ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ
เมื่อพูดถึงแม่มด ภาพจำมักเป็นหญิงชราปรุงยาพิษหรือนิทานแฟนตาซี ทว่าในชีวิตจริงของชาวบ้านชนบทอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 17–19 เรื่องพวกนี้แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน ผู้คนนำข้าวของเครื่องในในชีวิตประจำวันมาใช้คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้ได้รับการรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์แม่มดและมนตรา (The Museum of Witchcraft and Magic) ในหมู่บ้านริมทะเลบอสคาสเซิล มณฑลคอร์นวอลล์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ
จากของสะสมส่วนตัวของชายผู้หลงใหลศาสตร์ลี้ลับที่เคยถูกชาวบ้านต่อต้านและขับไล่ สู่การลงหลักปักฐานเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยืนหยัดผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่มาได้จนถึงปัจจุบัน บทความนี้พาไปสำรวจเบื้องหลังการก่อตั้ง การพลิกฟื้นคลังสะสม และบรรยากาศจริงของบ้านหินริมอ่าวบอสคาสเซิล พื้นที่จัดแสดงที่ไร้ลูกเล่นชวนขวัญผวา แต่ชวนให้ขบคิดว่า ข้าวของเครื่องใช้และเครื่องรางพื้นบ้านเหล่านี้เป็นเพียงความงมงายไร้สาระ หรือแท้จริงแล้วคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เผยให้เห็นว่า ผู้คนในอดีตต้องดิ้นรนรับมือกับความกลัว ความเจ็บป่วย และความไม่แน่นอนอย่างไร ในยุคที่วิทยาการการแพทย์ยังเอื้อมไม่ถึง
จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดจากความหลงใหลส่วนตัวของเซซิล วิลเลียมสัน (Cecil Williamson) อดีตโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชาวอังกฤษผู้สนใจศึกษาศาสตร์ลี้ลับ วิลเลียมสันตระเวนรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ คาถา และบันทึกคำบอกเล่าเกี่ยวกับเวทมนตร์พื้นบ้านทั่วเกาะอังกฤษตั้งแต่ทศวรรษ 1930 จนกระทั่งปี 1951 เขาจึงร่วมมือกับ เจอรัลด์ การ์ดเนอร์ (Gerald Gardner) เปิดพื้นที่จัดแสดงขึ้นครั้งแรกที่เมืองแคสเซิลทาวน์บนเกาะแมน (Isle of Man)
ทว่าความร่วมมือนี้แฝงความต่างทางความคิดอย่างสิ้นเชิง การ์ดเนอร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ศึกษา แต่เป็น "ผู้เชื่อและปฏิบัติพิธีกรรมจริง" เขาอ้างว่าได้รับการถ่ายทอดศาสตร์ลี้ลับโบราณ สถาปนาตนเองเป็นนักบวช และรื้อฟื้นลัทธิวิคคา (Wicca) ซึ่งเป็นความเชื่อสมัยใหม่ที่เน้นการบูชาธรรมชาติและฝึกฝนเวทมนตร์ การ์ดเนอร์ต้องการให้อาคารแห่งนี้เป็นแท่นบูชาและศูนย์กลางเผยแพร่ลัทธิความเชื่อเพื่อหาผู้นับถือใหม่ แต่วิลเลียมสันวางตัวเป็นนักสะสมและคนบันทึกคติชนวิทยา เขามองวัตถุเหล่านี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สังคมของชาวบ้านทั่วไป มากกว่าจะใช้ชี้นำทางศาสนา ความคิดเห็นที่สวนทางกันทำให้ทั้งสองแตกหัก วิลเลียมสันจึงขายอาคารบนเกาะแมนให้การ์ดเนอร์ แล้วขนย้ายคลังสะสมทั้งหมดขึ้นแผ่นดินใหญ่อังกฤษเพื่อหาที่จัดแสดงใหม่
อาคารหินสองชั้นฉาบปูนขาวริมอ่าวบอสคาสเซิล เคียงข้างแนวผาและเรือคายัคของชาวประมง ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งผ่านการบูรณะฟื้นฟูหลังเผชิญเหตุน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่เมื่อปี 2004
