Museum Core
โบสถ์ในโรมที่คนชอบโมเสกไม่ควรพลาด
Museum Core
12 ต.ค. 69 64
ประเทศอิตาลี

ผู้เขียน : กระต่ายหัวฟู

ภาพปก - โมเสกในโบสถ์ซานติคอสมาเอดามิอาโน รูปพระเมษโปดกยืนบนเนินที่มีแม่น้ำแห่งสวรรค์สี่สายไหลออกมา

 

               บทความนี้ผู้เขียนอยากชวนไปชมโมเสกคริสเตียนในโบสถ์ของกรุงโรมที่ได้รับการจัดอันดับโมเสกที่ดีที่สุด และมักได้รับการบรรจุไว้ในโปรแกรมทัวร์เฉพาะทางเกี่ยวกับโมเสกในเมืองนี้ ซึ่งไม่เสียค่าทัวร์และสามารถเดินชมได้ด้วยตนเอง หากใครชอบโมเสกและมีเวลาสักหนึ่งวันก็น่าจะเพียงพอกับการชมได้ครบ

 

มหาวิหารซานตาปูเดนเซียนา

               มหาวิหารซานตาปูเดนเซียนา (Basilica of Santa Pudenziana) สร้างขึ้นราวปี ค.ศ.390 – 415 บริเวณนี้เป็นศาสนสถานของนักบุญปูเดนเซียน่ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 2  โดยสร้างขึ้นบนบ้านของปูเดน (Puden) ซึ่งเป็นขุนนางในตระกูลเก่าแก่ของโรมัน และเป็นคนรุ่นแรกที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ ตามตำนานเล่าว่าปูเดนมีลูกสาว 2 คน คือ ปราเซดีส (Praxedis) และปูเดนเตียนา (Pudentiana) พ่อลูกทั้งสามคอยดูแลช่วยเหลือชาวคริสต์ที่ถูกข่มเหงจนผู้คนเชื่อถือว่าทั้งสามเป็นนักบุญสืบต่อมา อีกทั้ง การพลีชีพของพวกเขาไม่มีการบันทึกไว้และชื่อไม่ได้อยู่ในทำเนียบนักบุญอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม โบสถ์แห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสาธารณะทางศาสนาคริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้งานอยู่จนปัจจุบัน และเคยเป็นที่พำนักของพระสันตะปาปาด้วย

 

 

               โมเสกบนมุขโค้งเหนือแท่นบูชา (apse) ทำขึ้นพร้อมกับโบสถ์ นักวิชาการหลายคนมีความเห็นว่าเป็นหนึ่งในโมเสกคริสเตียนที่เก่าแก่และโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งนอกเมืองราเวนนา โมเสกมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ภาพบุคคลมีความสมจริง พระเยซูประทับบนบัลลังก์ มือซ้ายถือหนังสือข้อความว่า “พระเจ้าทรงปกป้องคริสตจักรปูเดนเทียนา” (DOMINUS CONSERVATOR ECCLESIAE PUDENTIANAE) เหล่าอัครสาวกนั่งอยู่สองข้างในระดับต่ำกว่า ไม่ได้เรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ แต่ละคนมีบุคลิกของตนเองและเคลื่อนไหวเป็นอิสระ มีการยกไม้ยกมือ ผินหน้าไปทางอื่นหรือมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเอง (ชวนให้นึกถึงภาพเดอะลาส ซัปเปอร์ของดาวินชี) ยกเว้นภาพสองคนที่อยู่ใกล้พระเยซู คือ นักบุญพอล (ซ้าย) และนักบุญปีเตอร์ (ขวา) ที่มองไปยังพระเยซู อัครสาวกมีเพียงแค่ 10 คน (ทั้งที่ควรมี 12 คนตามพระคัมภีร์) ซึ่งภาพโดนตัดออกไปเมื่อครั้งที่มีการต่อเติมโบสถ์ในศตวรรษที่ 16 

