ผู้เขียนมีคุณตาคุณยายเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่จังหวัดราชบุรี สามารถฟังพูดอ่านเขียนภาษามอญได้ แม่ของผู้เขียนเป็นลูกครึ่งที่สามารถฟังพูดมอญได้ แต่อ่านเขียนไม่ได้ ขณะที่ผู้เขียนไม่มีความรู้เรื่องภาษามอญเลย ถึงกระนั้นเรื่องราวความเป็นมอญก็ไม่เคยหายไปจากเรื่องเล่าของคุณยาย หรือ “แม่คุณ” สรรพนามที่ลูกหลานเรียกจนชินปาก
แม่คุณเล่าให้ฟังว่าเมื่อนานมาแล้วบรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองมะละแหม่ง (Mawlamvine) อดีตเมืองหลวงของรัฐมอญ ในประเทศเมียนมา แม้ครอบครัวของผู้เขียนจะไม่เคยไปเมืองมะละแหม่ง แต่ก็รู้จักเมืองนี้ผ่านบทเพลง “มะเมี๊ยะ” ของคุณจรัล มโนเพชร โดยเนื้อเพลงเป็นเรื่องราวความรักไม่สมหวังของแม่ค้าสาวชาวพม่านามว่า มะเมี๊ยะกับเจ้าน้อยศุขเกษม บุตรเจ้าครองนครเมืองเชียงใหม่ ผู้เขียนจึงรู้สึกว่ามะละแหม่งเป็นเหมือนเมืองในจินตนาการของรักอมตะมากกว่าสถานที่ที่มีอยู่จริงบนแผนที่
เรื่องเล่าของแม่คุณทำให้ผู้เขียนในวัยเด็กจินตนาการถึงภาพกองคาราวานหลบหนีทหารพม่า ผู้คนอุ้มลูกจูงหลานเดินรอมแรม ฝ่าแดดฝ่าฝนผจญกับภยันตรายจากสัตว์ร้าย ไข้ป่า และอันตรายที่มองไม่เห็นราวกับฉาก หนึ่งในนิยายเรื่อง “เพชรพระอุมา” ของพนมเทียนที่ผู้เขียนเคยอ่านอย่างเอาใจช่วย รพินทร์ ไพรวัลย์ พระเอกของเรื่องให้รอดพ้นจากผีป่าและอาถรรพ์ทั้งปวง เรื่องเล่าที่ลื่นไหลตั้งแต่ต้นและจบลงด้วยคาราวานคนมอญเดินทางมาถึงด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นครอบครัวจึงลงหลักปักฐานที่จังหวัดราชบุรี ด้วยเหตุผลว่าพื้นที่นี้มีชุมชนคนมอญอยู่มาก และเป็นชัยภูมิที่ดีมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และล่องเรือค้าขาย กลายเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับมอญที่ผู้เขียนยังจดจำได้ดีจนโตเป็นผู้ใหญ่
ด้วยเหตุบังเอิญผู้เขียนได้อ่านงานวิจัยทางวิชาการเกี่ยวกับชนชาติมอญ ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าเดิมมีกลุ่มชนชาติพันธุ์มอญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ยุคทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 โดยมีหลักฐานทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุและจารึกจำนวนมากที่ขุดค้นพบในจังหวัดนครปฐม อำเภอคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้เขียนจึงมีข้อสงสัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่บรรพบุรุษอาจอยู่บนแผนดินนี้มานานแล้ว มิได้อพยพหนีพม่ามาอย่างที่แม่คุณเล่าให้ฟัง ทำให้ผู้เขียนเดินทางไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อค้นหาคำตอบว่า คนมอญในอาณาจักรโบราณทวารวดีที่อาจเป็นต้นตระกูลแต่โบราณเคยมีชีวิตอย่างไร
นักประวัติศาสตร์ได้ตั้งข้อสมมุติฐานไว้ว่า อาณาจักรทวารวดีมิใช่เป็นรัฐรวมศูนย์ที่มีเมืองหลวงแห่งเดียว แต่เป็นเครือข่ายของเมือง เช่น นครปฐม อู่ทอง ลพบุรี คูบัว ที่มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันเชื่อมโยง ด้วยการค้า ศาสนา และวัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่บนเส้นการคมนาคมสำคัญ ทั้งแม่น้ำแม่กลองและเจ้าพระยาซึ่งเชื่อม ออกสู่อ่าวไทย ทำให้มีศักยภาพพัฒนาเป็นศูนย์กระจายสินค้าจากอินเดีย จีน และดินแดนอื่น ๆ เข้าสู่ดินแดนภายใน หลักฐานที่นักโบราณคดีขุดค้นพบ ได้แก่ ลูกปัด แก้ว เหรียญ เครื่องถ้วย หรือรูปแบบศิลปกรรมต่างๆ ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ล้วนเป็นหลักฐานบ่งบอกว่าผู้คนในดินแดนนี้มีการติดต่อค้าขาย “เชื่อมโลก” มานานนับพันปีแล้ว
