หยาดเหงื่อของนักมวยปล้ำบนดินแห้ง กีบม้าควบตะบึงกลางทุ่งหญ้า และเสียงลูกธนูพุ่งหวีดจากคันสายก่อนปักลงบนเป้าเป็นบรรยากาศของ “นาดัมเกมส์” หรือชื่อเต็มว่า เอริน กูร์วัน นาดัม (Eriin Gurvan Naadam) คือ ‘สามกีฬาบุรุษ’ ประกอบด้วย มวยปล้ำ ขี่ม้า และยิงธนู กีฬาทั้งสามชนิดนี้ผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตชนเผ่าเร่ร่อน และมีวินัยที่แข็งแกร่งของชาวมองโกลที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในรัชสมัยเจงกีสข่าน (Genghis Khan) ช่วงศตวรรษที่ 13 พระองค์มีพระราชโองการให้จัดการแข่งขันกีฬาฤดูร้อนขึ้นอย่างเป็นระบบเพื่อให้ทหารฝึกซ้อมทักษะแม้ในยามสงบ รวมถึงฉลองชัยชนะหลังจบสงคราม แท้จริงแล้วกีฬามองโกลทั้งสามชนิดนี้มีความเป็นมาเก่าแก่นับพันปี และแม้ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็ร่วมสนุกได้เช่นกัน ปัจจุบันนาดัมเกมส์ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว

ภาพที่ 1: ภาพวาดสมัยศตวรรษที่ 16 แสดงการเล่นมวยปล้ำ ยิงธนู และขี่ม้าของชาวมองโกล
แหล่งที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:AbtaiPainting.jpg
กีฬาชนิดแรกคือ มวยปล้ำ หรือ โบ๊ก (Bokh) เป็นการต่อสู้กันด้วยมือเปล่าทำให้อีกฝ่ายล้ม หรือมีส่วนของร่างกายเหนือเท้าขึ้นไป เช่น เข่า ศอก ลำตัว สัมผัสพื้นก็นับว่าแพ้ทันที มวยปล้ำชนิดนี้มีประวัติสืบย้อนไปได้ถึงยุคหินใหม่ (Neolithic Age) ช่วง 7,000 ปีก่อน หลักฐานรูปสลักหินในจังหวัดดุนโกวี (Dundgovi) และภาพเขียนสีในถ้ำจังหวัดบายันคองกอร์ (Bayankhongor) ทางตอนใต้ของมองโกเลีย แสดงให้เห็นชายเปลือยสองคนกำลังเล่นมวยปล้ำโดยมีผู้ชมรายล้อม ในสมัยอาณาจักรซ่งหนู (Xiongnu Empire) ช่วง 206 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 220 พบจานสำริดลายนักมวยปล้ำ สันนิษฐานว่าดั้งเดิมมวยปล้ำมีความสำคัญในเชิงพิธีกรรมและการละเล่นมากกว่าเป็นการฝึกซ้อมทหาร เพราะทั้งก่อนและหลังการต่อสู้มีการเต้นท่าเลียนแบบสัตว์ เช่น เหยี่ยว เสือ กวาง สื่อถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณธรรมชาติ
ในรัชสมัยเจงกีสข่าน อาณาจักรของชนเผ่ามองโกลได้รวมเผ่าต่าง ๆ เป็นหนึ่ง และมวยปล้ำที่มีกติกาแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละชุมชนก็ได้ปรับเป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อฝึกทหาร นักมวยปล้ำเลิกเปลือยกายมาสวมเสื้อผ้าไหมหรือกำมะหยี่ ซึ่งภายหลังปรับเป็นเสื้อเปิดหน้าอก เรียกว่า โซโดก (Zodog) กางเกงขาสั้นแนบเนื้อ เรียกว่า ชูดัก (Shuudag) และรองเท้าบูท เรียกว่า กูทัล (Gutal) แชมป์มวยปล้ำที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นได้แก่ บูรี โบโค (Buri Boko) จากเผ่าเจอร์คิน (Jurkin) ทางตอนเหนือ ผู้มีชื่อเสียงมายาวนานแต่สุดท้ายก็แพ้และถูกหักคอโดยน้องชายคนละพ่อของเจงกีสข่าน เพื่อแก้แค้นที่เขาเคยฟันดาบใส่อีกฝ่าย และคูตูลุน (Khutulun) เหลนสาวของเจงกีสข่าน ผู้ตั้งเงื่อนไขว่าผู้ที่จะเป็นสามีของนางได้ต้องแข่งมวยปล้ำชนะนาง หากแพ้จะต้องเสียม้าให้นาง 100-1,000 ตัว ท้ายที่สุดไม่มีชายใดเอาชนะได้ ทำให้นางมีม้าจำนวนมากถึง 10,000 ตัว

ภาพที่ 2: โบ๊ก หรือกีฬามวยปล้ำ
แหล่งที่มาภาพ: http://www.wenlvnews.com/p/229208.html
กีฬาชนิดที่สองคือ ขี่ม้า หรือ โมริน อูรัลดัน (Morin Uraldaan) ม้าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมมองโกลอย่างยิ่ง ดังปรากฏในภาษิตที่ว่า “คนที่ไม่มีม้าเหมือนนกที่ไม่มีปีก” เด็กชาวมองโกลมักเริ่มหัดขี่ม้าเมื่ออายุ 2-5 ขวบ (การขี่ม้ามองโกลเป็นการขี่ม้าแบบไม่ถือสายบังเหียน ใช้ขาและการทิ้งน้ำหนักตัวในการควบคุมม้า รวมถึงสามารถนั่ง ยืน ไถลตัวลงเกาะด้านข้างลำตัวม้า และหงายเอนราบหรือกลับหลังหันเพื่อยิงธนูก็ได้ จึงต้องหัดสังเกตสัญญาณร่างกายระหว่างคนกับม้าตั้งแต่อายุน้อยต่างจากการขี่ม้าแบบสากล) ม้ามองโกลที่สืบสายพันธุ์มาถึงปัจจุบันสันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายจากม้าป่าตาคี (Takhi) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเอเชียกลางและแยกออกมาเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองช่วง 120,000-240,000 ปีก่อน โดยม้าที่ขึ้นชื่อว่าวิ่งเร็วที่สุดนั้นมาจากจังหวัดเคียนตี (Khentii) และสุคบาตอร์ (Sukhbaatar) ทางตะวันออกของมองโกเลีย นอกจากนี้ชาวมองโกลยังมีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับม้า อย่างคำว่าพลังชีวิต หรือ คีโมรี (Khiimori) ในภาษามองโกล แปลตรงตัวได้ว่า ‘ม้าสายลม’ อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มประจำชาติเป็น ไอรัก (Airag) หรือนมม้าหมักอีกด้วย
การแข่งขี่ม้าแบบดั้งเดิมนิยมจัดเพื่อทดสอบทักษะและความอดทนของเด็ก ๆ ในชุมชนมากกว่าจะเป็นการชิงชัยของผู้ใหญ่ เยาวชนที่เข้าร่วมมักมีอายุ 5-13 ปี ระยะทาง 15-30 กิโลเมตร ต่อมาเมื่อมีการใช้ม้าทำสงครามขยายอาณาจักรมากขึ้น การแข่งขี่ม้าจึงจริงจังขึ้นตาม ในปี ค.