 

 

               มีรูปผู้หญิงยืนถือมงกุฎทำท่าจะสวมให้นักบุญปีเตอร์และพอล ผู้มีสันนิษฐานว่าเป็นสองพี่น้องปูเดนเตียนาและปราเซเดส แต่เหตุใดทั้งสองจึงอยู่ในสถานะที่สถาปนานักบุญได้? นักวิชาการบางคนจึงเห็นว่าน่าจะเป็นภาพอุปมานิทัศน์ คือ ภาพแทนของคริสต์จักรในยุคแรกเริ่มซึ่งปีเตอร์ดูแลชาวยิวและพอลดูแลคนที่ไม่ใช่ยิว (Gentiles) หากขยายดูรายละเอียด ภาพผู้หญิง (ซ้าย) ดูแตกต่างจากคนอื่น ทั้งสัดส่วน แสงเงาและการตัดเส้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจวาดเพิ่มเติมภายหลังหรือไม่?

               ด้านหลังเป็นรูปอาคารแบบโรมัน มีไม้กางเขนประดับอัญมณี ฉากหลังเป็นท้องฟ้ามีเมฆหลายเฉดสี มีสัตว์สวรรค์สี่ตนล่องลอยอยู่ ซึ่งเป็นภาพโมเสกยุคแรกที่รูปมนุษย์มีปีก สิงโตมีปีก วัวมีปีก และนกอินทรี สิ่งมีชีวิตที่เฝ้าอยู่ข้างบัลลังก์ของพระเจ้า ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์แทนผู้ประกาศหรือผู้เขียนพระวรสารทั้งสี่ได้แก่ นักบุญแมทธิว มาร์ก ลุค และ จอห์น

 

มหาวิหารซานติคอสมาเอดามิอาโน

 

 

               มหาวิหารซานติคอสมาเอดามิอาโน (Basilica of Santi Cosma e Damiano) ได้รับการเสกหรือสถาปนาในปี ค.ศ.527 โดยพระสันตะปาปาเฟลิกซ์ที่ 4 (Pope Felix IV ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 526-530) ปรับปรุงขึ้นจากห้องโถงโรมันโบราณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของฟอรัมแห่งสันติภาพ (Forum of the Peace) ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนตั้งแต่ปี ค.ศ.70 พระสันตะปาปาอุทิศโบสถ์ให้กับนักบุญคอสมาสและดาเมียนที่เป็นนักบุญแห่งแพทย์และเภสัชกร

 

 

               โมเสกที่มุขโค้งเหนือแท่นบูชาทำขึ้นพร้อมกับโบสถ์ เป็นรูปพระเยซูเสด็จดำเนินบนเมฆสีสวยงาม เบื้องล่างมีนักบุญปีเตอร์และพอล พานักบุญคอสมาสและดาเมียนมาเข้าเฝ้า คนที่สามจากซ้ายมือ คือ พระสันตะปาปาเฟลิกซ์ในมือถือโมเดลของโบสถ์ และคนที่สามจากขวามือ คือ นักบุญธีโอดอรัส นักบุญอุปถัมภ์ของธีโอดอริกมหาราช (Theodoric the Great) กษัตริย์ออสโตรกอธผู้ครองกรุงโรมขณะนั้น และเป็นผู้บริจาคห้องโถงนี้  บริเวณขอบล่างของภาพเป็นรูปลูกแกะ 13 ตัว ลูกแกะตัวกลางคือพระเมษโปดก (เมษ คือ แกะ และโปดก คือ ลูกน้อย) สื่อแทนพระเยซูผู้ที่พระเจ้าส่งมาไถ่บาปให้มนุษย์ อีก 12 ตัวแทนอัครสาวก แกะทั้ง 13 ตัวนี้ แต่ละตัวมีรูปร่างท่าทางและแสดงความรู้สึกต่างกัน ซึ่งโมเสกชุดนี้มีความสำคัญ แสดงถึงรูปแบบภาพที่อยู่ช่วงรอยต่อระหว่างแบบคลาสสิกกับไบแซนไทน์ พื้นหลังของภาพมีสีฟ้าคล้ายกับโบสถ์ปูเดนเซียน่า

