Fun Facts on Muse
บันทึกชีวิตบนผืนผ้า: ท่องโลกสิ่งทอชนเผ่าเร่ร่อนในอิรัก
Fun Facts on Muse
10 ก.ค. 69 25

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

ป้อมปราการแอร์บิล (Erbil Citadel) ในประเทศอิรัก ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถาน หากแต่เป็นชุมชนเมืองโบราณที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการตั้งถิ่นฐานต่อเนื่องยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลกราว 5,000 ปี เนินดินขนาดใหญ่สูงกว่า 30 เมตรแห่งนี้เกิดจากการทับถมของอารยธรรมหลายยุคสมัย ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ด้วยคุณค่าของการเป็นเมืองที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง ขณะที่ผังเมืองซึ่งยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบันสะท้อนการพัฒนาในช่วงปลายจักรวรรดิออตโตมัน (ช่วง ค.ศ. 1880–1918)

ท่ามกลางกำแพงอิฐเก่าแก่และตรอกซอกซอยอันเงียบสงบของป้อมปราการ มีอาคารประวัติศาสตร์หลังใหญ่ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม หน้าต่างไม้บานสูง และประตูไม้โบราณที่นำทางผู้มาเยือนเข้าสู่ พิพิธภัณฑ์สิ่งทอและวัฒนธรรมเคิร์ด (Kurdish Textile and Cultural Museum) ภายในบ้านขุนนางเก่าได้รับการบูรณะอย่างประณีต ผืนพรมโบราณ เครื่องแต่งกายพื้นเมือง และผ้าทอที่จัดแสดงอยู่ภายใน จึงไม่ใช่เพียงโบราณวัตถุในตู้จัดแสดง แต่วัตถุเหล่านี้กำลังเล่าเรื่องราวและบาดแผลของผู้คน

พรมเคิร์ดที่ไม่ใช่เพียงของตกแต่งบ้าน

หากเรามองผ้าทอเหล่านี้ด้วยสายตาของผู้คนในปัจจุบัน พรมผืนหนาอาจเป็นเพียงงานศิลปะหรือของตกแต่งบ้านเพื่อความสวยงาม แต่สำหรับกลุ่มชนเร่ร่อนที่รอนแรมอยู่ตามหุบเขาและเทือกเขาซากรอสในอดีต ผืนผ้าหลากประเภทคือหัตถกรรมที่ยึดโยงกับการดำเนินชีวิต ผ้าและวัสดุที่ใช้ในการถักทอเหล่านั้นตอบสนองการใช้งานที่ต่างกันไป

ช่างทอเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติรอบตัว พวกเขาเลือกใช้ "ขนแพะ" ที่มีความสากและหนามาทอเป็นหลังคากระโจม เนื่องจากขนแพะมีคุณสมบัติพิเศษในการขยายตัวและมีความตึงแน่นเมื่อโดนความชื้น จึงช่วยป้องกันน้ำฝนได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่ "ขนแกะ" ซึ่งให้สัมผัสนุ่มนวลและกักเก็บความร้อนได้ดี จะนำมาทอเป็นพรมผืนหนาสำหรับปูนอนเพื่อป้องกันความเย็นจากพื้นดิน รวมถึงนำมาทำเป็นเปลเด็ก ย่ามใส่เกลือเพื่อกันความชื้น และกระสอบขนาดใหญ่สำหรับบรรจุเครื่องนอนในยามที่ต้องอพยพย้ายถิ่น

อาคารอิฐโบราณสองชั้นทรงคลาสสิกบนป้อมปราการแอร์บิล สถาปัตยกรรมยุคปลายออตโตมันที่โอ่อ่า กลมกลืนไปกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองมรดกโลก (Kurdish Textile Museum. (2025, December 15). The historic building of Kurdish Textile Museum at night [Image]. Facebook. https://www.facebook.com/kurdish.textile.museum)