(ภาพ Collins, J. (2014). The Museum of Wichcraft, Boscastle [Photograph]. Geograph Britain and Ireland; Wikimedia Commons. https://commons.wikimedia.org/wiki/File:The_Museum_of_Wichcraft,Boscastle-geograph.org.uk-_4171988.jpg)
การนำเรื่องแม่มดมาเปิดแสดงในอังกฤษยุคหลังสงครามไม่ใช่เรื่องง่าย วิลเลียมสันเผชิญแรงต้านอย่างรุนแรงจากชุมชนอนุรักษนิยมเคร่งศาสนา โดยที่เมืองวินด์เซอร์ (Windsor) ซึ่งอยู่ใกล้ลอนดอนและเป็นเขตพระราชฐาน โครงการถูกคัดค้านทันทีเพราะถูกมองว่าขัดต่อขนบประเพณีดั้งเดิม เมื่อเขาย้ายไปเปิดที่หมู่บ้านโบว์ตัน-ออน-เดอะ-วอเตอร์ (Bourton-on-the-Water) ในแถบชนบทคอตส์โวลส์ เขาถูกชาวบ้านรุมประท้วง ขว้างปาหินใส่กระจกใส่อาคาร รวมทั้งมีคำขู่ลอบวางเพลิง และนำซากสัตว์ตายมาโยนทิ้งหน้าประตูเพื่อขับไล่สิ่งนอกรีตให้ออกไปจากชุมชน
จนกระทั่งปี 1960 วิลเลียมสันตัดสินใจเคลื่อนย้ายสิ่งของสะสมทั้งหมดล่องลงสู่ปลายสุดทางตะวันตกเฉียงใต้ มายังหมู่บ้านบอสคาสเซิล มณฑลคอร์นวอลล์ พื้นที่ริมชายฝั่งห่างไกลที่มีประวัติศาสตร์ความเชื่อเรื่องหมอยาพื้นบ้าน (Cunning Folk) ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตคนท้องถิ่น ทำให้คลังวัตถุของเขาได้รับการยอมรับและเปิดแสดงต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ความเชื่อพื้นบ้านอังกฤษจนถึงปัจจุบัน
หลังจากปักหลักที่หมู่บ้านบอสคาสเซิลในปี 1960 เซซิล วิลเลียมสัน บริหารคลังสะสมส่วนตัวนี้ต่อเนื่องยาวนานกว่าสามทศวรรษ จนกระทั่งปี 1996 เมื่อเข้าสู่วัยชรา เขาจึงตัดสินใจขายกิจการและคลังวัตถุทั้งหมดให้แก่ เกรแฮม คิง (Graham King) ช่างภาพผู้หลงใหลในคติชนวิทยา คิงเข้ามาดูแล ปรับปรุงการจัดแสดง และรักษาสถานที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ความเชื่อพื้นบ้าน
บรรยากาศห้องจัดแสดงชั้นบนของพิพิธภัณฑ์แม่มดและมนตรา จัดวางวัตถุในตู้กระจกกรอบไม้อย่างหนาแน่นตามแนวทาง "ตู้สารพันสิ่งแปลก" (Cabinet of Curiosities) ภายใต้โครงสร้างอาคารคานไม้ดั้งเดิมที่เรียบง่ายและปราศจากลูกเล่นหลอกผี
(ภาพ Doyle White, E. (2019). Displays in the upstairs room at the Museum of Witchcraft and Magic in Boscastle, Cornwall [Photograph]. Wikimedia Commons. https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Upstairs_Room_in_the_Museum_of_Witchcraft_and_Magic.jpg)
แต่พิพิธภัณฑ์ต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุด เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2004 เมื่อเกิดฝนตกหนักจนนำไปสู่เหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มถอนรากถอนโคนทั่วหุบเขาบอสคาสเซิล มวลน้ำป่าผสมโคลนซัดทะลักเข้าท่วมชั้นล่างของอาคารหินริมอ่าวจนมิด วัตถุโบราณ เอกสารคาถา และหนังสือหายากจำนวนมากจมอยู่ใต้กองโคลน บางส่วนถูกกระแสน้ำพัดสูญหายลงสู่ทะเล หลังน้ำลด คิงพร้อมด้วยอาสาสมัครในพื้นที่ต้องลงมือขุดตักซากโคลน ล้างทำความสะอาด และลงมืออนุรักษ์วัตถุที่เสียหายทีละชิ้นด้วยมือ วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้คิงต้องถ่ายภาพและบันทึกข้อมูลของสะสมทุกชิ้นลงในคอมพิวเตอร์อย่างละเอียด ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำทะเบียนวัตถุอย่างเป็นระบบ