 

โมเสกซุ้มประตู มองเห็นเงาดำที่ขอบภาพซ้ายขวา ซึ่งเกิดขึ้นจากการเว้นช่องว่างระหว่างภาพเดิม

กับกำแพงโบสถ์น้อยที่สร้างภายหลัง ภาพโมเสกทั้งหมดจึงน่าจะยังอยู่

 

               โมเสกที่อยู่บนโครงสร้างรูปซุ้มประตูที่อยู่ถัดออกมาด้านหน้าเป็นสีทองอร่ามและมีรูปแบบที่ต่างออกไป นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะทำขึ้นราวปลายศตวรรษที่ 7 ภาพตรงกลางเป็นพระเมษโปดกหมอบบนบัลลังก์ สองข้างมีเชิงเทียน 7 เล่ม ถัดไปเป็นทูตสวรรค์ 4 องค์ รูปมนุษย์มีปีกและนกอินทรีอยู่ติดขอบและภาพขาดหายไป ด้านล่างมีมือชูมงกุฎโผล่ออกมาทำให้ดูแปลกเนื่องจากภาพถูกบดบังโดยโบสถ์น้อยด้านข้าง

 

มหาวิหารซานตาปราสเซเด

           

               มหาวิหารซานตาปราสเซเด (Basilica of Santa Prassede) สร้างขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 สมัยพระสันตะปาปาปาสคาลที่ 1 (Pope Paschal I ดำรงตำแหน่งปี ค.ศ.817-824) มุขโค้งเหนือแท่นบูชามีองค์ประกอบภาพโมเสกคล้ายของโบสถ์ซานติคอสมาเอดามิอาโน แตกต่างกันเฉพาะรูปนักบุญคอสมาสและเดเมียนแทนที่ด้วยนักบุญปูเดนเตียน่าและปราเซดีส รูปพระสันตะปาปาเฟลิกซ์ที่ 4 เป็นพระสันตะปาปาปาสคาลที่ 1 ลักษณะภาพมีรูปแบบไบแซนไทน์ (แบนและไม่แสดงอารมณ์ ทุกคนมีรัศมีรอบศีรษะ คนที่รัศมีเป็นรูปสี่เหลี่ยมหมายถึงคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในเวลาที่สร้างภาพนี้)

 

 

               ภาพบนมุขโค้งด้านสกัด (apsidal arch) หรือซุ้มโค้งทางเข้าของพื้นที่ครึ่งกลมบริเวณท้ายโบสถ์หรือวิหาร แสดงภาพสัตว์สวรรค์ทั้ง 4 ตน และด้านล่างเป็นรูปผู้อาวุโส 24 คนถวายมงกุฎแด่พระเยซู ซึ่งเป็นภาพที่ถูกบดบังไว้ ส่วนซุ้มประตูที่อยู่ถัดออกมาด้านหน้าแสดงภาพเมืองเยรูซาเล็มในสวรรค์ มีกำแพงสีทอง มีแถวของนักบุญ ทูตสวรรค์ และผู้พลีชีพมากมายที่เดินทางมาเมืองนี้

              ผู้คนส่วนใหญ่มักมาที่นี่เพื่อชมโบสถ์น้อยของเซนต์เซโน (Chapel of Saint Zeno) ที่ตั้งอยู่ที่ทางเดินขวาของโถงกลาง (เมื่อหันหน้าเข้าหาแท่นบูชา) พระสันตปาปาปาปัสคาลสร้างโบสถ์นี้สำหรับไว้ตั้งศพธีโอโดรา ผู้เป็นมารดาของพระองค์ โบสถ์มีขนาดเล็กมากและดูคล้ายห้องสุสานใต้ดินมากกว่า การตกแต่งทั้งด้านนอกและด้านในมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การประดับโมเสกแบบเต็มพื้นที่ทุกตารางนิ้วทำให้ได้รับการขนานนามว่า สวนสวรรค์ (Orto del Paradiso)

