Museum Core
วิหารพาร์เธนอน สร้างถวายเทพีอะธีนา พระแม่เมืองผู้ปกปักรักษากรุงเอเธนส์
Museum Core
27 มี.ค. 69 12

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

               วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) สร้างขึ้นเมื่อราว 2,500 ปีที่แล้ว ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ประเทศกรีซ ซึ่งเป็นช่วงที่หัวเสาแบบดอริค (Doric order รูปแบบศิลปะที่เก่าที่สุดใน 3 แบบศิลปกรรมของวัฒนธรรมกรีก-โรมัน) พัฒนารูปแบบสูงสุดด้วย

               มีหลักฐานว่า วิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของพวกกรีกเหนือผู้รุกรานชาวเปอร์เซียในสงครามกรีก-เปอร์เซีย (499-449 ปีก่อนคริสตกาล) โดยสันนิบาตเดเลียน (Delian League) ซึ่งเป็นสมาพันธ์นครรัฐกรีกที่มีจำนวนระหว่าง 150-330 แห่งภายใต้อำนาจของเอเธนส์ ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับจักรวรรดิเปอร์เซีย โดยวิหารเริ่มก่อสร้างเมื่อ 447 ปีก่อนคริสตกาล สร้างเสร็จแต่ยังมีการตกแต่งเมื่อ 438 ปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งถึง 432 ปีก่อนคริสตกาลการตกแต่งจึงเบ็ดเสร็จ

               ในแง่ด้านความเชื่อ วิหารพาร์เธนอนถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายให้แก่เทพีอะธีนา (Athena) ผู้เป็นเทพีแห่งปัญญา กลยุทธ์ การสงคราม อารยธรรม และงานฝีมือต่างๆ ตามปรัมปราคติกรีกที่คุ้นเคยกันทั่วไป ทว่า ไท้เธอยังมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ คือ เป็นผู้พิทักษ์​ หรือเทพีประจำเมืองเอเธนส์ โดยมีชื่อเฉพาะเรียกว่า อะธีนา โพนิอัส (Athena Ponias คำว่า ponias’ ในภาษากรีกมีความหมายว่า ‘ประจำเมือง’ หรือ ‘แห่งเมือง’) ซึ่งชื่อเมืองก็เป็นพระนามของพระนางนั่นเอง

               ศูนย์กลางของการเคารพบูชาเทพีอะธีนา ในฐานะของเจ้าแม่ประจำเมืองตั้งอยู่บนเนินสูงกลางเมืองเอเธนส์ที่มีชื่อเรียกว่า อะโครโปลิส (Acropolis) ซึ่งเคยมีรูปเทพีอะธีนาแกะสลักจากไม้มะกอก ชาวเอเธนส์ในยุคนั้นนับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ด้วยมีตำนานเล่าว่ารูปสลักนั้นร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า (ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว)

               สิ่งที่น่าสังเกต คือ มะกอกถูกจัดเป็นไม้สำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับเทพีอะธีนาอยู่มาก ดังมีเทพปกรณัมที่สำคัญตอนหนึ่งของพวกกรีกโบราณเล่าถึงการแข่งขันกันระหว่างเทพีอะธีนา กับโพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าแห่งท้องสมุทร เพื่อเป็นตัวแทนเทพประจำเมืองที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ โดยโพไซดอนได้สร้างน้ำพุที่มีน้ำทะเลพวยพุ่งขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของมหาสมุทร (บางสำนวนว่า โพไซดอนเสกรถม้าศึกให้เป็นของขวัญ) ขณะที่อะธีนาได้เนรมิตต้นมะกอก พร้อมกล่าวกับชาวเมืองว่า ต้นมะกอกมีประโยชน์มาก ทั้งใช้เป็นอาหารได้โดยตรง ตัวไม้ก็นำมาใช้เป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือฟืนไฟได้ อีกทั้งยังมีน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร และเป็นเชื้อเพลิงได้อีกต่างหาก

               แน่นอนว่า ชาวเมืองต่างลงความเห็นว่า ของขวัญของเทพีอะธีนานั้นมีประโยชน์ และให้ความยั่งยืนแก่ชุมชนได้มากกว่าน้ำพุ จึงได้เทิดทูนให้เทพีแห่งปัญญาองค์นี้เป็นเทพเจ้าผู้ปกปักคุ้มครองเมือง และขนานนามเมืองใหม่ของตนตามพระนามของเทพีว่า เอเธนส์

