Museum Core
อาสนวิหารอุระคะมิ จากเถ้าถ่านแห่งสงครามสู่เสียงระฆังแห่งสันติภาพที่กลับมาดังกังวาน
Museum Core
21 ก.ย. 69 64

ผู้เขียน : รหัท กิจจริยภูมิ

               ภาพจำของคนทั่วไปเมื่อนึกถึงจังหวัดนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น อาจเป็นภาพเมืองเคยถูกทำลายล้างด้วยระเบิดปรมาณูเป็นลำดับที่สองต่อจากฮิโรชิมาเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 หากแต่พื้นที่แห่งนี้ยังมีเรื่องราวและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าความเป็นมาของเมืองไว้อีกมากมาย

               หากใครเคยสังเกตโปสเตอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อโปรโมทจังหวัดนางาซากิ มักมีภาพโบสถ์คริสต์อิฐสีแดงตั้งตระหง่านอย่างสง่างามอยู่บนเนินเขาด้วย สถานที่แห่งนี้ คือ อาสนวิหารอุระคะมิ หรือ อาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล (St. Mary’s Cathedral of the Immaculate Conception) แล้วมีความสำคัญกับเมืองนี้อย่างไร?  

               ภายใต้ความงดงามของอิฐสีแดงทุกก้อนของโบสถ์ที่ปรากฏแก่สายตาในปัจจุบัน มีเรื่องเล่าเคล้าหยดน้ำตาที่แลกด้วยความหวังของเหล่าคริสตชนรุ่นบุกเบิกที่ต้องหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอกนานนับศตวรรษ รวมถึงการเผชิญโศกนาฏกรรมจากระเบิดปรมาณูที่เปลี่ยนมหาวิหารซึ่งเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกให้กลายเป็นเพียงเถ้าถ่านและความเงียบงันในชั่วพริบตา

 

ภาพที่ 1 อาสนวิหารอุระคะมิ

 

               ในอดีตช่วงศตวรรษที่ 16–17 ประเทศญี่ปุ่นเคยมีคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์อย่างเด็ดขาด และมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตหากถูกจับได้ ทำให้คริสตชนในยุคนั้นถูกเรียกว่า 'คาคุเระ คิริชิตัน' หรือคริสตังลับ จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและหลบซ่อนตัว คนบางกลุ่มต้องแสร้งแสดงตนว่านับถือพุทธ หรือชินโต เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วแอบประกอบพิธีกรรมอย่างลับๆ ภายใต้แสงตะเกียงอันริบหรี่ในพื้นที่ตัดขาดจากสังคมส่วนใหญ่

               จนกระทั่งปี ค.ศ. 1873 ยุคสมัยเมจิ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศยกเลิกกฎหมายห้ามศาสนาคริสต์ที่บังคับใช้มายาวนานกว่าสองศตวรรษ ส่งผลให้มิชชันนารีสามารถกลับมาเผยแพร่ศาสนาได้อีกครั้ง และเหล่าคริสตชนที่เคยหลบซ่อนก็เริ่มเปิดเผยตัวตนอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงกลุ่มคริสตชนอุระคะมิที่หวนคืนกลับสู่บ้านเกิด และเริ่มต้นสร้างศาสนสถานของชุมชนขึ้นใหม่ โดยชุมชนได้ร่วมกันลงขันซื้อที่ดินซึ่งเคยเป็นบ้านพักของหัวหน้าหมู่บ้านอุระคะมิ และสถานที่เคยถูกใช้เป็นห้องสอบสวนทรมานเหล่าคริสตชนให้สละความเชื่อ แล้วสร้างโบสถ์ขึ้นทับลงบนพื้นที่แห่งนี้ นับเป็นการเปลี่ยนบาดแผลและความเจ็บปวดในอดีตให้กลายเป็นศรัทธาอันมั่นคง

 

ภาพที่ 2 ภายในอาสนวิหารอุระคะมิก่อนเหตุการณ์ระเบิด

แหล่งที่มาภาพ: https://www.aasc.ucla.edu/cab/200708160003.html

 