 

โมเสกเหนือประตูทางเข้าโบสถ์น้อยเซนต์เซโน

 

               เหนือประตูทางเข้ามีพื้นที่วางโถอัฐิแบบโรมัน และมีการตกแต่งผนังที่เป็นฉากหลังของโถใบนี้ด้วยโมเสกเป็นรูปทรงเกือกม้าที่สอดรับกับรูปทรงของช่องเปิด กรอบรูปเกือกม้าวงในสุดมีพื้นสีทอง ด้านบนสุดเป็นรูปพระแม่มารีอุ้มพระบุตร เรียงรายลงมาเป็นนักบุญต่างๆ กรอบวงนอกมีพื้นสีน้ำเงิน ด้านบนสุดเป็นรูปพระเยซู ถัดลงมาเป็นอัครสาวกทั้ง 12 คน ภาพบุคคลที่มุมซ้ายล่างสันนิษฐานว่าเป็นพระสันตะปาปาปาสคาล

 

โมเสกเพดานและมุขโค้งสี่ด้านเซโนของโบสถ์น้อยเซนต์

 

               ด้านในโบสถ์พื้นที่แคบมากทำให้ระยะการชมโมเสกใกล้มาก แต่ก็ทำให้ไม่สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ หากหยอดเหรียญ 1 ยูโร จะเปิดไฟได้ครั้งละ 5 นาที เพื่อชมโมเสกสีทองที่ตื่นตาตื่นใจ แต่ละชิ้นมีขนาดเล็กจิ๋วและติดตั้งในมุมที่ต่างกันเล็กน้อยเพื่อสร้างประกายแวววาว รูปพระเยซูบนเพดานสีทองอร่าม มุขโค้งทั้งสี่ด้านทำเป็นรูปนักบุญกลุ่มละ 2-3 คน และทุกซุ้มมีภาพธีโอโดราในรัศมีรูปสี่เหลี่ยมแสดงว่าพระนางได้อยู่ชื่นชมความงามของสุสานที่บุตรชายเตรียมไว้ให้

 

มหาวิหารซานตามาเรียอินตรัสเตเวเร                                  

               มหาวิหารซานตามาเรียอินตรัสเตเวเร (Basilica of Santa Maria in Trastevere) พื้นที่นี้กล่าวกันว่าเป็นที่ตั้งของหนึ่งในโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโรม จากผังพื้นและฐานรากของโบสถ์มีอายุย้อนกลับไปถึงช่วงปี ค.ศ. 340 โครงสร้างส่วนใหญ่ในปัจจุบันสร้างทับบนฐานรากดังกล่าวในช่วงปี ค.ศ. 1140-1143  สมัยพระสันตปาปาอินโนเซนต์ที่ 2 (Pope Innocent II ดำรงตำแหน่งปี ค.ศ.1130-1143)

 

ด้านหน้าโบสถ์ซานตามาเรียอินตรัสเตเวเร

 

               ด้านหน้าโบสถ์บริเวณใต้หน้าบันมีภาพประดับโมเสกเป็นรูปพระแม่มารีกำลังให้นมพระกุมาร ทั้งสองข้างมีแถวของสตรี 10 คน จำนวน (8 คนสวมมงกุฎถือตะเกียงที่มีเปลวไฟ อีก 2 คนไม่ได้สวมมงกุฎถือตะเกียงที่ดับอยู่) ปัจจุบันนักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 แต่ยังไม่สามารถอธิบายนัยสำคัญของภาพนี้ได้