ส่วนสีสันฉูดฉาดที่สะดุดตาบนผืนผ้า ไม่ว่าจะเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำเงินคราม หรือสีเหลืองมัสตาร์ด ทั้งหมดล้วนสกัดมาจากพืชพันธุ์ธรรมชาติที่พบเจอตามเส้นทางเดินทาง เช่น เปลือกวอลนัต รากไม้ และเปลือกทับทิม นอกจากนี้ลวดลายเรขาคณิตที่ปรากฏบนผืนผ้าไม่มีแบบแผนที่ตายตัว แต่เปรียบเหมือนบันทึกส่วนตัวของช่างทอหญิงที่ร่วมกันบันทึกสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศที่ชุมชนเดินทางรอนแรมไป

อย่างไรก็ดีในทุกๆ ฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน กลุ่มชนเร่ร่อนเหล่านี้จะเดินทางลงมายังที่ราบเพื่อมุ่งหน้าสู่ "ป้อมปราการแอร์บิล" ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าและจุดนัดพบทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ พวกเขานำผลผลิตจากปศุสัตว์ รวมถึงผ้าทอและพรมคิลิมฝีมือเยี่ยม ลงมาแลกเปลี่ยน สินค้าและผลผลิตเหล่านั้นเป็นสิ่งของจำเป็นกับชาวเมืองและขุนนางบนป้อม ปราการแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานีปลายทางที่รวบรวมชิ้นงานหัตถศิลป์จากทั่วทุกสารทิศเอาไว้

เส้นด้ายที่ขาดสะบั้น

ทว่าวิถีชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อนกลับต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ เมื่อความขัดแย้งระหว่างชาวเคิร์ดกับรัฐบาลอิรักปะทุขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ภายใต้การปกครองของพรรคบาธ อัตลักษณ์ของกลุ่มชนเผ่าถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงด้วยนโยบาย "การกลืนกลายเป็นอาหรับ" (Arabization) ค.ศ. 1975 ที่มุ่งสลายชุมชนดั้งเดิมและบังคับย้ายถิ่นฐาน ส่งผลให้ชาวเคิร์ดเร่ร่อนจำนวนมากจำเป็นต้องละทิ้งวิถีชีวิตที่เคยผูกพันอยู่กับผืนผ้าและการเลี้ยงสัตว์ไปอย่างน่าใจหาย

โถงพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงผ้าทอผืนยาวหลากลวดลาย รวมถึงกี่ทอผ้าโบราณ และยานพาหนะที่เคยใช้ในการยังชีพของชนเร่ร่อน (ภาพจาก Kurdish Textile Museum. (2025, December 16). The grand exhibition hall of textiles [Image]. Facebook. https://www.facebook.com/kurdish.textile.museum)

สถานการณ์ตกต่ำสู่จุดวิกฤตเมื่อสงครามอิหร่าน–อิรัก (ค.ศ. 1980–1988) ระเบิดขึ้น หุบเขาอันเป็นแหล่งเลี้ยงแกะและแพะแปรสภาพเป็นแนวรบ ทุ่งหญ้าฝังระเบิดกลายเป็นเขตต้องห้าม ตัดขาดเส้นทางอพยพตามฤดูกาลซึ่งเป็นรากฐานของการผลิตสิ่งทอ และก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดลง โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดก็อุบัติขึ้นใน "ปฏิบัติการอันฟาล" (Anfal Campaign) หมู่บ้านชาวเคิร์ดกว่า 4,000 แห่งถูกทำลายล้างจนราบคาบ พร้อม ๆ กับการสูญเสียพื้นที่ปศุสัตว์ แหล่งน้ำ และชีวิตผู้คน ภูมิปัญญาการทอผ้าที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจึงเกือบจะสิ้นสูญ ณ วินาทีนั้น

