ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ
เมื่อกล่าวถึงการล่าแม่มด ภาพจำที่มักเกิดขึ้นคือผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าคบหาสมาคมกับปีศาจ ทว่าในชุมชนริมฟยอร์ดอันห่างไกลทางตะวันตกเฉียงเหนือของไอซ์แลนด์ ประวัติศาสตร์กลับสะท้อนความเป็นจริงที่แตกต่างออกไป เวทมนตร์ในดินแดนแห่งนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับพันธสัญญากับปีศาจ แต่คือคนสามัญที่ใช้อำนาจเหนือธรรมชาตินั้นเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางความหนาวเย็นในเขตกึ่งอาร์กติกและความอดอยาก ชาวไร่และชาวประมงหันไปพึ่งพาคาถาและเครื่องรางเพื่อการคุ้มครอง ผู้คนเหล่านี้ตายไปในกองไฟแห่งการประหัตถ์ประหารจากอำนาจของกษัตริย์และศาสนา
เรื่องราวอันเจ็บปวดนี้กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ชุมชนต้องแบกรับมาหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษต่อมา เมื่อชุมชนต้องเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่จะถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นชุมชนร้าง ผู้คนในท้องถิ่นเลือกหันกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตที่ถูกฝังไว้ พวกเขานำบันทึกการพิจารณาคดีจากเอกสารจดหมายเหตุ รวมถึงเรื่องเล่าและความรู้เกี่ยวกับภูมิทัศน์ในพื้นที่ มาเป็นฐานในการสร้างพิพิธภัณฑ์ของชุมชน
บทความนี้สำรวจประวัติศาสตร์ของความเชื่อในท้องถิ่นอย่างย่นย่อ และกระบวนการที่ชุมชนเข้าตีความความทรงจำในบทใหม่ อดีตกลายเป็นสินทรัพย์วัฒนธรรมในรูปแบบของนิทรรศการ และเส้นทางในภูมิทัศน์โดยรอบ เพื่อสะท้อนว่าเรื่องเล่าพื้นบ้านและหลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของชุมชน
หากขับรถขึ้นเหนือออกจากกรุงเรคยาวิก เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ เป็นระยะทางเกือบ 250 กิโลเมตร ผ่านแนวฟยอร์ดเวิ้งว้างและทุ่งหินภูเขาไฟ เส้นทางจะนำเข้าสู่หมู่บ้านโฮลมาวิก ชุมชนชาวประมงในเขตสตรันดีร์ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือที่ขึ้นชื่อเรื่องความห่างไกลและสภาพอากาศขั้วโลกอันทารุณ ในอดีตแนวยอดเขาสูงชันและพายุหิมะตัดขาดผู้คนที่นี่จากโลกภายนอกเกือบตลอดฤดูหนาว ท้องทะเลและทุ่งน้ำแข็งคือเส้นทางสัญจรเดียว วิถีชีวิตของชาวสตรันดีร์จึงต้องพึ่งพาตนเอง ด้วยประมงพื้นบ้านและความเชื่อในท้องถิ่นเพื่อเอาชีวิตรอด
สำหรับชาวไอซ์แลนด์ คาถาอาคมฝังรากลึกมาตั้งแต่ยุคเพแกนโบราณที่ผูกพันกับการนับถือเทพ และเรื่องราวของหมออาคมในเขตสตรันดีร์ แม้ไอซ์แลนด์จะยอมรับศาสนาคริสต์อย่างเป็นทางการราวปี 1000 แต่ความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมกลับมิได้เลือนหายไปในทันที เวทมนตร์ยังไม่ถูกกำหนดเป็นความผิดทางกฎหมาย ทว่าจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อไอซ์แลนด์ตกอยู่ใต้การปกครองของเดนมาร์ก ในศตวรรษที่ 16 กษัตริย์คริสเตียนที่ 3 แห่งเดนมาร์กต้องการรวบอำนาจการปกครองและริบทรัพย์สินที่ดินของศาสนจักรคาทอลิกบนเกาะเข้าสู่พระคลัง ด้วยการประกาศให้นิกายลูเธอรันเป็นศาสนาหลัก เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การปะทะกับ ยอน อาราสัน บิชอปคาทอลิกคนสุดท้าย เมื่อบิชอปและบุตรชายถูกประหารชีวิตเมื่อ ค.ศ. 1550 การต่อต้านของคนท้องถิ่นจึงพังทลายลง เปิดทางให้ราชสำนักเดนมาร์กเข้าควบคุมไอซ์แลนด์อย่างเบ็ดเสร็จ
