Museum Core
โยไค ยาชิคิ คฤหาสน์ตำนานผี
Museum Core
02 ก.ย. 69 47
ประเทศญี่ปุ่น

ผู้เขียน : สุวดี นาสวัสดิ์

               ภูตผีปีศาจเป็นเรื่องเร้นลับที่ทำให้ผู้ฟังใจเต้นโครมครามได้เสมอ ตั้งแต่เด็กผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องเล่าผีไทยในร่างมนุษย์ เช่น เปรต กระสือ กระหัง นางตานี แม่นาคพระโขนง และเคยดูการ์ตูนภูตผีญี่ปุ่นที่สิงสถิตในร่างสัตว์ หรือวัตถุสิ่งของ มีรูปลักษณ์น่าสะพรึงและชวนให้หวาดกลัว ดังนั้น หากใครชอบฟังเรื่องผี อ่านเรื่องผี หรือไปเที่ยวบ้านผีสิง สถานที่ต่อไปนี้อาจทำให้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ คล้ายกับผู้ชมหลุดเข้าไปในโลกของตำนานภูตผี ซึ่งแท้จริงแล้วซ่อนนัยสำคัญไว้อย่างแยบยล

               เกาะชิโกะกุ (Shikoku) เป็นเกาะเล็กที่สุดในบรรดาสี่เกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น มีชื่อเสียงเรื่องธรรมชาติที่งดงามบริสุทธิ์ทั้งภูเขาและแม่น้ำ ท่ามกลางขุนเขาสูงชัน ป่าไม้รกครึ้มเขียวขจี มีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่านช่องเขาและหมู่บ้าน บริเวณจุดพักรถริมถนนเลียบเขามีอาคารไม้สองชั้นหลังเล็ก ด้านหน้ามีรูปภาพและรูปสลักไม้ของเหล่าโยไค สมดังชื่อ “โยไค ยาชิคิ (Yokai Yashiki)” ซึ่งมีความหมายว่า “คฤหาสน์ภูตผี”

 

ภาพที่ 1 มองจากพิพิธภัณฑ์เห็นภูเขาและแม่น้ำในเมืองยะมะชิโระซึ่งเป็นต้นกำเนิดตำนานโยไค

 

               “โยไค” เป็นภูตผีปีศาจในตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่น มีรูปร่างแปลกพิสดารทั้งอยู่ในร่างมนุษย์และอมนุษย์ มีทั้งฝ่ายดีและไม่ดี และมีตำนานปรากฏอยู่ทั่วไป เด็กญี่ปุ่นจึงเติบโตมากับเรื่องเล่าและสื่อบันเทิงที่เกี่ยวกับโยไค ตัวอย่างหนึ่งของตำนานโยไคที่คนทั่วไปรู้จักดี คือ คัปปะ ผีเด็กมีกระดองเต่าอยู่ที่หลังและมีจานใส่น้ำอยู่บนหัว มีนิสัยชอบแกล้งคน

               การ์ตูนเรื่องอสูรน้อยคิทาโรมีตัวละครหนึ่งชื่อว่า “โคะนะกิ จิจิ” เป็นชายที่มีใบหน้าแก่ชราในร่างทารก มักส่งเสียงร้องไห้ตามภูเขาล่อหลอกให้คนเข้าไปอุ้ม สุดท้ายคนอุ้มถูกทับตาย ตัวละครนี้มีต้นกำเนิดอยู่ที่เกาะชิโกะกุ จังหวัดโทคุชิมะ และจุดประกายให้ชาวบ้านในเมืองยะมะชิโระ (Yamashiro) ริเริ่มทำโครงการโยไคประจำถิ่น วางรูปปั้นโยไคตามริมถนนจนกลายเป็น “ถนนโยไค” และสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมตำนานภูตผีในท้องถิ่นเพื่อให้เป็น “บ้านเกิดของโยไคที่ฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง”

 

ภาพที่ 2 ซุ้มทางเข้าคฤหาสน์ตำนานโยไค ทางขวาคือหุ่นเฒ่าทารกจากเรื่องอสูรน้อยคิทาโร

 

               หน้าประตูทางเข้ามีหุ่นของโคนากิ จิจิอิ (Koniki Jijii Yokai) ยืนยิ้มต้อนรับผู้ชมเข้าสู่ดินแดนแห่งตำนานโยไค ทว่าในวันนั้นผู้เขียนเข้าชมเพียงลำพัง บรรยากาศจึงมีแต่ความเงียบวังเวง ยิ่งเมื่อลอดผ่านซุ้มมังกรแล้วเงยหน้าขึ้น สายตาผู้เขียนปะทะกับหุ่นโยไคตัวใหญ่กางแขนกางขาอยู่บนเพดานให้บรรยากาศชวนสนุกปนขนลุกอยู่ในที