พิพิธภัณฑ์เป็นอาคารชั้นเดียว มีขนาดเล็กกว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งอื่น ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าภายไปกลับสัมผัสได้ถึงอารยธรรมเก่าแก่ โทนสีส้มอมน้ำตาลแบบสีศิลาแลง ทั้งความเรียบและความเงียบทำให้เสียงฝีเท้าชัดเจนขึ้นอย่างประหลาด และสะดุดตากับโบราณวัตถุชิ้นแรกที่เป็นจารึกแผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปลายด้านหนึ่งโค้งมน มีจารึกด้วย อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี 2 บรรทัดว่า
“เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต”
(ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น)
“เตสญฺจะ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ”
(และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้)
คาถา “เย ธมฺมา” เป็นถ้อยคำที่พระอัสสชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์ แสดงแก่อุปติสสปริพพาชก (พระสารีบุตร) ณ กรุงราชคฤห์ เมื่อได้ฟังธรรมโดยย่อแล้ว อุปติสสะก็เกิดปัญญาดวงตาเห็นธรรมบรรลุโสดาบัน และกลับไปชวนเพื่อนนามว่า โกลิตะ (พระโมคคัลลานะ) มาบวชในพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาทั้งคู่ได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า นี่เป็นถ้อยคำเดียวที่ผู้คนในทวารวดีได้อ่าน ได้ฟังหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาที่สรุปความหลักอริยสัจสี่ไว้อย่างกระชับ ทุกข์เกิดจากเหตุ หากดับเหตุได้ ทุกข์ย่อมดับ ผู้เขียนอ่านคำแปลทวนอยู่หลายรอบ แม้เป็นคาถาที่คุ้นเคยแต่การได้เห็นคาถานี้จารึกบนแผ่นหินผ่าน กาลเวลามานานกว่าพันปีก็บังเกิดเกิดความรู้สึกปิติอย่างไม่สามารถอธิบายได้ พร้อมกับยกมือสาธุการด้วยศรัทธา
ภาพที่ 1 จารึกเย ธมฺมา คือ คาถาอริยสัจ และปฏิจจสมุปบาทอย่างย่อ
ถัดมาเป็นนิทรรศการแบบให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วม (Interactive) เปิดโอกาสให้ทดลองค้นหาใบหน้าชาวทวารวดีที่มีความเหมือนคล้ายกับใบหน้าตนเอง โดยผู้เข้าชมยืนในตำแหน่งที่กำหนดเพื่อให้กล้องจับภาพนำข้อมูลเข้าสู่ระบบประมวลผลเพื่อเปรียบเทียบใบหน้าและจับคู่ใบหน้าชาวทวารวดี เช่น ใบหน้าคนแคระ ใบหน้ายักษ์ ใบหน้าสตรี ใบหน้าบุรุษ ใบหน้าบุคคลธรรมดา หรือแม้กระทั่งพระพักตร์พระพุทธรูป ซึ่งผู้เขียนสังเกตว่าใบหน้าของทวด(พ่อของแม่คุณ) มีส่วนคล้ายใบหน้าชาวทวารวดีอยู่บ้าง โดยเฉพาะดวงตากลมโตและจมูกที่ค่อนข้างใหญ่ ผู้เขียนทดลองเล่นสนุกที่โซนนี้หลายครั้ง แต่ก็ได้ผลลัพธ์เป็น “บุคคลธรรมดา” เสมอ หากผู้ใหญ่ที่พาเด็กมาเยี่ยมชม น่าจะชื่นชอบและใช้เวลากับจุดนี้นานไม่น้อยเลยทีเดียว

ภาพที่ 2 “ค้นหาใบใบหน้าชาวทวารวดี” เป็นโซนให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วม
ด้วยการถ่ายรูปหน้าแล้วประมวลว่าใบหน้าคล้ายใครในทวารวดี
อีกจุดหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นไฮไลท์ คือ บริเวณโถงใหญ่ที่จัดวางโบราณวัตถุอย่างเป็นสัดส่วนลงตัว แสดงโบราณวัตถุในพุทธศาสนาแบบเถรวาท มีพระพุทธรูปปางประทับยืนแสดงธรรมตั้งโดดเด่นด้วยความสูง 2.60 เมตร พระพักตร์มีลักษณะทรงเหลี่ยมแบนกว้าง พระขนงเป็นสันนูนโค้งต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปนเหลือบลงต่ำ พระนาสิกโตปลายใหญ่ พระโอษฐ์แบะกว้าง ครองจีวรห่มคลุมบางแนบพระวรกายและเห็นขอบสบงอย่างชัดเจน นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-14 ด้วยวิธีการจัดวางเสมือนองค์ประธานของห้อง ส่องสว่างด้วยแสงไฟโทนอบอุ่นตัดกับสีน้ำตาลอมส้มของอิฐที่เป็นฉากหลัง ยิ่งทำให้รู้สึกราวกับศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ในอดีตที่เปี่ยมด้วยพลังงานของความศรัทธาน่าเลื่อมใส

ภาพที่ 3 พระพุทธรูปปางประทับยืนแสดงธรรม สูง 2.60 เมตร
โบราณวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่สะดุดตามากเป็น พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี แม้จะชำรุดไปบางแต่ยังสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของช่างแกะสลัก “พนัสบดี” (Vanaspati แปลว่าเจ้าป่า) เป็นสัตว์ในคติความเชื่อที่มีลักษณะผสมผสานกับลักษณะสัตว์พาหนะของเทพเจ้าสามองค์ในศาสนาฮินดู ได้แก่ มีเขาคล้ายโค (พาหนะของพระอิศวร) ปีกคล้ายหงส์ (พาหนะของพระพรหม) และมีจะงอยปากคล้ายครุฑ (พาหนะของพระนารายณ์) ซึ่งการแกะสลักรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนเหนือพนัสบดี และด้านขวามีรูปบุคคลยืนถือแส้ ด้านซ้ายรูปบุคคลยืนถือฉัตร ซึ่งถูกตีความว่าหมายถึงพระอินทร์และพระพรหม สะท้อนให้เห็นคติความเชื่อแบบพุทธศาสนานิกายเถรวาทที่ยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาให้อยู่เหนือความเชื่อเดิม และสื่อความหมายว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นใหญ่เหนือสรรพสัตว์ และเผยแผ่หลักธรรมครอบคลุมทั้งจักรวาล อย่างไรก็ดี ในทัศนะของผู้เขียนที่เพ่งพินิจดูรูปพนัสบดีอย่างตั้งใจ กลับรู้สึกถึงความน่ารักและชวนเผลอให้เปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงในการ์ตูนโปเกม่อน

ภาพที่ 4 พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี ด้านขวามีรูปบุคคลยืนถือแส้
ด้านซ้ายรูปบุคคลยืนถือฉัตร ซึ่งอาจหมายถึงพระอินทร์และพระพรหม
นอกจากนี้ บริเวณใกล้กันมี “ธรรมจักร” หลายชิ้นเรียงลดหลั่นกันไป ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เคยกล่าวธรรมกถาว่าในอดีตจักร หรือล้อเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ เทคโนโลยีสำคัญที่ทำให้เกิดการเดินทาง การค้าขาย และการขยายอำนาจรัฐ ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้งก็ได้ทรงพิจารณาเห็นว่าล้อรถนอกจากนำพาอำนาจและความเจริญงอกงามให้แล้วยังนำความทุกข์และภัยสงครามมาด้วย จึงควรให้วงล้อนำพา “ธรรม” สิ่งที่ประเสริฐกว่า ฉะนั้นในวันอาสาฬหบูชา พุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรก นับเป็นการเริ่มประกาศพระพุทธศาสนาและเป็นวันที่วงล้อแห่งธรรมได้หมุนขึ้นแล้ว เมื่อวงล้อหมุนไปที่ใดก็จะนำความร่มเย็นเป็นสุขไปด้วย

ภาพที่ 5 ธรรมจักรและเสาธรรมจักร
ล้อแห่งธรรมในพุทธศาสนาได้เดินทางมาหยั่งรากในดินแดนทวารวดีมีปรากฏเป็นหลักฐานมากมายทั้งธรรมจักร พระพุทธรูป เสมา สถูป ฯลฯ ศรัทธานี้ได้ถูกส่งทอดสืบต่อเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบัน ภาพกิจวัตรของชาวพุทธนุ่งขาวห่มขาวไปวัด ทำบุญตักบาตรในวันพระและถือศีล ดังเช่น แม่คุณจัดเตรียมอาหารอย่างประณีต นุ่งผ้าอย่างดี เสื้อฉลุมีลูกไม้ ห่มสไบมอญ หาบสำรับในถ้วยลายครามอย่างงามไปถวายพระที่วัด พร้อมกับตะกร้าเชี่ยนหมากยังเป็นภาพที่แจ่มชัดในความทรงจำของผู้เขียน
การได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ สำหรับผู้เขียนรู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สถานที่จัดเก็บรักษาประวัติศาสตร์หรือโบราณวัตถุ หากยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรื่องเล่าของแม่คุณมีมิติและเชื่อมต่อกับอดีตที่สะท้อนให้เห็นว่าตัวตนของเรา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในอดีตที่ผู้คนเคลื่อนย้าย ผสมผสาน และสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งบางครั้งการได้รับรู้ว่า “เรามาจากไหน” ไม่เพียงแต่ช่วยให้หันกลับไปมองอดีตเท่านั้น ทว่ายังกระตุ้นให้กล้าตั้งคำถามกับตัวเองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า “เราจะเดินต่อไปอย่างไร”