ภายในกระท่อมหมออาคม (Kotbýli kuklarans) ณ บยาร์นาร์ฟยอร์เดือร์ โครงสร้างหินและดินพรุจำลองบ้านชาวนาโบราณในศตวรรษที่ 17 ที่ผู้คนและสัตว์เลี้ยงอาศัยร่วมกันท่ามกลางความหนาวเหน็บ (ภาพ: Laugarhóll, ม.ป.ป.,
จนถึงยุคหลังการปฏิรูปศาสนาและศตวรรษที่ 17 กฎหมายเดนมาร์กปี 1617 ซึ่งแปลเป็นภาษาไอซ์แลนด์ในปี 1630 ได้วางกรอบทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในการเอาผิดเรื่องเวทมนตร์ และในบางคดีก็ปรากฏข้อกล่าวหาเกี่ยวกับซาตาน ทว่าการไต่สวนในไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่ยังคงเกี่ยวเนื่องกับการใช้คุณไสยที่ก่อผลร้าย เช่น โรคภัย ปศุสัตว์ล้มตาย ทรัพย์สินเสียหาย หรือความวิบัติ มากกว่าเรื่องพิธีกรรมชุมนุมแม่มดหรือการกวาดล้างสตรีนอกรีตอย่างเป็นระบบ ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการพิสูจน์ความผิดยังขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของบุคคลนั้นในชุมชนและคำสาบานตนเป็นสำคัญ ส่งผลให้การฟ้องร้องดำเนินคดียังคงยึดโยงกับข้อขัดแย้งของเพื่อนบ้านและจารีตทางกฎหมายดั้งเดิมของไอซ์แลนด์
ในเอกสารการพิจารณาคดีในศตวรรษที่ 17 ระบุว่า การดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้เวทมนตร์ในไอซ์แลนด์และถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีจำนวน 71 คน มีถึง 65 คนที่เป็นผู้ชาย และในจำนวนผู้ถูกเผาประหาร 22 คน เป็นชายถึง 21 คน สถิตินี้สะท้อนธรรมเนียมท้องถิ่นที่ผูกโยงศาสตร์อาคมเข้ากับผู้ชาย โดยเฉพาะการจารคาถา สัญลักษณ์เวทมนตร์ และการเข้าถึงตำราหรือเอกสารโบราณ กล่าวจนถึงที่สุดเขตสตรันดีร์เป็นพื้นที่ที่เกิดคดีความและมีการตัดสินประหารชีวิตมากที่สุด ด้วยเหตุความของแร้นแค้นและความโดดเดี่ยวของพื้นที่
บันทึกการไต่สวนเหล่านี้จึงกลายเป็นตราบาปที่ทำให้คนภายนอกมองสตรันดีร์เป็นดินแดนนอกรีตมานานนับร้อยปี ขณะที่ชาวบ้านเองก็เลือกเก็บเงียบเรื่องราวอันเจ็บปวดไว้ จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 เมื่ออุตสาหกรรมประมงดั้งเดิมซบเซาลงอย่างหนัก ชุมชนโฮลมาวิกจึงลุกขึ้นมาเปลี่ยนบาดแผลที่เคยปกปิด ให้กลายเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม โดยร่วมมือกับนักประวัติศาสตร์ในการรวบรวมเอกสารจดหมายเหตุ จนนำมาสู่การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เวทมนตร์แห่งสตรันดีร์ เพื่อบอกเล่าความจริงอีกด้าน และเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 หมู่บ้านโฮลมาวิกเผชิญภาวะวิกฤตอย่างหนัก หลังการปรับระบบจัดสรรโควตาประมงใหม่ของประเทศที่เปิดให้มีการซื้อขายสิทธิ์ได้อย่างเสรี ชาวประมงพื้นบ้านเรือเล็กในหมู่บ้านได้รับสิทธิ์จับปลาในสัดส่วนที่น้อยจนไม่คุ้มค่าออกเรือ หลายครอบครัวจำต้องยอมขายโควตาของตนเพื่อเอาตัวรอด เปิดทางให้บริษัทประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่กว้านซื้อสิทธิ์เหล่านั้นไปรวมศูนย์ไว้ที่เมืองใหญ่ เมื่อเรือเล็กต้องจอดทิ้งและโรงงานแปรรูปปลาในหมู่บ้านต้องปิดตัวลง รายได้หลักของชุมชนจึงสูญหายไปแทบทั้งหมด คนหนุ่มสาวเริ่มละทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองหลวง โฮลมาวิกตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะกลายเป็นหมู่บ้านร้าง