               ภายในห้องแรกมองเห็นฝั่งซ้ายมีภาพเทศกาลเกี่ยวกับโยไคและเอกสารหลายฉบับกล่าวถึงโยไคในเมืองยะมะชิโระที่เน้นย้ำว่ามีหลักฐานเคยพบสิ่งลี้ลับจริง รวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติล้วนมีที่มาจากเรื่องเร้นลับทั้งสิ้น ด้านขวามือหุ่นโยไคประจำถิ่นมีรูปร่างหน้าตาน่าสยดสยองยืนเรียงราย เมื่อผู้เขียนเข้าไปยืนมองใกล้ ๆ ประจันหน้ากับหุ่นโยไค พร้อมกับไล่สายตาอ่านป้ายคำอธิบายตำนานเรื่องแล้วเรื่องเล่าแล้วเหมือนเดินอยู่ในหนังสือนิทานภาพสามมิติ เริ่มรู้สึกคล้อยตามว่าเมืองนี้มีโยไคอยู่ทุกหนทุกแห่ง และเป็นความลับของหมู่บ้านตามที่ป้ายหน้าห้องบอกไว้ไม่ผิด

 

ภาพที่ 3 หุ่นโยไคในห้องแรก (ซ้ายไปขวา) ทานุกิในร่างสาวงามที่หลอกให้คนเดินตามในเวลากลางคืน, โอนิอุบะ (Oniuba)

โยไคที่จับเด็กกิน, อุบุเมะ (Ubume) ผีสาวที่คลอดลูกแล้วตาย, ฮิดะรุกะมิ (Hidarugami) คอยหลอกหลอนนักเดินทาง,

ชิบะเท็งงุ (Shibatengu) ซ่อนอยู่ใต้กองใบไม้ร่วงคอยจับเด็กไปซ่อน

 

               บรรดาตำนานเหล่านั้นมีหลายเรื่องเล่าว่า ในเวลากลางคืนหากออกนอกบ้านจะถูกโยไคหลอกหลอน เช่น หากเด็กออกไปเล่นตอนเย็นจะถูกโยไคชื่อโอะนิอุบะจับกิน หรือยามวิกาลจะถูกโยไคชื่อ โอะเกียะนากิ (Ogyanaki) จับตัวไป โดยคำว่า โอะเกียะ (Ogya) เป็นคำเลียนเสียงเด็กร้องที่มักได้ยินบ่อยในบริเวณนี้ หรือคืนก่อนเทศกาลเซ็ตสึบุน (วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ) จะมีโยไคชื่อ ยะเกียวซัง (Yagyo-san) ควบม้าไร้หัวออกทำร้ายเด็กซนหรือคนเตร็ดเตร่ในยามดึก นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงเด็กสองคนที่หายตัวไประหว่างเดินกลับบ้านตอนเย็น หาเท่าไรก็ไม่พบ เพราะถูกโยไคที่แฝงตัวอยู่ใต้กองใบไม้ร่วงจับตัวและพรางตาไว้ จึงเกิดคำเตือนไม่ให้เดินขึ้นเขาคนเดียว

               พิพิธภัณฑ์เลือกตำนานเรื่องหนึ่งมาสร้างลูกเล่นเพื่อให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมกับเรื่องเล่าด้วย โดยทำฉากเป็นหน้าต่างกระดาษเจาะรูและมีข้อความท้าทายว่า “ห้ามส่องดูข้างใน” แน่นอนว่าคำเตือนนี้ยิ่งกระตุ้นให้ผู้ชมอยากดู ทำนองยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เมื่อมองเข้าไปก็สบตากับหุ่นที่เป็นตัวแทนวิญญาณของโยไคชื่อมะโดะ (Mado) คนจิตอ่อนจะถูกเข้าสิงและบงการให้ทำชั่ว หากมีคนก่อเหตุร้ายในหมู่บ้านมักโทษว่าเพราะถูกวิญญาณสิงร่าง ฉากหน้าต่างนี้จึงท้าทายผู้ชมว่ามีจิตใจเข้มแข็งพอที่จะไม่ถูกวิญญาณร้ายครอบงำหรือไม่

 

ภาพที่ 4 ฉากหน้าต่างเขียนว่า “ห้ามแอบดู” จากเรื่องของโยไคชื่อมะโดะ

 