               มะกอก จึงถูกเชื่อมโยงความสัมพันธ์เข้ากับเทพีองค์นี้อย่างชัดเจน และกลายเป็นสัญลักษณ์ในวัฒนธรรมกรีกยุคคลาสลิค ไม้มะกอกเป็นสัญลักษณ์ทางปัญญาของเทพีอะธีนา และสันติภาพที่พระนางนำมาให้แก่เอเธนส์ รวมถึงเป็นไม้ที่เทพีโปรดปราน ส่วนน้ำมันมะกอกก็ถูกใช้ในพิธีกรรม ทั้งใช้เพื่อชำระล้าง เป็นเชื้อเพลิงในการติดต่อกับเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ด้วย

               รูปสลักไม้มะกอกเทพีอะธีนาในฐานะผู้ปกปักคุ้มครองเมืองเอเธนส์เคยประดิษฐานอยู่ภายในวิหารเอเรคเธียม (Erechtheion) ที่สร้างอยู่ข้างบนเนินเขาอะโครโปลิส ต่อมาจึงมีการสร้างวิหารพาร์เธนอนขึ้นบนพื้นที่อะโครโปลิสในภายหลัง ดังนั้นการสร้างวิหารบนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพีอะธีนาย่อมแสดงให้เห็นว่าวิหารพาร์เธนอนถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระนางอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังถูกใช้เป็นคลังสมบัติของสันนิบาตเดเลียน เช่นเดียวกับวิหารอื่นอีกหลายแห่งในวัฒนธรรมกรีกยุคคลาสลิก

               แน่นอนว่า กรุงเอเธนส์ได้แผ่อำนาจครอบงำเหนือสันนิบาตเดเลียนในสงครามกรีก-เปอร์เซียได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ต่อมาเมื่อสันนิบาตดังกล่าวได้พัฒนาเป็น จักรวรรดิเอเธนส์ (Athenian Empire) ก็เป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการก่อสร้างวิหารหลังนี้พอดี จึงมีการเจาะจงเลือกฉลองชัยชนะที่มีต่อพวกเปอร์เซียด้วยการสร้างวิหารของเทพีประจำเมืองบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเอเธนส์ ทั้งที่สันนิบาตเดเลียนประกอบด้วยหมู่นครรัฐนับร้อยแห่ง ไม่ได้มีเฉพาะแค่เมืองเอเธนส์เท่านั้น

 

ภาพที่ 1: วิหารพาร์เธนอน

แหล่งที่มาภาพจาก: http://employees.oneonta.edu/farberas/arth/arth200/politics/parthenon.html)

 

ภาพที่ 2: วิหารพาร์เธนอนตั้งอยู่บนเนินเขา อะโครโปลิส

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:The_Acropolis.png

 

               คำว่า พาร์เธนอน มาจากภาษากรีกว่า parthénos’ หมายถึง ‘หญิงสาว’ ‘เด็กหญิง’ ‘หญิงพรหมจรรย์’ และ ‘หญิงที่ยังไม่แต่งงาน’ แต่พจนานุกรมบางฉบับ เช่น พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษ ฉบับมาตรฐานที่เรียกกันว่า Lidell-Scott-Jones (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2386) ระบุว่า พาร์เธนอน อาจหมายถึง ‘ห้องของหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน’ ก็ได้ ทั้งนี้ ในพจนานุกรมและนักวิชาการด้านกรีกศึกษายุคร่วมสมัยบางท่านเสนอว่าอาจเป็นห้องชั้นใน (Cella) ทางด้านทิศตะวันตกของวิหารก็เป็นได้

               อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานข้างต้นไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย โดยมีข้อสันนิษฐานอื่นที่เสนอรายละเอียดต่างออกไปว่า ห้องที่กล่าวถึงนั้นควรเป็นห้องที่กลุ่มเด็กสาว จำนวน 4 คนที่ถูกเลือกให้รับใช้เทพีอะธีนาประจำในแต่ละปี (มีศัพท์เฉพาะเรียกเด็กสาวเหล่านี้ในภาษากรีกว่า ‘arrephoroi’) ใช้เป็นห้องสำหรับทอผ้าเปปลอส (Peplos) ต่างหาก