อาคารพิพิธภัณฑ์เวทมนตร์แห่งสตรันดีร์และร้านอาหารกัลดราคัฟฟิ (Galdrakaffi) ในหมู่บ้านโฮลมาวิก พื้นที่พบปะของชุมชนและจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวริมฟยอร์ด (ภาพ: Marcus_Fenix1, 2014, https://dynamic-media-cdn.tripadvisor.com/media/photo-o/06/4b/3d/23/restaurant.jpg?w=1000&h=-1&s=1)
ค.ศ. 1996 สภาเทศบาลร่วมกับชาวบ้านที่เหลืออยู่จึงริเริ่มโครงการพัฒนาท้องถิ่นในชื่อ สตรันดาซีนิง (Strandasýning - นิทรรศการแห่งสตรันดีร์) เพื่อแสวงหาหนทางรอดใหม่ให้แก่ชุมชน พวกเขาตัดสินใจเลือกเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์การไต่สวนและประหัตถ์ประหารใน “ยุคแห่งไฟ” ซีกูร์เดือร์ อัตลี เออร์ลิงส์สัน (Sigurður Atlason) หรือ “ซิกกี” ผู้นำชุมชนในขณะนั้น ได้ชักชวนมักนูส ราฟน์สสัน (Magnús Rafnsson) นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นร่วมกันสืบค้นเอกสารในหอจดหมายเหตุ และถอดความบันทึกคดีความในศตวรรษที่ 17 เอกสารคำซัดทอด และหลักฐานการลงทัณฑ์ เพื่อนำข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรมมาเป็นแกนของเรื่อง
ค.ศ. 2000 พิพิธภัณฑ์เวทมนตร์แห่งสตรันดีร์เปิดทำการอย่างเป็นทางการในอาคารไม้เรียบง่ายริมฝั่งน้ำ ตัวอาคารจัดแสดงประวัติศาสตร์ความเชื่อและของจำลองตามตำนานพื้นบ้าน พร้อมทั้งแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นร้านอาหารกัลดราคัฟฟิ (Galdrakaffi) ที่เสิร์ฟอาหารทะเลและซุปเนื้อแกะฝีมือชาวบ้าน สถานที่แห่งนั้นกลายเป็นจุดนัดพบของคนในชุมชน และให้การต้อนรับผู้มาเยือนจากต่างถิ่น รวมทั้งเป็นกลไกเศรษฐกิจที่คืนชีวิตให้แก่สตรันดีร์อย่างแท้จริง
ตู้จัดแสดงบริเวณชั้นสองของพิพิธภัณฑ์เวทมนตร์แห่งสตรันดีร์ นำเสนอสำเนาเอกสารไต่สวนคดีเวทมนตร์ในศตวรรษที่ 17 รายชื่อตุลาการ และเรื่องราวของยอน กุดมุนด์สสัน สะท้อนการใช้หลักฐานจดหมายเหตุเป็นแกนบอกเล่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (ภาพ: AnnKoen_RM, 2017, https://dynamic-media-cdn.tripadvisor.com/media/photo-o/0f/e0/ef/cb/20170712-104607-largejpg.jpg?w=1000&h=-1&s=1)
พิพิธภัณฑ์เป็นอาคารสองชั้นริมอ่าวโฮลมาวิก ชั้นล่างเปิดให้เป็นพื้นที่ของคติชนที่มีชีวิต วัตถุอย่างไม้กวาดทางมะพร้าวป่า หุ่นกาดำบนขื่อไม้ หรือกองหินแตกจำลอง ถูกจัดวางเปิดโล่งบนพื้นปูนขาวโดยแทบไม่มีตู้กระจก เรื่องเล่าของ "เด็กชายล่องหน" ที่ใช้อักขระรูนบังตาทักทายผู้มาเยือน ควบคู่กับวัตถุจำลองตามความเชื่อท้องถิ่น เช่น ถ้วยหินใส่เลือดบูชายัญเพแกนจากหุบเขาโกดดาลูร์ (Go dalur) และกางเกงหนังมนุษย์ (Nábrók)
ส่วนในบรรยากาศชั้นบน เป็นห้องจัดแสดงสำเนาบันทึกการไต่สวนในศตวรรษที่ 17 รายชื่อคณะตุลาการ คัมภีร์ยันต์รูน และเรื่องราวของยอน กุดมุนด์สสัน (Jón Guðmundsson) หรือ "ยอนผู้คงแก่เรียน" ปราชญ์ชาวบ้านผู้เฉียดเปลวไฟประหาร การจัดวางสิ่งจัดแสดงเช่นนี้สะท้อนการใช้ตำนานพื้นบ้านที่เป็นส่วนนำ ก่อนพาผู้ชมไปรู้จักกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ด้วยเอกสารลายลักษณ์และวัตถุหลักฐานต่าง ๆ
การจัดแสดง "เด็กชายล่องหน" บริเวณชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์เวทมนตร์แห่งสตรันดีร์ นำเสนอเรื่องเล่าคติชนผ่านอักขระรูนและวัตถุจัดแสดงแบบเปิดโล่ง (ภาพ: Katrín Anna Lund ใน Lund & Jóhannesson, 2016, p. 660,