               จากห้องแรกผู้เขียนต้องเดินผ่านอุโมงค์มืดเพื่อเข้าสู่ห้องที่ 2 ซึ่งเล่าเรื่องตำนานโยไคเกี่ยวกับธรรมชาติอีกชุดหนึ่ง ในอดีตนี้มีซามูไรมาซ่อนตัวและตั้งถิ่นฐานกลางป่าลึก และมีพื้นที่เสี่ยงอันตรายมากมาย ทำให้มีตำนานหลายเรื่องเตือนภัยในการเดินทาง เช่น หากเดินขึ้นยอดเขาคะโจะกะ (Kajogake) ต้องนำข้าว 1 เมล็ด หรือน้ำ 1 หยดไปด้วย มิฉะนั้นจะถูกโยไคชื่อฮิดะรุกะมิ (Hidarugami) ทำร้าย ซึ่งโยไคตนนี้ตายเพราะความหิวและเหนื่อยจากการเดินขึ้นเขา นับเป็นกุศโลบายให้คนเดินทางเตรียมเสบียงให้พร้อมเมื่อเดินทางขึ้นเขา และบริเวณสระน้ำมีตำนานโยไคชื่อเอ็นโกะ (Enko) คอยลากคนลงสระ ลักษณะคล้ายกับคัปปะ ตำนานนี้มีไว้เพื่อเตือนอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นบริเวณแหล่งน้ำ

 

ภาพที่ 5 (ซ้าย) อะโอโบซุ (Ao-bozu) และคาวามิซากิ (Kawamisaki)

โยไคที่จะลากคนลงไปหากเข้าใกล้ชายฝั่งหรือแหล่งน้ำที่อันตราย

 

               นอกจากโยไคในร่างมนุษย์แล้วยังมีตำนานโยไคในร่างสัตว์ พิพิธภัณฑ์ได้จำลองฉากสำคัญในตำนานอย่างสมจริง เช่น โยไคทะนุกิ (แร็คคูน) มีตำนานหนึ่งเล่าว่ายามโพล้เพล้จะมีหญิงสาวสวยปรากฏตัวล่อให้คนเดินตาม ซามูไรจึงวางกับดักและใช้ดาบแทง แต่ร่างผู้หญิงกลับกลายเป็นแร็คคูนหัวล้าน หรือโยไคมังกรที่เล่าเรื่องว่า เจ้าหญิงแห่งโนะกะโนะอิเคะ (Nokanoike) มาขอพักแรมกับครอบครัวโอะคะดะ และสั่งว่าห้ามเรียกขณะที่นอนอยู่อย่างเด็ดขาด เมื่อสมาชิกครอบครัวแอบเจาะประตูดูก็เห็นเจ้าหญิงในร่างมังกรนอนอยู่

 

ภาพที่ 6 สาวสวยที่ล่อลวงให้คนเดินตามในตอนเย็น แท้จริงแล้วคือแร็คคูนหัวล้านแห่งหน้าผาทะคะอิชิ

 

               หลังจากตื่นตาตื่นใจกับตำนานภูตผีสุดมหัศจรรย์ ผู้เขียนรู้สึกสงบใจได้เมื่อพบหุ่นรูปปั้นจิโซ (เทพผู้ปกป้องนักเดินทาง) และธงริ้วสีทองที่ใช้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย พร้อมข้อมูลศาลเจ้าในท้องถิ่นที่ให้พรเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัย นับเป็นการจัดสรรพื้นที่เล่าเรื่องได้อย่างพอเหมาะพอดีราวกับจะปลอบประโลมใจผู้ชมที่อาจขวัญหนีดีฝ่อกับตำนานภูตผีมากกว่า 30 เรื่อง

 

ภาพที่ 7 เมะอะกิ จิโซ (Meaki Jizo) เทพผู้ปกป้องนักเดินทางจะลืมตาขึ้นเพื่อเตือนภัยนักเดินทางจากวิญญาณชั่วร้าย

 

               เมื่อคิดทบทวนผู้เขียนพบว่า แท้จริงแล้วตำนานโยไคจัดเป็นส่วนหนึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนที่ใช้เรื่องราวของภูตผีเป็นเครื่องมืออย่างง่ายของคนท้องถิ่น ในการเตือนให้ผู้คนระแวดระวังภยันตราย ท่ามกลางการดำเนินชีวิตที่ไม่มั่นคง และสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก ตำนานเหล่านี้เป็นทั้งเครื่องควบคุมพฤติกรรมเด็กดื้อให้เข้ารูปเข้ารอยด้วยความกลัว และเครื่องเตือนใจนักเดินทางที่ขาดประสบการณ์เตรียมตัวให้พร้อม ดังนั้นภูตผีปีศาจจึงถูกสร้างให้มีตัวตนขึ้น