              โมเสกบนมุขโค้งหน้าแท่นบูชาสร้างพร้อมโบสถ์ในสมัยพระสันตปาปาอินโนเซนต์ที่ 2 เป็นรูปพระแม่มารีและพระเยซูคริสต์ประทับนั่งเคียงข้างบนบัลลังก์เดียวกัน พระหัตถ์ขวาของพระเยซูวางบนไหล่ของพระแม่มารี พระหัตถ์ซ้ายถือหนังสือที่เปิดหน้าหนึ่งเขียนว่า “จงมาเถิด ผู้ถูกเลือกของฉัน ฉันจะวางคุณไว้บนบัลลังก์ของฉัน” สองข้างบัลลังก์เป็นแถวของนักบุญและพระสันตะปาปา มีพระสันตะปาปาอินโนเซนต์อยู่ทางซ้ายสุดถือโมเดลของโบสถ์

 

ภาพรวมโมเสกในโบสถ์ซานตามาเรียอินตรัสเตเวเร

 

               ในมุขโค้งด้านสกัดมีภาพสัตว์สวรรค์ทั้งสี่ รวมถึงผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมสองคน คือ อิสยาห์(Isaiah) และเยเรมีย์ (Jeremiah) ซึ่งภาพโดนซุ้มประตูด้านหน้าบดบังจนต้องเดินอ้อมไปชมด้านข้าง เช่นเดียวกับภาพบริเวณช่องหน้าต่างใต้แถวลูกแกะ มีภาพเล่าเรื่องชีวิตพระแม่มารี 6 ภาพ ทำขึ้นโดยปีเอโตร คาวาลลินี (Pietro Cavallini (ประมาณ 1240 - 1330)) ช่วงหลังปี ค.ศ.1291 ลักษณะของโมเสกมีความแบนตามรูปแบบไบแซนไทน์ แต่มีการแต่งลวดลายสิ่งละอันพันละน้อยที่ละเอียดประณีต และสวยงาม นับเป็นโมเสกที่ควรค่ากับการใช้เวลาค่อยๆ พินิจอย่างเพลิดเพลิน

 

มหาวิหารซานตามาเรียมาจิออเร

               มหาวิหารซานตามาเรียมาจิออเร (Basilica di Santa Maria Maggiore) เป็น 1 ใน 4 มหาวิหารสำคัญ แห่งโรม (Major Basilica) นับเป็นโบสถ์พระแม่มารีที่ใหญ่ที่สุดในโรมและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคริสเตียนในโลกตะวันตก โบสถ์ในปัจจุบันสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นหลังทศวรรษที่ 420 และได้รับสถาปนาในปี ค.ศ.434 โดยพระสันตะปาปาซิกตุสที่ 3 (Pope Sixtus III ดำรงตำแหน่ง ปี ค.ศ. 432–440) เพื่ออุทิศให้แด่พระแม่มารีเป็นครั้งแรก ในขณะนั้นสถานะของพระแม่มารีได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ให้กำเนิดพระเจ้า (Theotokos) (ผู้ใดสนใจ ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการยอมรับพระเยซูในฐานะมนุษย์หรือพระเจ้า สามารถค้นคว้าได้จากการประชุมสภาศาสนาคริสต์ครั้งที่ 3 ที่เมืองเอเฟซัส (Council of Ephesus) ในปีค.ศ. 431)

 

โมเสกโถงกลาง (บน) ราเชลวิ่งไปบอกบิดา (ลาบัน ผู้เป็นลุงของจาคอบ) ถึงการมาของจาคอบ

(ล่าง) ลาบันสวมกอดจาคอบแล้วพาไปบ้าน

 

               ในสมัยพระสันตะปาปาซิกตุสที่ 3 ประมาณปี ค.ศ.432-440 มีการสร้างโมเสกบนผนังเหนือทางเดินของโถงกลางทั้งสองด้าน ทำเป็นชุดภาพในกรอบเรียงต่อกันเล่าเรื่องราวในพันธสัญญาเดิมที่เก่าแก่ที่สุดในโรม ด้านขวาเป็นเรื่องโมเสสและโจชัว  ด้านซ้ายเป็นเรื่องอับราฮัม ไอแซก และจาคอบ ลักษณะภาพมีรูปแบบคลาสสิกก่อนยุคไบแซนไทน์

