ประติมากรรมขนาดใหญ่มหึมาขนาดความสูง 93 เมตร เมื่อนับจากพื้นดินจนถึงยอดบนสุด อย่าง ‘อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ’ (Lady Liberty) ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะลิเบอร์ตี บริเวณท่าเรือในนครนิวยอร์ก นับเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนความเป็นอเมริกัน และประเทศสหรัฐอเมริกา
นอกจากอนุสาวรีย์จะเป็นจุดหมายตาสำคัญ (landmark) สัญลักษณ์ของประเทศแล้ว ‘เทพีเสรีภาพ’ ยังมีนัยยะชัดเจนที่สื่อสารถึง เสรีภาพและอิสรภาพที่สหรัฐอเมริกาได้รับจากการปลดแอกออกจากอาณานิคมของสหราชอาณาจักร รวมถึงการเลิกทาส ความเป็นประชาธิปไตยของชาวอเมริกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชื่อทางการของอนุสาวรีย์ถูกเรียกว่า ‘Liberty Enlightening the World’ ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของชาติอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงยุคสงครามเย็นที่พยายามให้ชาติอื่นๆ ตื่นรู้ในความเท่าเทียมของความเป็นประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำแต่เพียงผู้เดียว
อย่างไรก็ดี อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพกลับไม่ได้เกิดจากแนวคิด และออกบบโดยชาวอเมริกันคนใด ดังที่ทราบกันดีว่าอนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นของขวัญจากประเทศฝรั่งเศสที่มอบให้แก่สหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ ชื่อดั้งเดิมของอนุสาวรีย์แห่งนี้จึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ‘La Liberté éclairant le monde’ ซึ่งมีความหมายแปลตรงตัวเช่นเดียวกับชื่อเรียกในภาษาอังกฤษ

ภาพที่ 1: อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ
แหล่งที่มาภาพ: https://www.statueoflibertytour.com/blog/how-was-the-statue-of-liberty-built-heres-whats-inside/
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจาก เอดูอาร์ด เรอเน เลอแฟบวร์ เดอ ลาบูเลย์ (Édouard René Lefèbvre de Laboulaye, ค.ศ. 1811-1883) ชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นวุฒิสมาชิกตลอดชีพ ปัญญาชน นักเขียน กวี นักกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวต่อต้านการค้าทาสคนสำคัญ ได้เสนอให้มีการสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ยักษ์ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในวาระโอกาสครบรอบ 100 ปีที่สหรัฐ อเมริกาได้ประกาศอิสรภาพจากสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1876 ซึ่งมีอิทธิพลในวงกว้าง ทำให้เกิดการแพร่กระจายแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และการปกครองแบบสาธารณรัฐ
แน่อนว่า ชาวฝรั่งเศสเองก็ได้รับอิทธิพลที่เป็นแรงกระเพื่อมนี้ด้วยอย่างมาก และกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐมาตั้งแต่ ค.ศ. 1789 นั่นเอง
กล่าวกันว่า ลาบูเลย์ เริ่มเสนอแนวคิดมอบของขวัญชิ้นนี้ให้กับสสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1865 โดยเขาเป็นผู้ต่อต้านระบบทาส ทั้งยังเป็นผู้สนใจฝักใฝ่ในประวัติศาสตร์การเมือง และรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในระดับที่ยืนอยู่ในข้างเดียวกับฝ่ายสหภาพในสงครามกลางเมืองอเมริกาเลยทีเดียว
สงครามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1861-1865 ซึ่งเป็นสงครามที่มีมูลเหตุมาจากข้อโต้แย้งที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับการถือครองทาส ระหว่างฝ่ายชาตินิยมสหภาพกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนออกเป็นสมาพันธรัฐ ซึ่งสนับสนุนสิทธิของมลรัฐในการคงไว้ของสถาบันทาส ในท้ายที่สุด ฝ่ายสหภาพเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนั้นและเกิดการประกาศเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ทำให้ลาบูเลย์อยากให้ฝรั่งเศสมอบของขวัญสักชิ้นให้กับสหรัฐอเมริกา โดยนำเอาวาระโอกาสครบรอบร้อยปีของการประกาศอิสรภาพของอเมริกามาใช้เป็นข้ออ้าง