               อาสนวิหารอุระคะมิถูกออกแบบในรูปแบบสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ (Romanesque) โดดเด่นด้วยการใช้ก้อนอิฐสีแดง ภายใต้การดูแลของบาทหลวงปิแอร์-ธีโอดอร์ ฟรานโน (Pierre-Théodore Fraineau) การก่อสร้างดำเนินไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่า 20 ปีจึงสร้างแล้วเสร็จ และได้รับการเสกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1914

               นอกจากสถาปัตยกรรมที่สง่างามแล้ว อาสนวิหารยังมีหอคอยคู่ด้านหน้าที่ติดตั้งระฆังแองเจลุส (Angelus bells) จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งใช้เวลาอีก 11 ปี จึงสร้างหอระฆังคู่เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1925 ทำให้อาสนวิหารแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของอัครสังฆมณฑลนางาซากินับแต่นั้นมา

 

ภาพที่ 3 ซากปรักหักพังของอาสนวิหารหลังแรงระเบิด

 

               จากนั้นไม่นานก็มีเรื่องน่าเศร้าอุบัติขึ้น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ระเบิดปรมาณูนามว่า แฟตแมน (Fat Man) ได้ถูกทิ้งลงสู่เมืองนางาซากิ ขณะที่ภายในอาสนวิหารมีคริสตชน 24 คน และ บาทหลวงทามายะ ฟูซาโยชิ (Tamaya Fusayoshi) กำลังประกอบพิธีทางศาสนาในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งจุดระเบิดนั้นอยู่ห่างจากอาสนวิหารอุระคะมิไปเพียง 500 เมตร แรงระเบิดได้ทำลายอาสนวิหารที่ชุมชนพากเพียรก่อสร้างจนพินาศในชั่วพริบตา คร่าชีวิตผู้คนในละแวกนั้นไปมากมาย ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสูญเสีย

               หลังสงครามสิ้นสุด มีการหารือหลายครั้งว่าควรทำอย่างไรกับซากอาสนวิหาร ซึ่งมีความเห็นหลายฝ่ายแตกออกเป็นวงกว้าง ทั้งสภาเมือง ชาวเมืองนางาซากิ (คริตสชนและไม่ได้เป็น) รวมถึงผู้นำศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น โดยมีความเห็นแยกเป็น 2 ฝ่าย ด้านฝ่ายอนุรักษ์หวังให้ซากนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงภัยสงครามแก่คนรุ่นหลัง ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนเสนอให้รื้อถอนและเห็นว่าซากนี้เชื่อมโยงกับอดีตที่เจ็บปวดจนเกินไป

 

ภาพที่ 4 จุดศูนย์กลางการระเบิด ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากอาสนวิหารอุระคะมิเพียง 500 เมตร

 

ภาพที่ 5 ซากกำแพงเดิมของอาสนวิหารที่ถูกย้ายมา

 

               ในที่สุดการหารือจบลงด้วยข้อสรุปให้รื้อถอนซากอาสนวิหารเดิมในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1958 และมีการสร้างอาสนวิหารหลังใหม่ในปี ค.ศ. 1959 บางส่วนของกำแพงด้านข้างที่หลงเหลืออยู่เล็กน้อยถูกย้ายไปยังจุดศูนย์กลางการระเบิด ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสันติภาพนางาซากิ (Nagasaki Peace Park) ต่อมาในปี ค.ศ. 1980 อาสนวิหารได้รับการสร้างใหม่ด้วยกระเบื้องอิฐเพื่อให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับโบสถ์หลังเดิมก่อนถูกระเบิดมากที่สุด และสามารถสร้างแล้วเสร็จภายใน 1 ปี ก่อนการเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2  (St John Paul II, Pope) เป็นอาสนวิหารที่มีความสวยงามดังที่เห็นในปัจจุบัน

 

ภาพที่ 6 รูปปั้นส่วนหัวของพระแม่มารีไม้แกะสลัก

แหล่งที่มาภาพ: https://oratio.jp/p_column/mariazo-sukinaunmei?lang=en

 

