Museum Core
ส่องเบื้องหลังภาพเขียนสวนอีเดน จากของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์วาติกัน
Museum Core
11 มี.ค. 69 186
นครรัฐวาติกัน

ผู้เขียน : ธนพัฒน์ สืบเสาะ

               เมื่อเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับของขวัญจากแดนไกลเป็นภาพสำเนาที่ระลึก (reproduction) ที่ย่อส่วนจากภาพจิตรกรรมที่มีชื่อว่า อาดัมและอีวาในสวนเอเดน (Adam and Eve in the Garden of Eden) ฝีมือของ เวนเซล ปีเตอร์ (Wenzel Peter) จิตรกรชาวออสเตรียผู้พำนักในกรุงโรมช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วาติกัน (Musei Vaticani) แห่งนครรัฐวาติกัน จุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก

               ผู้เขียนมองดูภาพที่ระลึกนี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ และมีคำถามหลายข้อ เมื่อลองค้นหาข้อมูลเพิ่มก็พบว่าภาพนี้มี “เบื้องหลัง” ทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกช่วงเวลาแห่งการปะทะสังสรรค์กันระหว่างความศรัทธาทางศาสนากับกำเนิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องสถานะของมนุษย์ในอาณาจักรสัตว์

 

ภาพที่ 1: ภาพเหมือนเวนเซล ปีเตอร์ จิตรกรผู้เขียนภาพสรรพสัตว์

แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Johann_Wenzel_Peter#/media/File:Self_portrait_by_Wenzel_Peter,_1813,_oil_on_canvas_-_Pinacoteca_Vaticana_-_Vatican_Museums_-_DSC01222.jpg

 

               เวนเซล ปีเตอร์ (ค.ศ. 1745–1829) อาจไม่ใช่ชื่อที่คนทั่วไปคุ้นเคยนักหากเทียบกับจิตรกรคนอื่น เขาเป็นจิตรกรชาวโบฮีเมียนที่เดินทางข้ามเทือกเขาแอลป์มาแสวงหาความสำเร็จในกรุงโรม เดิมทีเขาเริ่มต้นเส้นทางศิลปะด้วยการแกะสลักเหรียญและประติมากรรม แต่เขาหลงใหลการวาดภาพสัตว์ (Animalier) อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ด้วยฝีมือฉกาจฉกรรจ์ในการถ่ายทอดความสมจริงของสัตว์ลงบนผืนผ้าใบทำให้เขาได้รับการยกย่องจากราชสำนักและศาสนจักร ในช่วงบั้นปลายชีวิต ผลงานชิ้นสำคัญและภาพอื่นๆในสตูดิโอของเขาถูกกว้านซื้อโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 16 เพื่อนำมาประดับบารมีของวาติกัน จึงเป็นเหตุให้พิพิธภัณฑ์นี้มีผลงานของเขาหลายชิ้นประดับอยู่

 

ภาพที่ 2: ภาพเขียนสีน้ำมันชื่อ อาดัมและอีวาในสวนเอเดนกับสวนแห่งสัตววิทยา

แหล่งที่มาภาพ: https://www.museivaticani.va/content/museivaticani/en/collezioni/musei/la-pinacoteca/sala-xvi---secolo-xix/wenzel-peter--adamo-ed-eva-nel-paradiso-terrestre.html

 

               จุดนำสายตาของภาพนี้นำไปหยุดที่รูปมนุษย์ชายหญิงเปลือยคู่หนึ่ง คือ อาดัม และอีวา ที่เชื่อว่าเป็นมนุษย์คู่แรกของโลก โดยมีงูเลื้อยพันอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะของอีวา รอบกายทั้งคู่รายล้อมด้วยเหล่าสัตว์ที่มนุษย์คุ้นเคยกันดีอย่างสุนัข 2 ตัว สายพันธุ์พอยน์เตอร์ (Pointer) แมวลายสลิดขาวส้ม ไก่แจ้ นกยูง และม้าสีขาวงามสง่า ขยับออกมาเป็นภาพสิงโตคู่ผัวเมีย อูฐ นกแก้วมาคอว์ นกกระทุง หงส์ขาว เสือโคร่ง ช้างที่ยืนอยู่ไกลลิบ และสัตว์อื่น ๆ อีกมากมายจนไม่อาจบรรยายได้หมด ซึ่งแสดงให้เห็นความโดดเด่นของภาพอยู่ที่ "สรรพสัตว์" ที่รายล้อม โดยปีเตอร์ได้เปลี่ยนฉากในพระคัมภีร์ให้กลายเป็นสารานุกรมภาพสัตว์ที่มีความแม่นยำทางกายวิภาคสัตว์อย่างน่าทึ่ง บนผืนผ้าใบนี้อัดแน่นไปด้วยสัตว์นานาชนิดกว่า 200 ตัว ตั้งแต่สัตว์พื้นถิ่นยุโรปรวมไปถึงสัตว์หายากจากทวีปอื่น