               ผ้าเปปลอส เป็นผ้าผืนใหญ่ที่ใช้ห่มคลุมร่างกาย โดยมีการทำพิธีถวายแด่เทพีอะธีนา แล้วนำไปแต่งเป็นฉลองพระองค์ให้กับเทวรูปของพระนาง ทำนองเดียวกับการถวายจีวรให้กับพระพุทธรูปในวัฒนธรรมไทย ซึ่งมักถวายเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลการแข่งขันกีฬาทุกรอบ 4 ปี ที่เรียกว่า ‘พานาเธนาอิก’ (Parathenaic) ประจำกรุงเอเธนส์ก็มีการถวายผ้าเปปลอสให้แก่พระนางเป็นการเฉพาะด้วยเช่นกัน

               หากวิเคราะห์ตามแนวทางข้อสันนิษฐานนี้ วิหารพาร์เธนอนอาจเป็นส่วนขยายของวิหารเอเรคเธียมที่ใช้ประดิษฐานรูปสลักไม้มะกอกของเทพีอะธีนา ที่ตั้งอยู่บนอะโครโปลิส ซึ่งมีมาก่อนหน้าการสร้างวิหารพาร์เธนอน

               อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเอกสารโบราณที่อยู่ร่วมสมัยกับการสร้างวิหารดังกล่าว ไม่ได้เรียกวิหารแห่งนี้ว่า ‘พาร์เธนอน’ เพียงแต่เรียกว่า ‘วิหาร’ โดยไม่มีชื่อเฉพาะต่อท้าย ดังนั้นนักกรีกศึกษาหลายท่านจึงมีความเห็นในทำนองว่า ‘พาร์เธนอน’ เป็นชื่อที่ถูกใช้เรียกอย่างไม่เป็นทางการของวิหารหลังนี้ โดยมีที่มาจากชื่อของประติมากรรมชิ้นสำคัญที่มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า ‘Athena Parthenos’ (Athena the Virgin อะธีนาผู้บริสุทธิ์) ซึ่งถูกสร้างขึ้นภายหลังการก่อสร้างวิหารพาร์เธนอนแล้วประมาณ 1 ศตวรรษ

               อนึ่ง รูปอะธีนาผู้บริสุทธิ์ได้สาบสูญไปนานแล้ว แต่มีบันทึกอ้างว่าเป็นเทวรูปขนาดใหญ่ มีส่วนสูงถึง 13 เมตร สร้างขึ้นจากทองคำและงาช้าง มีไม้สนไซเปรสเป็นแกนกลางและเป็นเทวรูปที่โดดเด่นของอะโครโปลิส และเป็นแรงบันดาลใจให้งานประติมากรรมรูปของเทพีอะธีนาของศิลปินในยุคหลังจากนั้น ดังนั้นหากเทวรูปนี้เป็นที่มาของคำเรียกชื่อของวิหารว่า ‘พาร์เธนอน’ ก็ไม่แปลก

               นอกเหนือจากรูปของเทพีอะธีนาผู้บริสุทธิ์ที่สูญหายไปแล้ว กาลเวลาและความโหดร้ายของมนุษย์ได้ทำลายความยิ่งใหญ่ที่เป็นเสมือนเพชรยอดมงกุฎของวัฒนธรรมกรีกอย่างวิหารพาร์เธนอนให้เสื่อมสลายลง ทั้งด้วยเหตุจากสงคราม หรือการปล้นชิงสมบัติทางวัฒนธรรมต่างๆ อาทิ

               ลวดลายสลักบนหินอ่อนที่งดงามของวิหารพาร์เธนอนและมีสภาพสมบูรณ์เกือบทั้งหมด ได้ถูกนำออกนอกประเทศกรีซไปจัดแสดงอยู่ที่บริติช มิวเซียม (British Museum) ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคม จนเกิดกระแสการทวงคืนสมบัติทางวัฒนธรรมของชาวกรีกในปัจจุบัน

 

ภาพที่ 3: ภาพสลักเทพีอะธีนาเสกต้นมะกอก ในระหว่างการแข่งขันกับเจ้าสมุทรโพไซดอน

บนหน้าบันทางด้านทิศตะวันออกของวิหารพาร์เธนอน

แหล่งที่มาภาพจาก: https://classicalwisdom.substack.com/p/a-tale-of-saltwater-olive-oil-and

 

 

ภาพที่ 4: อะธีนา จากวาร์วาคิออน (Varvakeion Athena) สูงราว 1 เมตร ศิลปะโรมัน

อายุราวค.ศ. 200-250 สร้างจำลองรูปอะธีนา ผู้บริสุทธิ์ ที่เคยประดิษฐานอยู่ในวิหารพาร์เธนอน

ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ National Archaeological Museum of Athens

แหล่งที่มาภาพจาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:NAMA_Ath%C3%A9na_Varvakeion.jpg

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