               สิ่งที่หลงเหลือจากอาสนวิหารหลังเก่าเป็นรูปปั้นพระแม่มารีไม้แกะสลัก ปัจจุบันรูปปั้นประดิษฐานอยู่ภายในห้องสวดเล็กของอาสนวิหาร บนแท่นบูชามีคำว่า “สันติภาพ” (平和) แกะสลักจากรากต้นพลับที่เคยถูกใช้พันธนาการคริสตชนในอดีต นอกจากนี้ มีการขุดพบระฆังจากหอระฆังด้านขวาในสภาพเกือบสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบันระฆังยังถูกนำมาใช้ตีบอกเวลาวันละ 3 ครั้ง รวมถึงรูปปั้นเทวดาและนักบุญบางส่วนที่รอดพ้นจากการทำลายล้างก็ถูกนำมาจัดแสดงไว้ในพื้นที่สวนด้านหน้าอาสนวิหาร

 

ภาพที่ 7 รูปปั้นที่รอดพ้นจากการทำลายล้าง

 

               เรื่องราวของอาสนวิหารแห่งนี้และวัตถุพยานที่ขุดพบส่วนหนึ่งได้รับการย้ายไปจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ (Nagasaki Atomic Bomb Museum) เพื่อย้ำเตือนถึงความสำคัญของสันติภาพ โดยปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2025) ในวาระครบรอบ 80 ปีของเหตุการณ์ระเบิดปรมาณู ชาวคาทอลิกในสหรัฐอเมริกาได้บริจาคระฆังใหม่อีกหนึ่งใบให้อาสนวิหาร ทำให้ระฆังคู่ของอาสนวิหารกลับมาดังกังวานพร้อมกันอีกครั้ง นับเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพร่วมกันของมวลมนุษยชาติ

 

ภาพที่ 8 อาสนวิหารอุระคะมิ (ปัจจุบัน) หลังบูรณะให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับมหาวิหารหลังเดิมมากที่สุด

 

               ด้วยเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพที่งดงาม ทำให้นางาซากิได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำที่ติดอันดับยอดนิยมของญี่ปุ่นเสมอมา โดยมีอาสนวิหารอุระคะมิเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ปัจจุบันอาสนวิหารแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นศาสนสถานหลักของชุมชน และเป็นประจักษ์พยานของภาพรวมทางประวัติศาสตร์เมืองได้ชัดเจนที่สุด ตั้งแต่ยุคแห่งศรัทธาที่ต้องหลบซ่อน จนถึงการลุกขึ้นใหม่จากเถ้าถ่านสงครามด้วยความหวังที่ยั่งยืน

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Cambridge University Press. (n.d.). The politics of reconstruction and reconciliation in U.S.-Japan relations: Dismantling the atomic bomb ruins of Nagasaki’s Urakami Cathedral. [PDF file]. https://www.cambridge.org/core/services/aop-cambridge-core/content/view/127F2D5D68D29B4A97CE335F6F9B0F3A/S1557466015018045a.pdf/the-politics-of-reconstruction-and-reconciliation-in-us-japan-relationsdismantling-the-atomic-bomb-ruins-of-nagasakis-urakami-cathedral.pdf

Catholic Review. (2025). At 80th anniversary Mass in Nagasaki, people urged to bring Christ’s love, peace to world. https://catholicreview.org/at-80th-anniversary-mass-in-nagasaki-people-urged-to-bring-christs-love-peace-to-world/

Discover Nagasaki. (n.d.). The day the Pope visited Nagasaki. Official Nagasaki Tourism Guide. https://www.discover-nagasaki.com/en/featured-topics/pope

Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism (MLIT). (n.d.). Urakami Cathedral. Japan’s Heritage Database. https://www.mlit.go.jp/tagengo-db/en/R2-00458.html

NAVITIME Japan. (n.d.). Urakami Cathedral. https://japantravel.navitime.com/en/area/jp/spot/02301-1301450n/

Oratio. (n.d.). The statues of Mary: A fate intertwined with peace. https://oratio.jp/p_column/mariazo-sukinaunmei?lang=en

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