ศ. 1224 เจงกีสข่านมีพระราชดำริจัดตั้งระบบไปรษณีย์ โมริน อูร์ตู (Morin Urtuu) สร้างสถานีพักม้าเร็วตามเส้นทางทั่วจักรวรรดิ เพื่อเปลี่ยนม้าใหม่เป็นระยะและส่งข่าวได้ไวขึ้น มีบันทึกว่าสารจากเมืองคาร์โคริน (Kharkhorin) ในภาคกลางของมองโกเลีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของจักรวรรดิ ส่งไปถึงทะเลสาบแคสเปียน (Caspian Sea) ทางตะวันตกสุดได้ภายใน 2 สัปดาห์ รวมระยะทางกว่า 6,800 กิโลเมตร ดังนั้นการแข่งขี่ม้าในรัชสมัยของพระองค์จึงมุ่งเน้นเพี่อพัฒนาระบบไปรษณีย์ โดยแบ่งกลุ่มม้าแข่งตามอายุ เริ่มจากม้าอายุ 2 ปี ไปจนถึงอายุ 6 ปี แข่งวิ่งระยะทาง 10-26 กิโลเมตร ช่วงวัยที่ม้าวิ่งไวที่สุดคืออายุ 4 ปี เรียกกลุ่มม้าอายุนี้ว่า โซโยลอน (Soyolon) เชื่อกันว่าหากตัวเปื้อนฝุ่นตลบจากฝีเท้าม้าโซโยลอนจะทำให้มีโชคไปตลอดปี

ภาพที่ 3: โมริน อูรัลดัน หรือกีฬาขี่ม้า
แหล่งที่มาภาพ: https://news.cgtn.com/news/2023-08-12/Inner-Mongolians-celebrate-Naadam-greatest-festival-on-grassland-1mcV8DJXZa8/index.html
กีฬาชนิดที่สามคือ ยิงธนู หรือ ซูร์ คาร์วา (Sur Kharvaa) แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบตามชื่อชนเผ่าต้นกำเนิด ได้แก่ 1) อูเรียงไค (Uriankhai) การยิงธนูพิธีกรรมแบบชาวป่าทางเหนือและเป็นกีฬาของผู้ชายเท่านั้น ระยะยิง 40 เมตร และลูกศรจะต้องกระแทกเป้าหนังสัตว์ที่มีน้ำหนัก 4 ขีดให้กระเด็นข้ามเนินดินสูง 20 เซนติเมตรไปได้ 2) บูเรียด (Buriad) เป็นการยิงธนูโค้งกลับแบบชาวทะเลสาบไบคาล (Baikal) ทางตอนใต้ของไซบีเรีย ใช้คันธนูที่มีส่วนปลายโค้งออกจากตัวผู้ยิง ช่วยให้เก็บพลังงานได้ดีกว่าธนูตรงและเหมาะกับพื้นที่แคบหรือบนหลังม้า ยิงใส่เป้าแนวตั้ง ระยะยิง 30 เมตรสำหรับผู้หญิง และ 45 เมตรสำหรับผู้ชาย และ3) คัลคา (Khalkha) เป็นการยิงธนูระยะไกลรูปแบบที่นิยมในยุคอาณาจักรซ่งหนู และอาณาจักรคีตัน (Khitan Empire) หรือราชวงศ์เหลียว สมัยค.ศ. 916-1125 ยิงใส่เป้าทรงกระบอกที่เรียงซ้อนเป็นแถวเหมือนกำแพงเตี้ย ๆ ไว้บนพื้น ระยะยิง 65 เมตรสำหรับผู้หญิง และ 75 เมตรสำหรับผู้ชาย
หลักฐานคันธนูและลูกศรสมัยศตวรรษที่ 13-14 จากถ้ำฝังศพนักรบภูเขาซากัน-คัด (Tsagaan-Khad) ทางใต้ของมองโกเลีย บ่งชี้ว่าธนูมองโกลดั้งเดิมมีขนาดเล็ก นักรบจะพกคันธนูติดตัวอย่างน้อย 2 คัน คันหนึ่งสำหรับยืนยิงระยะไกลและอีกคันหนึ่งสำหรับยิงบนหลังม้า ต่อมาในสมัยศตวรรษที่ 17-20 เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้การยิงธนูเริ่มเสื่อมความนิยมลงเปลี่ยนเป็นใช้ปืนคาบศิลา ยิ่งไปกว่านั้น ราชวงศ์ชิงของจีนซึ่งเป็นชาวแมนจูได้ครองอำนาจเหนือมองโกเลีย มีนโยบายประกาศห้ามใช้คันธนูมองโกล และมีนโยบายบุกตรวจกระโจมมองโกลหลายเผ่าเพื่อทำลายอาวุธ รวมถึงสิ่งของที่แสดงอัตลักษณ์มองโกลเป็นเวลาราว 200 ปี ทำให้ชาวมองโกลต้องเปลี่ยนมาใช้คันธนูแมนจูที่มีขนาดใหญ่และมีสะพานหนุนสาย (String Bridge) หรือแง่งเขาสัตว์ที่ยื่นออกมาด้านบนของคันธนูเพื่อยกสายธนูให้สูงลอยขึ้นกว่าปกติ ช่วยให้เวลาดึงสายธนูใช้แรงน้อยลง ทว่าทำให้คันธนูหนัก ยิงได้ช้า และไม่สามารถยิงบนหลังม้าได้ ทักษะความรู้เกี่ยวกับการทำและยิงธนูมองโกลจึงค่อย ๆ เลือนหายไป จนกระทั่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี ค.ศ. 1940 โดยสมาคมกีฬายิงธนูแห่งชาติมองโกเลีย (Mongolian National Archery Association)