มากกว่านั้น พิพิธภัณฑ์ไม่ได้จำกัดเรื่องเล่าในที่ตั้งเท่านั้น ผู้ชมสามารถออกไปสำรวจภูมิทัศน์วัฒนธรรมทั่วทั้งสตรันดีร์ โดยมีกระท่อมของหมออาคม (The Sorcerer’s Cottage / Kotbýli kuklarans) ณ บยาร์นาร์ฟยอร์เดือร์ (Bjarnarfjörður) ทำหน้าที่เป็นนิทรรศการส่วนขยาย ตัวกระท่อมจำลองโครงสร้างหินและดินพรุ (Turf) ตามแบบฉบับบ้านชาวนาโบราณในศตวรรษที่ 17 ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเนินเขาสวันส์โฮลล์ (Svanshóll) ตามตำนานพื้นบ้านของไอซ์แลนด์ระบุว่าเป็นถิ่นพำนักของสวานูร์ (Svanur) ยอดหมออาคมผู้มีวิชาควบคุมคลื่นลมและหมอกควัน ทว่าภายในกระท่อมจำลองแห่งนี้กลับไร้สิ่งวิเศษใด มีเพียงหม้อต้มซอมซ่อ ปลาแห้งแขวนใต้เพดาน และความมืดและความชื้น การจัดแสดงเช่นนี้ช่วยสะท้อนเรื่องราวของชาวนาที่ต้องพึ่งพายันต์และคาถาเป็นสิ่งต่อรองในการเอาชีวิตรอดจากความอดอยากและสภาพอากาศขั้วโลก
เส้นทางเรียนรู้นี้ยังเชื่อมร้อยไปตามโขดหิน เนินเขา และท้องทะเลรอบทิศ ไม่ว่าจะเป็นเสาหินริมฝั่งที่ตำนานเล่าว่าเป็นยักษ์โทรลล์สามตนที่ขุดฟยอร์ดจนกลายเป็นหิน ภูมิทัศน์ธรรมชาติเหล่านี้ได้ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์นอกกำแพงที่ช่วยให้ผู้สนใจประวัติศาสตร์ และผู้มาเยือนเห็นข้อเท็จจริงในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการสร้างพิพิธภัณฑ์ของชุมชนและเส้นทางวัฒนธรรมชี้ว่าทุนทางวัฒนธรรมช่วยสร้างงาน และนำพาความหวังใหม่มาสู่ปากท้องของชาวสตรันดีร์ได้อีกวาระหนึ่ง
หมายเหตุภาพปก ภาพนี้สร้างสรรค์ด้วย Generative AI ในรูปแบบภาพพิมพ์แกะไม้ (Woodcut) ศตวรรษที่ 17 โดยผสานจินตนาการเข้ากับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของไอซ์แลนด์ ทั้งสัดส่วนผู้ต้องหาชาย การใช้อักขระรูนเพื่อยังชีพ และสภาพแวดล้อมเขตสตรันดีร์ มิใช่ภาพบันทึกเหตุการณ์จริงในอดีต
Guðmundsdóttir, R. (2015, July 30). In Strandir: Sorcery and tourism. The Reykjavík Grapevine. https://grapevine.is/travel/2015/07/30/in-strandir-sorcery-and-tourism/
Hagen, R. B. (2013). Witchcraft criminality and witchcraft research in the Nordic countries. In B. P. Levack (Ed.), The Oxford handbook of witchcraft in early modern Europe and colonial America (pp. 375–392). Oxford University Press. https://doi.org/10.1093/oxfordhb/9780199578160.013.0022
Lund, K. A. (2015). Just like magic: Activating landscape of witchcraft and sorcery in rural tourism, Iceland. In S. D. Brunn (Ed.), The changing world religion map: Sacred places, identities, practices and politics (pp. 767–782). Springer Netherlands. https://iris.hi.is/en/publications/just-like-magic-activating-landscape-of-witchcraft-and-sorcery-in/
Lund, K. A., & Jóhannesson, G. T. (2016). Earthly substances and narrative encounters: Poetics of making a tourism destination. Cultural Geographies, 23(4), 653–669. https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/1474474016638041
The Museum of Icelandic Sorcery and Witchcraft. (n.d.). Exhibitions and the Sorcerer’s Cottage. Strandagaldur. https://galdrasyning.is/
Tian, X. (2026, May 12). Icelandic witchcraft: History of the Age of Fire & witch trials. Guide to Iceland. https://guidetoiceland.is/history-culture/witchcraft-in-iceland