มีการตีความกันว่า ลาบูเลย์อาจมีความรู้สึกสะท้อนใจเมื่อยกชาติฝรั่งเศสขึ้นมาเปรียบ เทียบ ด้วยฝรั่งเศสได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐมาตั้งแต่ ค.ศ. 1789 หลังผ่านการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ทว่าระบอบสาธารณรัฐกลับคงอยู่ได้ไม่นาน แนวคิดแบบกษัตริย์นิยมก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นใหม่เมื่อนโปเลียน โบนาปาร์ต (ค.ศ. 1769-1821) สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1804 ทำให้ฝรั่งเศสอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อทางการเมืองการปกครองเป็นอย่างยิ่ง
การต่อสู้กันระหว่างอุดมการณ์แบบสาธารณรัฐกับลัทธิกษัตริย์นิยมในฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู้ช่วงเวลาที่ลาบูเลย์เข้ามามีบทบาททางการเมือง ซึ่งขณะนั้น ฝรั่งเศสตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1852-1870) ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นกษัตริย์จอมเผด็จการ โดยเฉพาะในช่วงต้นรัชสมัยของพระองค์
ในขณะที่ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln, ค.ศ. 1809-1865) แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศปลดปล่อยทาสเมื่อสงครามกลางเมืองอเมริกากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 โดยประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1863 ก่อนที่ลินคอล์นจะถูกลอบสังหารเพื่อแก้แค้นภายในโรงละครฟอร์ด (Ford’s Theatre) ในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1865 และเสียชีวิตในเช้าวันถัดมา ก่อนหน้าสงครามในครั้งนั้นจะสิ้นสุดลงอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์เพียงไม่นานนัก ทั้งนี้ หากสังเกตปี ค.ศ. 1865 ยังเป็นปีที่มักกล่าวอ้างกันว่า ลาบูเบย์เริ่มมีความคิดจะส่งมอบของขวัญอย่าง ‘อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ’ ให้แก่สหรัฐอเมริกา
แน่นอนว่า แนวความคิดของลาบูเบย์ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางภาครัฐของฝรั่งเศส เพราะขณะนั้นผู้ครองอำนาจสูงสุดคือจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 พระราชนัดดาของนโปเลียน โบนาปาร์ต ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับระบอบสาธารณรัฐ หรือการปลดแอกจากชาติเจ้าอาณานิคมเป็นแน่
ถึงกระนั้น ลาบูเบย์ลาบูเบย์ก็เคยเอ่ยถึงแนวคิดดังกล่าวให้เฟรเดริก โอกุสต์ บาร์โทลดี (Frédéric Auguste Bartholdi: ค.ศ. 1834–1904) ประติมากรผู้เป็นสหายฟังตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1865 ซึ่งทำให้บาร์โทลดีกระตือรือร้นกับโครงการจัดสร้างอนุสาวรีย์นี้เป็นอย่างมาก เขาจึงค่อยๆดำเนินการเก็บข้อมูล และออกแบบอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด (อนึ่งมีนักวิชาการบางท่าน เสนอว่าแนวคิดและการพูดคุยเรื่องนี้ของลาบูเบย์ควรเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1870 มากกว่า) ในที่สุด ความปรารถนาของลาบูเบย์ก็กลายเป็นจริง และมีการส่งมอบอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพให้กับสหรัฐอเมริกาในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1886

ภาพที่ 2: เอดูอาร์ด เรอเน เลอแฟบวร์ เดอ ลาบูเลย์ ผู้เป็นต้นคิดในการสร้างอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพแหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/%C3%89douard_Ren%C3%A9_de_Laboulaye
มีข้อสังเกตว่า ‘อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ’ ได้รับแรงบันดาลใจจากเทพีแห่งเสรีภาพตามความเชื่อของชาวโรมันที่มีชื่อว่า ‘ลิเบอร์ตาส’ (Libertas) อย่างชัดเจน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใดที่เทพีองค์นี้นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างชาวโรมันยุคคลาสสิก โดยปกติเทพีองค์นี้มักสวมหมวกฟริเจียน (Phrygian cap) หรือหมวกทรงกรวยทำจากผ้าสักหลาด ปลายยอดของหมวกแหลมโค้งลงมาด้านหน้าและมักมีสีแดง แต่ในบางโอกาสเทพีลิเบอร์ตาสก็อาจถือหมวกไว้ในมือขวาก็ได้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งมักถือหอกด้วย
