาบาทละ 400 กว่าบาทแล้ว อัตราค่าบริการเล่นสนุกเกอร์ “คนละร้อยสองร้อย” จึงมีราคากึ่งหนึ่งของราคาทองคำ หรืออาจมีค่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราเงินเดือนของพนักงานบริษัทเอกชนเลยทีเดียว ซึ่งหากคำนวณด้วยอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน (พ.ศ.2568 ราคาทองคำประมาณบาทละ 50,000 บาท) ยิ่งสะท้อนให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการเล่นสนุกเกอร์ของผู้ชายในสมัยก่อนนั้นนับเป็นความฟุ้งเฟ้อเกินกว่าการพักผ่อนสมอง
มีเนื้อท่อนหนึ่งร้องว่า “เล่นลูกกลม กลม ที่เขานิยมยกย่อง เล่นกันแบบพี่น้อง เพียงห้าคูณสองกันเป็นประจำ” ซึ่งเป็นการอธิบายถึงวิธีการนับคะแนนพิเศษที่นักเล่นสนุกเกอร์นำมาปรับใช้เพื่อท้าทายในการพนันขันต่อ ทำให้กระทรวงมหาดไทยจัดให้ ‘บิลเลียด - สนุกเกอร์’ เข้าข่ายเป็นรูปแบบหนึ่งของการพนันตามพระราช บัญญัติการพนัน (ประเภท ข.) ตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ก่อนมีการคลี่คลายเปลี่ยนสถานะให้สนุกเกอร์เป็นเกมกีฬาดังเช่นในปัจจุบัน

ภาพที่ 1 สนุกเกอร์
อย่างไรก็ตาม มีผู้รู้ท่านหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า จุดกำเนิดเพลง ‘สนุกเกอร์’ นั้นครูสุรพลเขียนเพลงนี้โดยจดเนื้อลงบนกระดาษเช็ดปาก ณ สมาคมสนุกเกอร์แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางตลาดในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ขณะกำลังนั่งดูการประชันฝีมือสอยคิวระหว่างเด็กหนุ่มรุ่นน้องสองคน ซึ่งหนึ่งคนนั้นคือ ‘สวง ทรัพย์สำรวย’ ผู้ใช้ชื่อสำหรับการแสดงว่า ‘ล้อต๊อก’ (ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2538)

ภาพที่ 3 ล๊อต็อก
แหล่งที่มาภาพ: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%8A%E0%B8%AD%E0%B8%81
อนึ่ง ค่านิยมในสังคมย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทำให้นิยามความหมายของ “บุรุษ” ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบระหว่างอดีตและปัจจุบัน ในสมัยก่อน “ความเป็นผู้ชาย” ต้องมีคุณลักษณะครบทั้งสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร (ดื่มเหล้า เจ้าชู้ และการพนัน ทั้งแข่งม้าเล่นไพ่ ) ซึ่งครูสุรพลก็มีคุณลักษณะนี้ครบถ้วนไม่ขาดไม่เกิน เรียกได้ว่าเป็น ‘ไอดอล’ ของผู้ชายไทยสมัยโน้น แต่อาจไม่ใกล้เคียงกับนิยามบุรุษในยุคสมัยปัจจุบันเลย

ภาพที่ 4 ครูสุรพล สมบัติเจริญ
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
วิกิพีเดีย. "สุรพล สมบัติเจริญ". วิกีพีเดีย, สารานุกรมเสรี, 22 กรกฎาคม 2568. https://
Burapa Music Official. (2022, February 20). สนุกเกอร์ - สุรพล สมบัติเจริญ [ OFFICIAL Audio ]. สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2024, จาก https://www.youtube.com/watch?v=i2U3TWpgCG0