               อย่างไรก็ดี ในอีกแง่มุมหนึ่งเรื่องลี้ลับต่าง ๆ ล้วนสะท้อนความกลัวในจิตใจมนุษย์ ความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น และกลัวความตาย รวมถึงเรื่องที่มนุษย์ไม่เข้าใจและไม่อาจควบคุมธรรมชาติได้ ตำนานโยไคจึงเป็นหนทางที่มนุษย์ใช้ควบคุมกายและใจให้อยู่รอดต่อไปได้

               เมื่อผ่านพ้นจากคลังเรื่องผีในห้องที่ 2 เข้าสู่ห้องที่ 3 บรรยากาศชวนให้รู้สึกปลอดโปร่งขึ้น ด้วยสภาพห้องโถงเพดานสูง มีหน้าต่างกระจกใสมองเห็นวิวภูเขาด้านนอก พื้นที่โซนนี้จัดแสดงหน้ากากโยไคที่ชาวบ้านเคยใช้สวมศีรษะในเทศกาลขบวนพาเหรดโยไค ซึ่งเมืองยะมะชิโระจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนพฤศจิกายน ในห้องจึงมีหน้ากากโยไคหลากหลายรูปแบบดูละลานตา นอกจากนี้มีตุ๊กตาญี่ปุ่นใส่ชุดกิโมโนอีกหลายสิบตัว มีจออินเตอร์แอคทีฟให้ผู้ชมเล่นเกมปล่อยพลังใส่คัปปะ รวมทั้งมีผลงานศิลปะและภาพวาดสวย ๆ ที่ประยุกต์มาจากโยไค มีหนังสือ การ์ตูน และเกมกระดานเกี่ยวกับโยไค ซึ่งเป็นรูปแบบของตำนานโยไคที่ไม่ได้ถูกเล่าขานอยู่เฉพาะในหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่โลดแล่นอยู่รอบตัวเราในปัจจุบันอย่างกลมกลืน

 

ภาพที่ 8 หน้ากากโยไคที่ใช้ในขบวนพาเหรด ทั้งโยไคในร่างมนุษย์และสัตว์

 

               สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจ คือ ในวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีคณะนักท่องเที่ยวที่โดยสารรถไฟ “ชิโกะกุ มันนะกะ เซ็นเน็น โมโนกาตาริ (Shikoku Mannaka Sennen Monogatari)” รถไฟท่องเที่ยวขบวนพิเศษที่นอกจากพาชมความงดงามของป่าเขาในเกาะชิโกะกุแล้วยังจัดโปรแกรมให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย โดยชาวบ้านจัดขบวนโยไคมารอต้อนรับ ซึ่งจัดเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่ครบรสชาติ สร้างความประทับใจที่แสนวิเศษ เพราะการชมทิวทัศน์ธรรมชาติแล้วต่อด้วยการชมเรื่องราวโยไคในพิพิธภัณฑ์ ยิ่งช่วยเติมเต็มจินตนาการให้เพลิดเพลินยิ่งขึ้น

               กระนั้น ใครที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมทัวร์กับรถไฟ เมืองนี้ก็มีแนะนำเส้นทางเดินท่องเที่ยวหลายเส้นทาง ทั้งเส้นทางชมทัศนียภาพของช่องเขาโอโบเคะ เส้นทางชมหมู่บ้านกลางป่าเขา รวมถึงเส้นทางที่พาไปทักทายโยไค บนถนนโยไคแห่งยะมะชิโระ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศป่าเขาและแม่น้ำที่เป็นฉากในตำนานโยไคอย่างใกล้ชิด

               แม้ว่าในอดีตภูตผีเหล่านั้นถูกเล่าขานให้น่ากลัวมากขนาดไหน สิงสถิตอยู่บนภูเขาสูงชันหรือในป่าลึกเพียงใด แต่ปัจจุบันเรื่องเล่าของโยไคยังสามารถคงอยู่ในบริบทสังคมร่วมสมัยกับผู้คน และสร้างความทรงจำในรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มเติมขึ้นจากตำนานในวัยเยาว์เพื่อการเล่าขานที่ไม่รู้จบ

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