ทว่า รูปอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพกลับไม่ปรากฏ ‘หมวกฟรีเจียน’ ประดับอยู่กับตัวอนุสาวรีย์ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยหมวกฟรีเจียนเป็นสัญลักษณ์ของ ‘เสรีภาพ’ และชาวโรมันได้มอบหมวกแบบนี้กับ ‘ทาส’ ที่ได้ปลดปล่อยให้เป็น ‘อิสระ’ แล้ว เพื่อบ่งบอกสถานภาพของตน ทั้งนี้ มีเรื่องเล่าต่อกันว่า เหตุที่ไม่ปรากฏหมวกฟรีเจียนในอนุสาวรีย์รูปนี้เพราะประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนถัดมา เจฟเฟอร์สัน เดวิส (Jefferson Davis, ค.ศ. 1808-1889) แสดงความวิตกกังวลว่า ช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกาเพิ่งผ่านพ้นจากสงครามกลางเมือง สภาพสังคมจึงยังมีความเปราะบางและอ่อนไหว หากรูปปั้นเทพีเสรีภาพสวมหมวกฟรีเจียน อาจถูกตีความหมายบิดเบือนว่าเป็นสัญลักษณ์ขบวนการเลิกทาส จึงได้ร้องขอให้เปลี่ยนรูปแบบหมวกของเทพีใหม่ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มที่มีแนวคิดในการสร้างรูปอนุสาวรีย์นี้แล้ว
‘อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ’ จึงกลายเป็นรูปเทพีลิเบอร์ตาสที่ไม่ได้สวมหมวกฟรีเจียน แต่สวมหมวกเกราะที่มีรัศมี 7 แฉกแผ่ออกมา ซึ่งมักอธิบายว่าหมายถึง ดวงอาทิตย์กับมหาสมุทร และทวีปทั้ง 7 บนโลก
อย่างไรก็ตาม ศิลปินผู้รังสรรค์อนุสาวรีย์อย่างบาร์โทลดี ก็ไม่ได้ละเลยที่จะสอดแทรกความหมายเกี่ยวข้องกับการเลิกทาส โดยเลือกใช้โซ่ตรวนขาดสะบั้นเป็นสัญลักษณ์แทน แรกเริ่มเขาออกแบบให้เทพีถือโซ่เอาไว้ในมือ แต่สุดท้ายก็เลือกเปลี่ยนให้เทพีกำลังก้าวข้ามโซ่ขาดแทน ซึ่งจะมองเห็นได้จากมุมสูงเท่านั้น ในมือขวาถือคบเพลิงเพื่อสื่อความหมายว่า เสรีภาพจะส่องสว่างไปทั่วโลก ส่วนมือซ้ายถือแผ่นจารึก (Tabula ansata) ที่มีข้อความระบุว่า วันที่ 4 กรกฎาคม 1776 เป็นวันประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา
ในขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสมี ‘มารีแอนน์’ (Marianne) เป็นเทพีประจำชาติซึ่งอ้างอิงจากเทพีลิเบอร์ตาสของโรมันเช่นกัน เพราะต้องการสื่อแสดงถึงเจตน์จำนงค์ในการเป็นสาธารณรัฐ หลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ แต่รูปปั้นของมารีแอนน์สวมหมวกฟรีเจียนอย่างสง่างามเปิดเผย ด้วยฝรั่งเศสมีความแตกต่างทางสังคมและประวัติศาสตร์ที่ต่างจากสหรัฐอเมริกา ดังนั้น การสร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพให้สวมหมวกเกราะแทนหมวกฟรีเจียน รวมถึงข้าวของอื่นๆ ที่ถือในมือมีความแตกต่างไปจากคติเดิมก็ยิ่งทำให้อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพกลายเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นอเมริกันได้อย่างสมบูรณ์ และไม่ซ้ำแบบกับฝรั่งเศสอีกด้วย
แม้ว่าในอดีตสหรัฐอเมริกาจะมีเทพีประจำชาติเป็น ‘โคลัมเบีย’ ซึ่งตั้งชื่อตามผู้ค้นพบทวีป คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus, ค.ศ. 1451-1506) ทว่า องค์เทพีมีรูปร่างหน้าตาเป็นหญิงพื้นถิ่นอเมริกันอินเดียน ทำให้อเมริกันชนผิวขาวบางส่วนในยุคนั้นไม่ค่อยพอใจ ยิ่งเมื่อปรียบเทียบกับเทพีเสรีภาพที่มีรูปลักษณ์ตรงกับจริตความเป็นอเมริกันมากกว่า อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงของขวัญที่ฝรั่งเศสมอบให้เป็นที่ระลึกแก่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงเจตน์จำนงค์ของความเป็นอเมริกาที่ชาวอเมริกันในยุคนั้นใฝ่ฝันถึงอีกด้วย

ภาพที่ 3: เทพีลิเบอร์ตาสบนเหรียญโรมัน
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Libertas

ภาพที่ 4: ภาพเทพีมารีแอนน์นำฝูงชนในการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของฝรั่งเศสตามจินตนาการ วาดเมื่อ ค.ศ. 1830
แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Marianne