จุดเปลี่ยนสู่มาตรฐานการจัดการสมัยใหม่เกิดขึ้นเมื่อ ไซมอน คอสติน (Simon Costin) ผู้ก่อตั้ง Museum of British Folklore เข้ามารับช่วงบริหารต่อและเปลี่ยนสถานภาพของพิพิธภัณฑ์ให้กลายเป็นมูลนิธิเพื่อการกุศล โดยมี ดร. ปีเตอร์ ฮิววิตต์ (Dr. Peter Hewitt) เข้ามารับบทบาทภัณฑารักษ์ ฮิววิตต์เป็นกำลังหลักในการจัดทำฐานข้อมูลคลังวัตถุดิจิทัล โดยถ่ายภาพความละเอียดสูง บันทึกบริบททางประวัติศาสตร์ และเปิดให้สาธารณชนรวมถึงนักวิจัยทั่วโลกสืบค้นออนไลน์ได้อย่างเป็นทางการ เปลี่ยนคลังสะสมส่วนตัวที่เคยเปราะบางให้กลายเป็นฐานข้อมูลคติชนวิทยาที่มีมาตรฐานการจัดการระดับสากล
แทมบูรีนทำนายดวงชะตาของ เคท เทอร์เนอร์ (Kate Turner) หรือ "แม่มดแห่งท้องทะเล" ปรากฏรอยฉีกขาดจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 2004 พร้อมป้ายกำกับร่องรอยความเสียหาย จัดแสดงร่วมกับจานเปลือกหอยและขากรรไกรเม่นทะเลที่ใช้เสี่ยงทายสภาพอากาศและการเดินเรือ
(ภาพ Doyle White, E. (2019). Divination tambourine in the Museum of Witchcraft and Magic [Photograph]. Wikimedia Commons. https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Divination_Tambourine_in_the_Museum_of_Witchcraft_and_Magic.jpg)
เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่จริงของอาคารริมปากแม่น้ำวาเลนซี ผู้เข้าชมจะพบกับบรรยากาศที่ต่างจากภาพจำในวัฒนธรรมป๊อป ตัวอาคารมีเพดานต่ำ ทางเดินแคบ ผนังปูนสีขาว และปูพื้นด้วยแผ่นหิน ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินสำรวจกระท่อมส่วนตัวของนักสะสมยุคก่อนมากกว่าสถาบันพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ภายในไม่มีเทคโนโลยีจำลองความหลอนหรือลูกเล่นที่ “กระตุ้นแอนดินาลีน” แบบบ้านผีสิง การจัดแสดงยังคงรูปแบบ "Cabinet of Curiosities” ไว้อย่างชัดเจน วัตถุถูกจัดวางในตู้กระจกกรอบไม้อย่างหนาแน่น เคียงคู่กับป้ายคำบรรยายที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดดั้งเดิม อบอวลไปด้วยกลิ่นไม้เก่าและสมุนไพรแห้ง
เสียงสะท้อนจากผู้เข้าชมจำนวนมากชี้ไปในทางเดียวกันว่า นิทรรศการแห่งนี้ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนก แต่กลับเปลี่ยนความคาดหวังเรื่องเวทมนตร์แฟนตาซี ให้กลายเป็นการทำความเข้าใจชีวิตจริงของชาวบ้านในอดีต ข้าวของที่จัดแสดงกลายเป็นประจักษ์พยานว่า ความเชื่อเรื่องคาถาอาคมไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติที่ไร้เหตุผล หากแต่เป็นกลไกที่ผู้คนใช้รับมือกับความเจ็บป่วย ความสูญเสีย และความกลัวในวันที่วิทยาการยังเข้าไม่ถึง
ข้อชี้แจงภาพประกอบปก: ภาพปกของบทความนี้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-Generated Image) โดยมีจุดประสงค์เพื่อจำลองบรรยากาศและประกอบการเผยแพร่บทความเท่านั้น มิได้เป็นภาพถ่ายบันทึกข้อเท็จจริงหรือตัวแทนสภาพพื้นที่จริงของพิพิธภัณฑ์แม่มดและมนตรา (The Museum of Witchcraft and Magic) แต่อย่างใด
Cornish, H. (2019, May 3). Museum of Witchcraft and Magic. World Religions and Spirituality Project. https://wrldrels.org/2019/05/03/museum-of-witchcraft-and-magic-modern-religious-witchcraft/
King, G. (2011). The Museum of Witchcraft: A short history. ArtCornwall. https://www.artcornwall.org/features/Museum_of_witchcraft.htm
The Museum of Witchcraft and Magic. (n.d.). History. The Museum of Witchcraft and Magic. https://museumofwitchcraftandmagic.co.uk/history/