 

โมเสกบนซุ้มประตู เล่าเรื่องพระแม่มารี นักวิชาการระบุว่าสร้างขึ้นพร้อมกับโถงกลาง

บางส่วนมีความเห็นว่าอาจสร้างขึ้นภายหลัง (ลองเปรียบเทียบดู)

 

 

              โมเสกในมุขโค้งด้านสกัดหลังแท่นบูชาเป็นโมเสกที่มีชื่อเสียงเรื่องความวิจิตรงดงามที่สุดของโบสถ์นี้ สร้างขึ้นโดยศิลปินจาโคโป ตอร์ริติ (Jacopo Torriti) ในปี ค.ศ.1295 เป็นภาพพระเยซูนั่งบนบัลลังก์เดียวกันและกำลังสวมมงกุฎให้พระแม่มารี  ทรงถือหนังสือที่เปิดหน้ากระดาษมีข้อความว่า "มาเถิด ผู้ที่ถูกเลือกสรรของเรา และเราจะให้เจ้าขึ้นครองบัลลังก์ของเรา" ซึ่งสอดคล้องกับเจตนาในการสถาปนาโบสถ์แต่แรกเริ่ม ใต้มุขโค้งมีภาพการสิ้นพระชนม์ของพระแม่มารีที่งดงามไม่แพ้กัน

               ภาพโมเสกฝีมือตอร์ริติเป็นตัวอย่างสำคัญที่สุดของศิลปะโมเสกช่วงปลายของยุคกลาง การออกแบบภาพมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าได้รับแรงบันดาลใจจากโมเสกของมหาวิหารซานตามาเรียอินตรัสเตเวเร

               มหาวิหารทั้ง 3 แห่ง (ซานตาปูเดนเซียนา มหาวิหารซานตาปราสเซเด และมหาวิหารซานตามาเรียมาจิออเร) ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน และตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเทอร์มินิ เดินทางสะดวก ขณะที่มหาวิหารซานติคอสมาเอดามิอาโนอยู่ติดกับโรมันฟอรัม สามารถโดยสารรถไฟฟ้าจากสถานีเทอร์มินิมาที่สถานีโคลอสเซียมแล้วเดินเท้าอีกไม่ไกล สำหรับมหาวิหารซานตามาเรียอินตรัสเตเวเร ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมือง เดินทางจากโคลอสเซียมด้วยรถเมล์สาย 75 และเดินเท้าต่อ หลังชมมหาวิหาร นักท่องเที่ยวนิยมทานอาหารเย็นชมบรรยากาศยามเย็นที่สวยงามของตรัสเตเวเร

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

มหาวิหารซานตาปูเดนเซียน่า

https://medievalmosaics.com/mosaics/15

https://smarthistory.org/santa-pudenziana/

มหาวิหารซานติคอสมาเอดามิอาโน

ข้อมูลหลักจากแผ่นพับของโบสถ์

https://www.churches-of-rome.info/CoR_Info/SCeD-037/037-Santi%20Cosma%20e%20Damiano.pdf

 มหาวิหารซานตาปราสเซเด

http://www.churches-of-rome.info/CoR_Info/SP%20053/053-SPaE.pdf

 มหาวิหารซานตามาเรียอินตรัสเตเวเร

https://www.walksinrome.com/mosaics-in-the-church-of-santa-maria-in-trastevere-in-rome.html

 มหาวิหารซานตามาเรียนมาจอเร

https://romanchurches.fandom.com/wiki/Santa_Maria_Maggiore (ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเล่าในโมเสกโถงกลางของเว็บไซต์มีบางภาพที่คลาดเคลื่อน)

https://press.vatican.va/various/basiliche/sm_maggiore/en/storia/interno.htm

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