ภาพที่ 4: ซูร์ คาร์วา หรือกีฬายิงธนู
แหล่งที่มาภาพ: https://web.facebook.com/photo/?fbid=1187322488106259&set=pcb.1187322621439579
งานแข่งนาดัมเกมส์จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1639 ในเวลานั้นราชวงศ์ชิงได้ยึดครองบางส่วนของมองโกเลียแล้ว แต่เชื้อสายของเตอชิตข่าน (Tusheet Khan) คือ ซานาบาซอร์ (Zanabazar) ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวมองโกล ผู้ได้รับการสนับสนุนจากดาไลลามะองค์ที่ 5 โปรดให้สถาปนาเมืองโอร์โก (Orgoo) เป็นศูนย์กลางอารามชนเผ่า ต่อมาคือกรุงอูลานบาตอร์ (Ulaanbaatar) เมืองหลวงของมองโกเลียในปัจจุบัน จึงมีการจัดนาดัมเกมส์ขึ้นเพื่อฉลองการสถาปนา โดยผสมผสานสามกีฬาบุรุษเข้ากับพิธีกรรมทางพุทธศาสนาแบบมหายาน เช่น การเต้นระบำใส่หน้ากากเพื่อไล่ภูตผี (Tsam) การแข่งก่อประติมากรรมจากอาหาร กิจกรรมสวดมนต์ ศิลปะมันดาลา (Mandala) ของพระภิกษุ เป็นต้น
หลังจากได้รับเอกราชจากจีน และเกิดการปฏิวัติขับไล่กองกำลังรัสเซียในปี ค.ศ. 1921 โดยการสนับสนุนของกองทัพโซเวียต สาธารณรัฐประชาชนมองโกเลียจึงได้ถือกำเนิด และรัฐบาลสังคมนิยมจัดนาดัมเกมส์ฉลองการประกาศอิสรภาพ ทำให้พิธีกรรมทางพุทธศาสนาในกีฬาถูกยกเลิก กลายเป็นการแข่งขันแบบสากลที่เน้นเรื่องตัวแทนความภาคภูมิใจของชาติ รวมทั้งได้กำหนดเป็นวันหยุดราชการในเวลาต่อมา คือวันที่ 11-13 กรกฎาคมของทุกปี ในปี ค.ศ. 2010 ยูเนสโกขึ้นทะเบียนนาดัมเกมส์เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ทำให้สามกีฬาบุรุษได้อยู่กลางเวทีทุ่งหญ้าอีกครั้ง ในจุดที่สายลมแห่งอัตลักษณ์ชนชาติ ความทรงจำจากคืนวันแห่งการถูกกดขี่สู่อิสรภาพ และสายใยระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ พัดมาบรรจบกัน เสมือนพลังชีวิตหรือ ‘ม้าสายลม’ ที่ยังคงสถิตอยู่ในมองโกเลียมาตราบจนทุกวันนี้
แหล่งข้อมูล
Ahrens, B., Piezonka, H. and Nomguunsuren, G. “Buried with His Bow and Arrows: The Exceptional Cave Burial of a 14th Century Warrior at Tsagaan Khad Mountain, Mongolia.” ResearchGate, Jan 2015., https://www.researchgate.net/profile/Birte-Ahrens/publication/283073617_Buried_with_his_bow_and_arrows_The_exceptional_cave_burial_of_a_14th_century_warrior_at_Tsagaan_Khad_mountain_Mongolia/links/5628cabd08ae518e347c64fd.