               ผู้เขียนมีความเห็นว่าภาพนี้มีความน่าสนใจอย่างน้อยสองประเด็น คือ การวาดภาพสวนเอเดนในบริบทของฉากในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมที่เล่าเรื่อง “ฉากปฐมบาป”  (The Original Sin) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในหนังสือปฐมกาลที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมนุษย์คู่นี้แอบกินผลจาก "ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว"ซึ่งละเมิดคำสั่งศักดิ์สิทธิ์เพียงข้อเดียวของพระเจ้า            

               งู (สัญญะของซาตานหรือบาป) เป็นผู้ล่อลวงอีวาให้หลงผิดกินผลไม้ต้องห้ามนั้นแล้วส่งต่อให้อาดัม การกระทำนี้ถือเป็น "บาปแรก" ที่เกิดจากความไม่เชื่อฟังพระเจ้า จึงถูกขับไล่ออกจากสวนสวรรค์ ทำให้มนุษย์สูญเสียสภาวะอมตะและความบริสุทธิ์ ต้องเผชิญกับความทุกข์ ความเจ็บปวด และความตาย ซึ่งกลายเป็นมรดกบาปที่ตกทอดมาสู่มนุษยชาติทุกคน ในอดีตชาวคริสต์เชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องจริงและกลายเป็นฐานรากของกรอบแนวคิดว่า มนุษย์ต่ำกว่าพระเจ้าแต่อยู่เหนือสัตว์ หรืออีกนัยหนึ่ง มนุษย์อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารนั่นเอง

               อีกประเด็นหนึ่ง ผู้เขียนมีความสงสัยว่าจิตรกรในยุคสมัยนั้นเคยเห็นรูปภาพสัตว์จากแดนไกลได้อย่างไร? คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในโครงสร้างอำนาจของกรุงโรมในศตวรรษที่ 18 ปีเตอร์อาศัยระบบอุปถัมภ์จากตระกูลขุนนาง โดยเฉพาะเจ้าชายมาร์กันโตนิโอ บอร์เกเซ (Marcantonio Borghese) ผู้เป็นเจ้าของวิลล่าบอร์เกเซที่มีสวนสัตว์ส่วนตัว ที่รวบรวมสัตว์แปลกจากอาณานิคมทั่วโลก นอกจากนี้ ปีเตอร์อาจศึกษาซากสัตว์สตัฟฟ์จากพิพิธภัณฑ์ของวาติกัน ซึ่งได้รับบรรณาการมาจากเหล่ามิชชันนารี ภาพวาดนี้สร้างความสมจริงของสัตว์ได้มากขึ้นกว่ายุคก่อนหน้าที่ขนาดผิดสัดส่วนเพราะวาดตามคำบอกเล่า

               ในอดีตทั่วยุโรปการครอบครองสวนสัตว์ส่วนตัว (Private Menagerie) นับเป็นการแสดงถึงอำนาจเหนือธรรมชาติและการเข้าถึงเครือข่ายการค้าโลก สัตว์เหล่านี้เดินทางมาพร้อมกับเรือเดินสมุทรจากอาณานิคม และเป็นหลักฐานยืนยันถึงดินแดนที่ชาวยุโรปเพิ่งค้นพบ นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจ คือ ช่วงเวลาที่เวนเซล ปีเตอร์ วาดภาพนี้อยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางความคิด จากสวนสัตว์เพื่อความบันเทิงของชนชั้นสูงไปสู่ "สวนสัตววิทยา” (Zoological Garden) หรือสวนสัตว์สาธารณะเพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ รวมถึงศิลปินได้หาความรู้ และเปิดโอกาสให้สามัญชนได้พักผ่อนหย่อนใจในเวลาต่อมา ดังเช่น ในปีค.ศ. 1752 จักรพรรดิฟรานซิสที่ 1 แห่งออสเตรีย ได้เปิดสวนสัตว์เชินบรุนน์ (Tiergarten Schönbrunn) ซึ่งเดิมเป็นสวนสัตว์ส่วนพระองค์ให้สาธารณชนเข้าชม และกลายเป็นต้นแบบของสวนสัตว์สมัยใหม่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

 

ภาพที่ 3: สวนสัตว์เชินบรุนน์

แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Sch%C3%B6nbrunn_Zoo#/media/File:Historisches_Bild_Zoobesucher.jpg

 

มนุษย์เป็นศูนย์กลางในโลกธรรมชาติ?

               ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ภาพนี้มีจุดรวมสายตาอยู่ที่มนุษย์คู่แรกของโลก ทำให้มองเห็นมนุษย์ก่อน แล้วค่อยกวาดสายตาไปที่รูปสัตว์อื่นๆ มนุษย์ในความคิดของคนในยุคสมัยนั้นจึงอยู่ในสถานะ “องค์ประธาน” ทว่า ในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับของปีเตอร์ มีนักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนอย่าง คาร์ล ลินเนียส (Carl Linnaeus ค.ศ. 1707-1778) บิดาของระบบอนุกรมวิธานที่ริเริ่มการจำแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็นประเภท

 

ภาพที่ 4: คาร์ล ลินเนียส นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนในชุดพื้นเมืองของแลปแลนด์

แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Carl_Linnaeus#/media/File:Naturalis_Biodiversity_Center_-Martin_Hoffman-Carl_von_Linn%C3%A9(Linnaeus)in_his_Lapland_costume-_painting.jpg

 

               ในปี ค.ศ. 1758 ลินเนียส ได้ตีพิมพ์หนังสือรากฐานทางพฤกษศาสตร์และสัตววิทยา (Systema Naturae) ฉบับแก้ไขครั้งที่ 10 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ชีววิทยา เขาได้จัดกลุ่มมนุษย์ให้อยู่ในจำพวกเดียวกับลิงและสัตว์คล้ายลิงอื่นๆ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า ไพรเมท (Primate) ที่มีรากศัพท์จากภาษาละตินคำว่า พรีมุส (Primus) แปลว่า ที่หนึ่ง ชั้นแนวหน้า หรือ ผู้นำ ซึ่งการจัดให้สิ่งมีชีวิตประเภทมนุษย์กับลิงไร้หางอยู่ในลำดับไพรเมตด้วยลักษณะทางกายภาพที่คล้ายครึ่งกันและมีสติปัญญาสูง

               งานจิตรกรรมของจิตรกรชาวโบฮีเมียนผู้เป็นศิลปินราชการของศาสนจักรคนนี้ได้ผนึกรวมโลกทัศน์ที่ 'มนุษย์เป็นศูนย์กลาง' เข้าไว้อย่างแนบเนียน ทั้งจากความเชื่อทางศาสนาที่วางมนุษย์ไว้เหนือเดรัจฉาน และวิทยาศาสตร์ยุคภูมิธรรมที่ลินเนียสสถาปนามนุษย์เป็น 'ไพรเมต' หรือผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์ ทว่าเมื่อจ้องมองภาพนี้ผ่านเลนส์ของยุคแอนโธรโปซีน (Anthropocene) ปัจจุบันสวนเอเดนกลายเป็นกระจกเงาสะท้อนและย้ำเตือนว่า สถานะอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์นั้นช่างเปราะบาง ด้วยแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของธรรมชาติ แต่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของระบบนิเวศที่ไม่อาจดำรงอยู่ได้เลย หากปราศจากการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ในธรรมชาติ

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Musei Vaticani, "Wenzel Peter, Adamo ed Eva nel Paradiso Terrestre," Musei Vaticani, เข้าถึงเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569, https://www.museivaticani.va/content/museivaticani/en/collezioni/musei/la-pinacoteca/sala-xvi---secolo-xix/wenzel-peter--adamo-ed-eva-nel-paradiso-terrestre.html.

Paul, Carole. Making a Prince's Museum: Drawings for the Late-Eighteenth-Century Redecoration of the Villa Borghese. Los Angeles: Getty Research Institute, 2000.

Baratay, Eric, and Elisabeth Hardouin-Fugier. Zoo: A History of Zoological Gardens in the West. London: Reaktion Books, 2002.

สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ และ วรวิทย์ บุญไทย (บรรณาธิการ), วานรศึกษา: Primate Studies (กรุงเทพฯ: พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2564), 9.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