ในทศวรรษ 1990 แม้สงครามจะสงบลง ทว่าความทุกข์ยากยังคงดำเนินต่อ หลังสงครามอ่าว ภูมิภาคเคอร์ดิสถานต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากการคว่ำบาตรของสหประชาชาติต่ออิรัก และการปิดล้อมทางเศรษฐกิจจากรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซน ท่ามกลางความอดอยากและยากแค้นแสนสาหัส พรมโบราณอันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของหลายครอบครัว จึงถูกตัดใจขายให้แก่พ่อค้าคนกลางในราคาถูกเพื่อประทังชีวิต ก่อนจะถูกลักลอบส่งออกไปยังตุรกีเป็นจำนวนมหาศาล มรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าหลุดลอยออกจากถิ่นกำเนิดอย่างถาวร

พิพิธภัณฑ์ผ้าเคิร์ดและการฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมผ้าทอมือ

ในขณะที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์กำลังถูกลักลอบส่งออกไปต่างแดนจนเกือบหมดสิ้น ชายชาวเคิร์ดผู้มองการณ์ไกลนามว่า "โลลาน ซีพาน" (Lolan Sipan หรือ Lolan Mustafa) ได้เริ่มภารกิจอันยิ่งใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 1991 เขาตัดสินใจออกเดินทางไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วภูมิภาคเคอร์ดิสถานเพื่อเสาะหา ซื้อคืน และรวบรวมผ้าทอของกลุ่มชนเร่ร่อนและชุมชนในชนบทอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโต้กระแสการสูญเสียทางวัฒนธรรมในยุคคว่ำบาตร

ความพยายามในการเก็บกู้ประวัติศาสตร์ของโลลานบรรลุเป้าหมายในปี ค.ศ. 2004 เมื่อเขาได้เปิดตัว "พิพิธภัณฑ์สิ่งทอและวัฒนธรรมเคิร์ด" ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเนรมิตบ้านโบราณสองชั้นในป้อมปราการเออร์บิล ในอดีตบ้านดังกล่าวเคยเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลขุนนางเก่าอย่างฮาชิม วาลี อัด-ดับบาฆ (Hashim Wali al-Dabbagh) ให้กลายเป็นคลังมหาสมบัติที่รวบรวมจิตวิญญาณของชาวเคิร์ดเอาไว้

ภายในเป็นพื้นที่จัดแสดงอันตระการตาที่บอกเล่าวิถีชีวิตของชนเผ่าต่าง ๆ บนที่ราบเออร์บิล ชิ้นงานส่วนใหญ่กว่า 80% ถูกถักทอขึ้นจากวัตถุดิบดั้งเดิมอย่างขนแกะและขนแพะที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน นอกจากผืนพรมและผ้าคิลิมแล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังรวบรวมอุปกรณ์และเครื่องมือทอผ้าโบราณที่เคยผ่านการใช้งานจริง หมวกพื้นเมืองชาวเคิร์ด ชุดแต่งกายโบราณหลากสีสัน รวมถึงมีการจัดแสดง "กระโจมเต็นท์ของชนเผ่าเร่ร่อน" ขนาดจำลองที่ทำให้เห็นภาพการอยู่อาศัยในอดีต พร้อมเปิดแผ่นเสียงบันทึกบทเพลงโบราณของชาวเคิร์ดขับกล่อมอยู่ตลอดการเดินชม

นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา โครงการฝึกอบรมผ้าทอมือในชุมชนเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ โดยการเสาะหาช่างทออาวุโสที่ยังคงจำเทคนิคดั้งเดิมได้มาร่วมถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ให้แก่กลุ่มสตรีชาวเคิร์ดรุ่นเยาว์ โครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งต่อวิชา แต่คือการฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมจากฐานราก ยกระดับผ้าทอให้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างอาชีพและเยียวยาชีวิตของผู้คนหลังผ่านพ้นโศกนาฏกรรมแห่งความขัดแย้ง

มุมจัดแสดงที่สะท้อนการตกแต่งกระโจมดั้งเดิมอันอบอุ่น พิจารณาหีบไม้เพ้นท์ลายโบราณ ฟูกสิ่งทอหลากสี และปืนยาวโบราณที่บอกเล่าการปกป้องและเอาชีวิตรอดของชนเผ่า (ภาพจาก Kurdish Textile Museum. (2025, December 16). Traditional Kurdish interior display [Image]. Facebook. https://www.facebook.com/kurdish.textile.museum)