Ayan Travel. “Danshig Religious Festival - Highlight of August In Mongolia.” Tours Mongolia, n.d., https://www.toursmongolia.com/mongolia_travel_news/danshig-religious-festival-highlight-of-august-in-mongolia.
Bilguun. “Mongolian Traditional Sports: Horse Racing.” Amicus Mongolia, 30 May 2020., https://www.amicusmongolia.com/horse-racing-mongolia.html.
Brownstein, Eric X. “The Path of the Arrow: The Evolution of Mongolian National Archery.” SIT Digital Collections, 2008., https://digitalcollections.sit.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1064&context=isp_collection#:~:text=This%20changed%20in.%201940%20with%20the%20founding,to%20the%20National%20archery%20association%20of%20Mongolia.
Burenbayar, Chanrav. “Mongolian Archery Is as Old as History.” Ministry of Foreign Affairs Mongolia, 6 Aug 2016., https://web.archive.org/web/20160806163245/http://www.mfa.gov.mn/?p=29269&lang=en.
Cleaves, Francis Woodman, translator. “The Secret History of the Mongols.” Internet Archive, 17 Sep 2016., https://archive.org/details/Cleaves1982SecretHistoryMongols.
Dekker, Peter. “Starting off with Manchu archery.” Fe Doro Manchu Archery, 2017., http://www.manchuarchery.org/content/starting-manchu-archery.
DeLuca, Ashleigh N. “World's Toughest Horse Race Retraces Genghis Khan's Postal Route.” National Geographic, 7 Aug 2014., https://www.nationalgeographic.com/travel/article/140806-mongolia-derby-horses-genghis-riders-adventure-race.
Guber, Aleksandr et al. “History of the Mongolian People's Republic.” Internet Archive, 23 Feb 2016., https://archive.org/details/HistoryOfTheMPR/page/n1/mode/1up.
Mongulai. “Mongolian Traditional Wrestling.” Mongolian Store, 27 Feb 2025., https://mongolianstore.com/mongolian-traditional-wrestling.
Munkhuu, Anand. “A Q&A with Mongolia Destination Expert Anand Munkhuu.” Nomadic Expeditions, 2025., https://www.nomadicexpeditions.com/destination-naadam-games.
Tsagaanbaatar, Suvdantsetseg. “The Sensible Archery.” Asia-Europe Foundation: culture360.ASEF, n.d., https://culture360.asef.org/insights/sensible-archery-archery-sensibility-mongolia.
Tuvshinsaikhan, Jamsranjav. “The History of Naadam: Mongolia’s Grand Festival of Strength and Spirit.” Wild Mongolia, 9 Apr 2025., https://wildmongolia.com/naadam-festival.
UNESCO Intangible Cultural Heritage. “Naadam, Mongolian traditional festival.” UNESCO, 2010., https://ich.unesco.org/en/RL/naadam-mongolian-traditional-festival-00395.
Weatherford, Jack. “The Wrestler Princess.” Lapham’s Quarterly, 27 Sep 2010., https://www.laphamsquarterly.org/roundtable/wrestler-princess.
Williams, Paige. “The Remarkable Comeback of Przewalski’s Horse.” Smithsonian Magazine, Dec 2016., https://www.smithsonianmag.com/science-nature/remarkable-comeback-przewalski-horse-180961142.
Yazdzik, Elisabeth. “The Mongolian Horse and Horseman.” SIT Digital Collections, 2011., https://digitalcollections.sit.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=2074&context=isp_collection