ในช่วงปี ค.ศ. 2007 รัฐบาลภูมิภาคเคอร์ดิสถานเริ่มต้นโครงการบูรณะป้อมปราการเออร์บิลครั้งใหญ่ ตลอดระยะเวลาการบูรณะ ป้อมปราการยังคงต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอมา โดยพิพิธภัณฑ์สิ่งทอเคิร์ดและพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กแห่งอื่น ๆ ได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าวัฒนธรรมต่าง ๆ ในที่สุด ป้อมปราการเออร์บิลก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO อย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ.2014 ในปีเดียวกันนั้น มีการจัดตั้ง "ศูนย์พรมทอมือ" ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ทั้งการขาดแคลนช่างฝีมือ ความไม่สนใจของคนรุ่นใหม่ และกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีพรมโรงงานราคาถูกทะลักเข้ามาตีตลาด

ความพยายามตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ภูมิปัญญาของชาวเคิร์ดกำลังมีบทบาทสำคัญในปัจจุบัน จากเดิมที่เป็นสิ่งทอเพื่อ "ประโยชน์ใช้สอย" ในชีวิตประจำวันของชนเผ่าเร่ร่อนและชาวเมือง วันนี้กระบวนการฟื้นฟูได้เปลี่ยนผ้าทอให้กลายเป็น "สัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและงานหัตถศิลป์ล้ำค่า" ในปัจจุบัน ศูนย์แห่งนี้และพิพิธภัณฑ์ได้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาชมกระบวนการทอผ้า ความต้องการผืนผ้าทอมือที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่ช่วยหล่อเลี้ยงปากท้องและคืนศักดิ์ศรีให้แก่สตรีในชนบท แต่ยังทำให้พรมทอมือกลายเป็นสะพานเชื่อมโยงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและเมืองที่เป็นมรดกของมนุษยชาติอยู่ในที

แหล่งข้อมูล

Brand KRI. (2020, August 10). Kurdish Textile Museum. Brand KRI. https://brandkri.com/kurdish-textile-museum/

Britannica. (2026, March 12). Erbil: Geography, history, & facts. Encyclopaedia Britannica. https://www.britannica.com/place/Erbil

Kurdish Textile and Cultural Museum. (n.d.). Kurdish Textile Museum: Explore Erbil’s cultural heritage. Kupi Travel. https://www.kupi.com/en/explore/iraq/erbil/kurdish-textile-museum

Kurdish Textile Museum. (n.d.). Kurdish Textile and Cultural Museum & Qelat Cafe. Facebook page. https://th-th.facebook.com/kurdish.textile.museum

Kurdish Textile Museum. (2022, November 24). Kurdish Textiles Museum in Erbil Citadel. Academia.edu. https://www.academia.edu/91593333/Kurdish_Textiles_Museum_in_Erbil_Citadel

Middle East Institute. (2019, December 6). Memory, conflict, and carpets in Iraqi Kurdistan. Middle East Institute. https://www.mei.edu/publications/memory-conflict-and-carpets-iraqi-kurdistan

Rudaw. (2014, April 10). New museum atop Erbil Citadel preserves Kurdish heritage. Rudaw English. https://www.rudaw.net/english/kurdistan/11042014

Rudaw. (2015, May 22). Weaving hope into Kurdish textile tradition. Rudaw English. https://www.rudaw.net/english/kurdistan/230520152

Thrumming. (2016, June 16). Weaving a heritage. Thrumming.net. https://thrumming.net/weaving-a-heritage/

Wikipedia. (2011, October 18, last update varies). Kurdish Textile and Cultural Museum. Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Kurdish_Textile_and_Cultural_Museum

UNESCO World Heritage Centre. (2014). Citadel of Erbil – Nomination documents / Decision 38COM 8B.24. UNESCO. https://whc.unesco.org/document/152675

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